Vespa GTS Super 150 i-Get ABS พ า เ ยื อ น ถิ่ น ม อ ญ ต อ น วั น ธ ร ร ม ด า

VESPA เมื่อต้องนึกถึง

ผมว่าหลายๆคนก็คงคิดถึงภาพรถที่มีรูปทรงป้อมๆ แต่มันมีแรงดึงดูดให้เหลียวมองอย่างปะหลาด

VESPA เป็นรถที่คนส่วนใหญ่ใช้ใจใช้อารมณ์ตัดสินใจในการเลือกมาใช้งาน

และมีภาพลักษณ์ของตนเองมาอย่างยาวนาน

ครั้งนี้ได้มีโอกาสขับเจ้า Vespa GTS Super 150 ABS จึงเอาความรู้สึกเมื่อได้ขับขี่มาบอกเล่าครับ

เค้าว่ากันว่า VESPA เป็นรถสกู๊ตเตอร์ ที่ยังคงไว้ด้วยกลิ่นไอแห่งวิถีความคลาสสิคได้ดีที่สุด

และก็ปรับตัวให้ความคลาสสิคปะปนอยู่กับความเท่าทันในยุคสมัยที่ใหม่ขึ้นได้อย่างไม่ขัดขืน

พอรถมีกลิ่นไอแบบนี้ ทำให้นึกถึงสถานที่แห่งนึง ที่ผมว่ากลิ่นไอมันคล้ายๆกัน

ที่นั่นก็คือ สังขละ จังหวัดกาญจนบุรีนั่นเองครับ

ครั้งนี้ เราไปกันวันธรรมดา ซึ่งมันกลายเป็นวันที่ไม่ธรรมดา สำหรับการไปของเราเลย

เราได้ผู้ร่วมเดินทางใหม่เป็นสาวร่างน้อยหัวใจโต

ส่วนจะเป็นใครนั้นเดี๋ยวค่อยเฉลยอีกทีครับ ฮี่ๆๆ

สังขละในวันที่สงบ เราได้พบกับชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่งของคนพื้นที่

สะพานที่เงียบๆ ได้ยินเสียงลมผ่านใบหู ได้เห็นการเคลื่อนไหวแบบเอื่อยๆ


ได้เห็นเจ้าถิ่น

ได้เห็นการอยู่ร่วมกันมากกว่าทุกครั้ง

อย่างที่บอกตอนต้นครับไม่บ่อยครั้งนักที่จะมีโอกาสได้มาเยือนสะพานแห่งนี้ในวันธรรมดา

ซึ่งทำให้พบว่า วันธรรมาดาเนี่ยแหล่ะ มันไม่ธรรมดาเลย

มันกลายเป็นวันพิเศษสำหรับตัวเราเอง

เพราะเราได้อยู่กับตัวเอง ได้อยู่กับรถมอเตอร์ไซค์หนึ่งคัน และ ได้อยู่กับปัจจุบัน

อีกมุมของสังขละ

ในบางมุม ก็มานั่งคิดว่า นี่เรามาถึงสังขละจริงๆมั้ย

ทำไมเราไม่เคยมาตรงนี้ ทำไมอันนี้ไม่เคยเห็น ทำไมมุมนี้ไม่เคยไป

แต่จะเป็นมุมไหนบ้าง ลองมาดูกันครับ ผมจะไม่บอกหรอกว่า มุมในภาพอยู่ตรงไหนบ้าง

ถ้ามีโอกาส ลองไปหามุมเหล่านี้ดูกันเองนะครับ ไม่ยากเกินที่จะไปแน่นอน

บอกใบ้ได้อย่างนึงว่า ทุกมุมมอเตอร์ไซค์ไปถึง


นี่แหล่ะครับสังขละในวันธรรมดา เราได้ใช้เวลาในการหาสถานที่ มีมุมมองต่างจากมุมเดิมๆที่เราเคยมี

คนท้องถิ่นที่ปรับการใช้ชีวิต ให้เข้ากับปับจุบัน แต่ก็ยังดำรงไว้ซึ่งวิถี ที่มีมาเนิ่นนาน

