เจาะรวม Motorcycle Zone Motor Show 2026

เริ่มต้นด้วยค่ายสัญชาติอเมริกัน Harley-Davidson ® 

Road Glide Limited กับราคาเริ่มต้น 2,171,000 บาท
และ Street Glide Limited กับราคาเริ่มต้น 2,071,000 บาท
เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight® 117 VVT อันทรงพลัง พร้อมการออกแบบใหม่ ยกระดับความสบายและสมรรถนะสำหรับการเดินทางระยะไกล
โดยทั้งสองรุ่นนี้จะเข้ามาเสริมทัพร่วมกับมอเตอร์ไซค์ตระกูล Street Glide และ Road Glide Touring 
เพื่อเติมเต็มไลน์อัป Grand American Touring ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

Harley-Davidson จัดเต็มข้อเสนอพิเศษภายในงาน พร้อมโปรโมชันสุดคุ้ม สิทธิพิเศษ และกิจกรรมลุ้นรับรางวัลอีกมากมาย
Harley-Davidson จัดเต็มข้อเสนอสุดพิเศษหลากหลายรายการภายในงาน สำหรับลูกค้าที่สนใจมอเตอร์ไซค์บางรุ่นของปี 2024 และ 2025 สามารถรับข้อเสนอ Freedom Care ที่รวมแพ็กเกจบำรุงรักษา 4 ปี พร้อมอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3.19% จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา ระยะเวลาผ่อนชำระ 4 ปี และวางเงินดาวน์ 15% นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานที่ทำการจองมอเตอร์ไซค์ภายในงานจะได้รับของขวัญสุดพิเศษจาก Harley-Davidson อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เข้าร่วมงานจะยังสามารถรับบัตรเข้างาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 จำนวน 2 ใบ เพียงทดลองขี่มอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ล่าสุดปี 2026 ณ ตัวแทนจำหน่าย Harley-Davidson นอกจากนี้ เพียงกดติดตามบนช่องทาง LINE Official Account ของ Harley-Davidson Thailand รับสติกเกอร์ Harley-Davidson ฟรีทันที รวมถึงการร่วมสนุกเพื่อลุ้นรับรางวัลประจำวันผ่าน Harley-Davidson MotoGP Simulator ภายในโซน H-D Experience ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดข้อกำหนดและเงื่อนไขของโปรโมชันทั้งหมดเพิ่มเติมได้ที่บูธ Harley-Davidson ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่าย Harley-Davidson ใกล้บ้าน

ติดตามข่าวสารล่าสุดของ Harley-Davidson ในตลาดเกิดใหม่ของเอเชียได้ที่
www.harley-davidson.com  
FB: @HarleyDavidsonAsia  
IG: @HarleyDavidson_Asia  
YT: Harley-Davidson Asia 
TikTok: @HarleyDavidson_Asia 
LINE Official: @HarleyDavidsonTH

#HarleyDavidsonAsia #UnitedWeRide #HDatBIMS #HarleyDavidsonFreedomCrew

ต่อด้วยค่ายใบพัดสีฟ้าจากเยอรมัน มีรถรุ่นใหม่มาเปิดตัวพร้อมราคาเช่นกัน

R12 G/S Light White ราคา 719,000 บาท
R12 G/S Option 719 Sandrover Matt ราคา 799,000 บาท

สัมผัสประสบการณ์ระดับพรีเมียมและโปรโมชันสุดพิเศษเฉพาะในงานเท่านั้น!

Royal Enfield เปิดตัว Meteor 350 ‘Sundowner Orange’ Special Edition ครั้งแรกในไทย
ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งการขี่ ผ่านเฉดสีแห่งช่วงเวลาทองคำ
นิยามใหม่ของสีสันแห่ง “Golden Hour” Sundowner Orange ไม่ใช่แค่ชื่อสี แต่คือการถ่ายทอด “อารมณ์” ของท้องฟ้ายามเย็นก่อนอาทิตย์ลับขอบฟ้า
โทนสีส้มที่เข้มข้นและอบอุ่นนี้ เมื่อผสานเข้ากับเส้นสายที่โค้งมนในสไตล์คลาสสิกครูเซอร์ของ Meteor 350 ช่วยสร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่น
ไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ท่ามกลางป่าคอนกรีตในกรุงเทพฯ หรือการโลดแล่นบนถนนเลียบชายฝั่งทะเล
Meteor 350 ‘Sundowner Orange’ มาพร้อมสัญลักษณ์รุ่นพิเศษเพื่อระบุความเป็น Limited Edition ที่เน้นย้ำถึงความสุขของการเดินทางอย่างไร้จุดหมาย 