อ่อเกือบลืมเฉลย

สาวใหญ่ร่างน้อยที่ร่วมเดินทางมากับเราในครั้งนี้ ชื่อคุณลูกหว้าครับ

เป็นสาวมอญแท้ๆ ลูกสาวป้าหยิน ร้านโจ๊กหัวสะพานนั่นเอง

เป็นหญิงเก่งอีกหนึ่งคนที่รู้จักกันผ่านโลกโซเชี่ยลนี่แหล่ะ

เห็นตัวเล็กๆหน้าหวานๆ แต่ทักษะการขับรถมอเตอร์ไซค์จัดได้ว่าไม่ธรรมดาเลยครับ

มาสังขละรอบนี้

สิ่งที่เราเสียดายอาจจะมีแค่เรื่องของเวลา เรามีเวลากับวันธรรมดาที่นี่น้อยเกินไปนิด

เอาไว้ชีวิตเคลื่อนตัวช้ากว่านี้อีกสักหน่อย  ขอกลับมาตั้งตัวในเมืองกรุงซักพัก จะกลับไปซ้ำรอย และหามุมมองใหม่ๆเพิ่มอีกสักที

กลับมาสู่เรื่องของเจ้า Vespa GTS Super 150 ABS

เรื่องของสเปคตัวรถหลายๆคนก็คงทราบกันมาบ้างแล้ว

แต่สำหรับใครที่ยังไม่ทราบ ก็ขอยกเอารายละเอียดบางส่วนมาให้อ่านกันสักนิด

โดยข้อมูลคร่าวๆก็มีรายละเอียดตามนี้ครับ

• เครื่องยนต์ : i-get 4 จังหวะ 1 ลูกสูบ ระบบสตาร์ท & สต๊อป

• ระบบวาล์ว : 4 วาล์ว

• ความจุกระบอกสูบ : 155.1 ซีซี.

• ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง : หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์

• ระบบระบายความร้อน : หม้อน้ำ / พัดลมระบายความร้อน

• ระบบส่งกำลัง : Automatic CVT

• ความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง : 7.0 ลิตร (+ – 0.5 ลิตร)

• กำลังสูงสุด : 10.8 กิโลวัตต์ (14.48 แรงม้า) ที่ 8,250 รอบต่อนาที

• แรงบิดสูงสุด : 13.5 นิวตันเมตร ที่ 6,750 รอบต่อนาที

• โช้คอัพหน้า : โช้คอัพไฮดรอลิค แบบแขนเดี่ยวทำงาน 2 ทิศทาง

• โช้คอัพหลัง : โช้คอัพคู่ ปรับระดับการรองรับน้ำหนักได้ 4 ระดับ

• เบรกหน้า : ดิสก์เบรก ขนาด 220 มม. + ABS

• เบรกหลัง : ดิสก์เบรก ขนาด 220 มม. + ABS

• ยางล้อหน้า : Tubeless ไม่มียางใน 120/70-12″

• ยางล้อหลัง : Tubeless ไม่มียางใน 130/70-12″

• ความกว้าง x ยาว : 74.00 x 195.00 ซม.

• ความสูงจากพื้นถึงเบาะ : 80.00 ซม.

• ระยะห่างของล้อหน้าและล้อหลัง : 135.00 ซม.

• น้ำหนักรถสุทธิ : 140 กก.

ส่งท้าย

เมื่อใช้งานในการเดินทางต่างๆแล้ว ความรู้สึกที่รับรู้มาเป็นเช่นไรบ้าง

ก็ขอแยกไปเป็นลำดับบางส่วน ในจุดที่น่าสนใจละกันครับ

เริ่มจากเครื่องยนต์

เครื่องยนต์ของเวสป้า หลายๆรุ่นที่เคยได้ขับขี่มา มีเอกลักษณ์ของตัวเองค่อนข้างสูงครับ

มีความดุดัน แต่นิ่มนวล ซึ่งมันดูขัดแย้งกันอย่างมีนัยะ

ที่ว่าดุดัน นั่นคือตอนที่ใช้คันเร่งในแต่ละช่วง ติดไม้ติดมือดีเหลือเกิน กำลังเครื่องยนต์ที่ส่งผ่าน กลับไม่สะท้านสะเทือน

ความเร็วที่ทำได้อยู่ที่ 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็น 110 ที่มาเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ค่อนข้างใกล้เคียงกับ GPS มากที่สุดในกลุ่มสกู๊ตเตอร์ที่ผ่านมือมา

ส่วนการกินน้ำมัน ก็ตามมือครับ บิดมากก็กินมากหน่อย บิดน้อยก็ประหยัด หนึ่งถังแบบหมดปลอกวิ่งได้ราว 150กิโลเมตร

แต่พอมาอยู่ในโหมดชิลๆขับเรื่อยๆถังนึงวิ่งได้เกือบๆ 250 กิโลเมตร

……….