ครูเซอร์ที่สะท้อนอิสรภาพบนท้องถนน และนิยามของ ‘Pure Motorcycling’
Meteor 350 Sundowner Orange ถูกสร้างสรรค์มาเพื่อนักขี่ที่หลงใหลการขับขี่แบบ Immersive ที่เน้นดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบตัว ภายใต้ปรัชญา ‘Pure Motorcycling’ ที่ให้ความสำคัญกับ “ระหว่างทาง” พอๆ กับจุดหมายปลายทาง ท่ามกลางยุคที่ตลาดให้ความสำคัญกับตัวเลขสมรรถนะ Meteor 350 ยังคงยืนหยัดในการมอบประสบการณ์ที่นิยามด้วยความสบาย การเข้าถึงง่าย และการเชื่อมโยงอารมณ์ระหว่างผู้ขับขี่กับบรรยากาศบนท้องถนน 
พร้อมออกเดินทางด้วยอุปกรณ์ Touring ครบครันจากโรงงาน
Meteor 350 Sundowner Orange อัดแน่นด้วยชุดแต่งมาตรฐานสไตล์ Touring มาพร้อมกับอุปกรณ์ติดตั้งจากโรงงานเพื่อให้พร้อมสำหรับการเดินทางไกล 
เบาะนั่ง Deluxe Touring: ออกแบบมาเพื่อความสบายสูงสุดตลอดวันในการขับขี่ 
ชิลด์บังลมหน้า (Flyscreen): ช่วยลดแรงลมปะทะตัวผู้ขับขี่ โดยยังคงรักษาลุคที่โฉบเฉี่ยว
พนักพิงหลังสำหรับผู้ซ้อน: เปลี่ยนทุกการเดินทางให้มีความหมาย ให้คนซ้อนกลายเป็นคู่หูที่พร้อมออกไปสัมผัสโลกกว้างด้วยกัน
ระบบนำทาง Tripper Navigation Pod: ระบบนำทางแบบ Turn-by-turn เอกสิทธิ์เฉพาะของโรยัล เอ็นฟิลด์ 
ล้อแม็กอะลูมิเนียมพรีเมียมแบบไม่ใช้ยางใน (Tubeless): โดดเด่นสะดุดตา น้ำหนักเบา พร้อมลุยทุกเส้นทาง
ระบบ Slip-and-Assist Clutch: ช่วยให้การควบคุมคลัตช์นุ่มนวล ลดความเมื่อยล้าจากการใช้งานทั้งในจราจรที่ติดขัดและบนถนนโล่งที่ทำความเร็วได้ต่อเนื่อง
ก้านเบรกและคลัตช์แบบปรับระดับได้: ออกแบบมาเพื่อรองรับสรีระฝ่ามือของนักขับขี่อันหลากหลาย เพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัวและเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถ
ไฟหน้า Full LED: มอบทัศนวิสัยที่ชัดเจนและสร้างความมั่นใจให้ผู้ขับขี่ ตั้งแต่ช่วงพลบค่ำจนถึงตลอดคืน
พอร์ตชาร์จด่วน USB Type-C: ตอบโจทย์ไรเดอร์ยุคใหม่ ให้คุณเชื่อมต่อและชาร์จพลังงานให้อุปกรณ์สื่อสารได้ทุกที่ ทุกเวลา

Meteor 350 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 349cc สูบเดี่ยวที่ผ่านการพิสูจน์สมรรถนะมาแล้วทั่วโลก ให้พละกำลังที่ต่อเนื่อง นุ่มนวล และแรงบิดในรอบต่ำที่ยอดเยี่ยม มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ผ่อนคลายในสไตล์ครูเซอร์อย่างแท้จริง 
สะท้อนตัวตนของคอมมูนิตี้นักขี่ทั่วโลก
ด้วยความนิยมของผู้ใช้งาน Meteor 350 ทั่วโลก รุ่นพิเศษ Sundowner Orange จึงเป็นมากกว่ารถมอเตอร์ไซค์ แต่คือสัญลักษณ์ของคอมมูนิตี้ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมสะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ที่แตกต่าง
Meteor 350 ‘Sundowner Orange’ Special Edition พร้อมเปิดจองในประเทศไทยแล้ว ในราคาเริ่มต้นที่ 177,900 บาท

ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ปลุกความคึกคักตลาดรถจักรยานยนต์ ดึง 6 รุ่นใหม่ร่วมอวดโฉมในงาน

“มอเตอร์โชว์ 2026” ครบครันทุกสไตล์การขับขี่ เทคโนโลยีใหม่ และดีไซน์ล้ำสมัย

พร้อมอัดโปรโมชันจัดเต็ม 25 มี.ค. 69 – 5 เม.ย. 69 เท่านั้น

 เริ่มต้นด้วย Tracker 400 รถจักรยานยนต์รุ่นล่าสุดในกลุ่มเครื่องยนต์ 400 ซีซี มอบรูปลักษณ์แบบ Flat Track อย่างชัดเจน พร้อมดีไซน์คลาสสิกตามแบบฉบับไทรอัมพ์ มาพร้อมเครื่องยนต์ TR-Series ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ให้พละกำลังสูงสุด 42 แรงม้า ที่ 9,000 รอบต่อนาที ด้วยรอบเครื่องยนต์ที่สูงขึ้นและสมรรถนะรอบสูงที่เร้าใจ วิวัฒนาการล่าสุดนี้จึงมอบกำลังสูงสุดที่เพิ่มขึ้นถึง 5% และมอบแรงบิดสูงสุดไว้ที่ 37.5 นิวตันเมตร ที่ 7,500 รอบต่อนาที แฮนด์บาร์แบบแบนและกว้าง พร้อมที่พักเท้าที่ปรับตำแหน่งใหม่
ผสานเทคโนโลยีการขับขี่ขั้นสูง เช่น ระบบ Torque Assist Clutch ระบบ Traction Control แบบเปิด-ปิดได้ และระบบ ABS 
ส่วนด้านดีไซน์ประกอบด้วย ครอบเบาะ แผงป้ายทะเบียน ถังน้ำมันทรงเหลี่ยม บังโคลน และล้อดีไซน์ใหม่ จับคู่กับยาง Pirelli MT60 RS  รวมถึงป้ายหมายเลข ‘400’ สุดโดดเด่น
โดยรถจักรยานยนต์ไทรอัมพ์ Tracker 400 ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 182,900 บาท 
มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สี Racing Yellow สี Phantom Black และสี Aluminium Silver Gloss

Scrambler 900
รุ่นล่าสุดนี้มาพร้อมเครื่องยนต์บอนเนวิลล์สูบคู่ ขนาด 900 ซีซี ให้พละกำลังสูงสุด 65 แรงม้า ที่ 7,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 80 นิวตันเมตร ที่ 3,250 รอบต่อนาที
เฟรมเหล็กกล้าแบบท่อที่ได้รับการออกแบบใหม่ จับคู่กับสวิงอาร์มอลูมิเนียมหล่อที่ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งและลดน้ำหนักของตัวรถ
ระบบช่วงล่าง ช็อคอัพหน้าแบบหัวกลับ Showa ขนาด 43 มม.
และช็อคอัพหลังคู่พร้อมกระปุกน้ำมันแยกที่ปรับพรีโหลดได้

จานเบรกหน้าขนาดใหญ่ 320 มม. และคาลิปเปอร์แบบเรเดียล 4 ลูกสูบ ให้กำลังเบรกที่แรงและต่อเนื่องยิ่งขึ้น
ด้านล้ออลูมิเนียมน้ำหนักเบา พร้อมยาง Metzeler Tourance ลุยได้ทุกเส้นทาง

นอกจากนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยีเพื่อผู้ขับขี่ทั้ง ระบบ Optimised Cornering ABS และระบบ Traction Control ที่ช่วยเสริมสมรรถนะในการเข้าโค้งเทคโนโลยีคันเร่งไฟฟ้า Ride-by-wire รองรับโหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Road, Rain และ Off-road โดยโหมด Off-road จะปิดใช้งานระบบ ABS ที่ล้อหลัง เพื่อการควบคุมที่มั่นใจยิ่งขึ้นบนพื้นผิวถนนที่ท้าทาย

แผงหน้าปัดใหม่ผสานตัวเรือนทรงกลมแบบคลาสสิกเข้ากับจอแสดงผล LCD ทันสมัยและหน้าจอ TFT ในตัว เมื่อจับคู่กับบลูทูธที่เป็นอุปกรณ์เสริม ผู้ขับขี่จะสามารถควบคุมโทรศัพท์และเพลง รวมถึงระบบนำทาง Turn-by-turn ได้ อีกทั้งมีพอร์ตชาร์จ USB-C เพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้น และระบบ Cruise Control ที่เป็นอุปกรณ์เสริมสามารถติดตั้งเพิ่มเติมในรถได้ 
โดย Scrambler 900  ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 476,000 บาท มีทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สี Matt Khaki Green & Phantom Black และสี Mineral Grey & Cosmic Yellow รวมไปถึงตัวเลือกมาตรฐานอย่างสี Urban Grey & Jet Black

Trident 660 และ Tiger Sport 660
ทั้งสองรุ่นมาพร้อมเครื่องยนต์ 3 สูบ 660 ซีซี มอบกำลังสูงสุดอยู่ที่ 95 แรงม้า ที่ 11,250 รอบต่อนาที เพิ่มขึ้น 14 แรงม้า
โดยรอบสูงสุดเพิ่มขึ้น 20% เป็น 12,650 รอบต่อนาที  
แรงบิดก็เพิ่มขึ้นเป็น 68 นิวตันเมตร ที่ 8,250 รอบต่อนาที โดย 80% ของแรงบิดนั้นพร้อมใช้งานตั้งแต่ 3,000 รอบต่อนาที ไปจนถึงเกือบ 12,000 รอบต่อนาที

Trident 660 ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 329,000 บาท 
Tiger Sport 660ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 369,000 บาท 

 สามารถติดตามข่าวสารด้านผลิตภัณฑ์ บริการ และกิจกรรมของบริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ได้ที่เว็บไซต์ www.triumphmotorcycles.co.th  และ  www.facebook.com/TriumphMotorcyclesThailand

บริษัท ซูซูกิ โมโตเซลส์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้นำเข้า และ จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ซูซูกิอย่างเป็นทางการในประเทศไทย 
ซูซูกิเปิดตัว Smash รุ่นใหม่
พร้อมระบบ ABS ที่ยกระดับมาตรฐานรถจักรยานยนต์ครอบครัว ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น มาพร้อมจุดเด่น
• ความประหยัดน้ำมัน
• ความทนทาน ใช้งานได้ยาวนาน
• ค่าบำรุงรักษาต่ำ
• และ ระบบเบรก ABS ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลดความเสี่ยงล้อล็อกขณะเบรกกะทันหัน
เหมาะสำหรับทั้งผู้ใช้งานทั่วไป และผู้ประกอบอาชีพที่ต้องการความคุ้มค่าและความเชื่อถือได้

อีกหนึ่งไฮไลท์ภายในบูธ คือ Suzuki DR-Z4S Rally
รถตกแต่งในสไตล์ Rally ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์สายลุยโดยเฉพาะ 
ตัวรถได้รับการออกแบบและ ตกแต่งให้สะท้อนเอกลักษณ์ของรถแข่ง Rally อย่างชัดเจน
ทั้งในด้านดีไซน์และ ฟังก์ชันการใช้งาน เสริมภาพลักษณ์ความดุดัน แข็งแกร่ง และพร้อมลุยในทุกสภาพเส้นทาง
การตกแต่งเน้นทั้งความสวยงามและ ประสิทธิภาพในการใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เสริมที่ช่วยเพิ่มความทนทาน การควบคุม และความมั่นใจในการขับขี่ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถที่สะท้อนจิตวิญญาณของการผจญภัยและการเดินทางแบบออฟโรด

ขอเชิญทุกท่าน มาสัมผัส รถรุ่นใหม่ และ ไลน์อัปรถจักรยานยนต์ครบทุกรุ่นได้ที่ บูธซูซูกิในงาน Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47 บูธ A29
ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569   – 5 เมษายน 2569 อิมแพค ชาเลนเจอร์ 3 เมืองทองธานี 

เพื่อไม่พลาดข่าวสาร โปรโมชั่น และกิจกรรมดี ๆ จากซูซูกิ

ติดตามได้ที่ Facebook : https://www.facebook.com/Suzukisocietythailand
Instagram : https://www.instagram.com/suzukisocietythailand
Youtube : https://www.youtube.com/@SuzukiSocietyTH
Website : https://www.suzukimotosales.co.th

ปิดท้ายด้วยค่ายแดงจากอิตาลี

ดูคาติ ฉลอง 100 ปี ยกทัพครบทุก Model Range เปิดตัว New Monster+

พร้อมแคมเปญ “Limitless Ride” ใน Motor Show 2026
New Monster+ สปอร์ตเน็กเก็ตไบค์ ที่กลับมาภายใต้แนวคิด “Everything you need, nothing more” 
ถ่ายทอดปรัชญาการออกแบบที่ตัดทอนสิ่งไม่จำเป็น เหลือไว้เพียง “แก่นแท้ของความสนุกในการขับขี่”

เครื่องยนต์ Ducati V2 รุ่นใหม่ ให้สมรรถนะ 111 แรงม้า 890 ซีซี 
โครงสร้างน้ำหนักเบาเพียง 175 กิโลกรัม
และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ครบครัน ทั้ง Riding Modes, Traction Control, Wheelie Control, Quick Shift 2.0 
และครั้งแรกสำหรับ Monster ที่มี Engine Brake control (EBC) พร้อมดีไซน์ใหม่ที่ยังคงเอกลักษณ์ Monster อย่างชัดเจน

เอกลักษณ์ของ Monster ไม่ว่าจะเป็น ถังน้ำมันทรง Bison-back ที่เป็นเอกลักษณ์ของรถ Naked ของ Ducati ที่ถูกออกแบบใหม่
พร้อมดีไซน์ช่องรับอากาศด้านหน้า ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Monster ใน Generation ที่ 2 
มาพร้อมไฟหน้าที่ได้รับการดีไซน์ใหม่แบบ Full-LEDDouble “C”
ตัวเบาะนั่งได้รับการออกแบบให้แคบลงและเตี้ยลง โดยมีความสูงรวม 775 มม.

เครื่องยนต์ Ducati V2 รุ่นล่าสุด มีน้ำหนักเบาลง 5.9 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับ Testastretta รุ่นก่อนหน้า
และมาพร้อมระบบวาล์วแปรผัน IVT (Intake Variable Timing)
ให้กำลังสูงสุด 111 แรงม้า ที่ 9,000 รอบ/นาที และให้แรงบิด 70% ของแรงบิดสูดสุดตั้งแต่ที่ 3,000 รอบ/นาที และยังคงแรงบิด 80% ของแรงบิดสูงสุดไว้ให้ใช้งานตั้งแต่ 4,000 – 10,000 รอบ/นาที
นอกจากนี้ผู้ขับขี่ยังสามารถสนุกกับการขับขี่ได้อย่างเต็มที่ ลดความกังวลเรื่องค่าบำรุงรักษา
เพราะเครื่องยนต์ V2 รุ่นล่าสุด สามารถยืดระยะเวลา Maintenance Service ได้นานขึ้น
โดยมีระยะการตรวจตั้งวาล์วที่ 45,000 กิโลเมตร

เฟรมแบบ Monocoque พร้อมสวิงอาร์มคู่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Panigale V4
ซี่งโครงสร้างนี้ช่วยให้ Monster ใหม่มีน้ำหนักเบาลงถึง 4 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า
โดยมีน้ำหนักรวม 175 กิโลกรัม (ไม่รวมเชื้อเพลิง)
Monster รุ่นใหม่มาพร้อมช่วงล่างที่ใช้ระบบกันสะเทือนหน้าจาก Showa Upside-down ขนาด 43 มม.
และ ช็อคอัพหลัง Showa monoshock ปรับพรีโหลดได้

ระบบเบรกจาก Brembo ใช้ดิสก์หน้าคู่ขนาด 320 มม. พร้อมคาลิเปอร์ M4.32 radial
ยาง Pirelli Diablo Rosso IV ขนาด 120/70 และ 180/55

โหมดการขับขี่ (Riding mode) ทั้งหมด 4 แบบ ได้แก่ Sport, Road, Urban และ Wet 
ระบบช่วยเหลือการขับขี่  
Cornering ABS,
Ducati Traction Control (DTC),
Ducati Wheelie Control (DWC),
Engine Brake Control (EBC), 
Ducati Quick Shift (DQS) 2.0 
ผู้ขับขี่สามารถควบคุมการตั้งค่าต่าง ๆ ได้ผ่าน ปุ่มความคุม 4 ทิศทางดีไซน์ใหม่
และหน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว ที่รองรับระบบ Ducati Multimedia System และระบบนำทางแบบ Turn-by-Turn Navigation (เป็น Ducati Accessory สามารถติดตั้งเพิ่มได้) แสดงผลอ่านง่ายในทุกสภาพแสง ด้วย Dual mode มีให้เลือกแบบทั้งกลางวันและกลางคืน
พร้อมการแสดงข้อมูลที่มีให้เลือก 2 รูปแบบ ทั้ง Road และ Road Pro 
ช่วยให้ผู้ขับขี่โฟกัสกับการขับขี่ได้อย่างเต็มที่ โดยปรับการแสดงผลให้เหมาะสมและชัดเจนกับข้อมูลที่สำคัญที่สุดในแต่ละสถานการณ์

ในประเทศไทยได้เปิดจำหน่าย Ducati รุ่น Monster+ ที่มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี
คือ Ducati Red, Iceberg White และ Sport Livery 
โดยจะมาพร้อมฝาครอบเรือนไมล์และฝาครอบเบาะท้ายติดตั้งให้มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่มาจากโรงงาน
เปิดราคาจำหน่ายที่

Monster+ สี Ducati Red ราคา 515,000 บาท

Monster+ สี Iceberg White ราคา 525,000 บาท

Monster+ สี Sport Livery ราคา 569,000 บาท

แพ็คเกจ RIDE LIMITLESS+ และข้อเสนอพิเศษในงาน Motor Showดูคาติ ประเทศไทย เปิดตัวแพ็คเกจ RIDE LIMITLESS+ ที่มาพร้อมรถทุกคัน เพื่อยกระดับประสบการณ์และสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าทุกท่าน โดยครอบคลุมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) และการรับประกันคุณภาพตัวรถ (Warranty) นานถึง 3 ปี พร้อมสิทธิ์เข้าร่วม Ducati Riding Experience (DRE) Road Academy หลักสูตรขับขี่ปลอดภัยตามมาตรฐาน Ducati โดย Ducati Riding Instructors ที่ผ่านการอบรมจากอิตาลี

พร้อมกับข้อเสนอสุดพิเศษเฉพาะในงาน Motor Show อาทิ เช่น
–            ฟรีประกันภัยชั้น 1*
–            ฟรีค่าบำรุงรักษา 3 ปี*
–            ดอกเบี้ย 0%*
–            ส่วนลดสูงสุด 100,000 บาท*
*(รายละเอียดข้อเสนอแตกต่างกันตามรุ่นรถ)
และยังมีกิจกรรมภายในงาน “Which Monster are you?” เพื่อค้นหา Ducati Monster ที่ใช่สำหรับคุณ พร้อมรับของรางวัลสุดพิเศษเฉพาะในงาน

ผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสรถ Ducati ครบทุก Model Range พร้อมทดลองนั่งและรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงจองรถและรับข้อเสนอพิเศษได้ที่บูธ ดูคาติ ประเทศไทย ภายในงาน Bangkok International Motor Show 2026 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูม Ducati ทุกสาขาทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางออนไลน์ เว็บไซต์: www.ducati.com/th Facebook: Ducati Thailand LINE Official: @ducatithailand

แล้วพบกันใหม่งานหน้านะจ๊ะ