ท่าทางการขับขี่

สำหรับรุ่นนี้ คนที่ตัวเล็กๆหน่อยแบบผม อาจจะลำบากเวลาที่ต้องจอดรถ เนื่องจากเบาะทีมีรูปทรงป้านเล็กๆ ทำให้ต้องกางขามากกว่าปกติ

ซึ่งผมสูง 158 เซ็นติเมตรจากระดับน้ำทะเล เวลาที่ปล่อยขาลงทั้งสองข้าง ก็เคว้งคว้างนิดนึงครับ

แต่เมื่อรถลอยตัวออกไปแล้ว ท่านั่งสบาย ขับขี่ได้แบบไม่ลำบากนัก การวางเท้า การวางมือ มันพอเหมาะพอเจาะ

ส่วนคนที่สูงเกินกว่าผมไปก็ขับได้สบายๆแล้วล่ะ

……….

ระบบเบรค

อันนี้ต้องแจ้งกันตามตรงตามสไตล์ just-ride-it ครับว่า

เบรคหน้าลึกไปนิด ผิดธรรมชาติ กลับกันเบรคหลัง ตื้นและมั่นใจกว่า ไม่ใช่ว่าเบรคหน้าไม่ดีนะ ABS ยังไงมันก็ดีครับ

แต่ระยะกดมันลึกมากไปหน่อย อันนี้เทียบจากรถเดิมๆนะครับ หลายๆคนที่ใช้อยู่ก็เอ่ยมาเช่นนั้น ถ้ามีการปรับแต่งน่าจะดีขึ้น

……….

ที่เก็บของ
พื้นที่มากพอให้ใส่หมวกครึ่งใบได้สองใบ แต่ใส่หมวกแบบเต็มใบไม่ได้นะครับ ปิดเบาะไม่ลง
ในภาพก็ใส่ของจุกจิกประกอบกันไป
ส่วนทางช่องด้านหน้า ก็จะมีที่เสียบสาย USB ซุ่มอยู่ด้านในอีกที ช่องกว้างพอที่จะใส่มือถือจอใหญ่ๆได้สบายๆ
ด้านบนก็จะมีช่องสำหรับเก็บเครื่องมือเก๋ๆไปอีก

แต่สิ่งที่ไม่ค่อยปลื้มนักก็ที่เติมน้ำมันเนี่ยแหล่ะครับ ประวัติการขึ้นสังเวียนเติมน้ำมัน

เติมหกครั้ง ชนะน็อคสองครั้ง แพ้ทีเคโอสี่ครั้ง

ชนะน็อคคือการเติมแล้วไม่ล้นไม่กระฉอกและเต็มพอดีคอ แพ้ทีเคโอคือกระฉอกสิครับ ถถ

รวมๆจุดที่น่าสนใจก็เป็นตามข้างต้นครับ

……….

อันนี้มาดูภาพรวมๆกันบ้าง

……….

เอาเป็นว่า VESPA เป็นรถยี่ห้อนึงที่ยังไงก็ต้องเหลียวมองแบบไม่รู้ตัวทุกทีสิน่า

บทสรุปง่ายๆสั้นๆ

ถ้าใครสักคนกำลังตัดสินใจ ที่จะซื้อรุ่นนี้มาใช้งาน ผมจะไม่ห้ามเลยครับ

มันมีความเป็น VESPA อยู่เต็มอณู แม้จะไม่ได้คลาสสิคเรื่องเปลี่ยนเกียร์ที่แฮนด์เหมือนตัวเก๋าๆแล้ว

แต่ก็นะ ยุคสมัยเปลี่ยนไป อะไรๆก็ต้องถูกพัฒนาขึ้นมาตามยุคตามสมัย ให้ทันกับสิ่งรอบข้างที่เปลี่ยนแปลง

รุ่นนี้นับเป็นรถออโต้ที่ดุดันและนิ่มนวลชวนฝันมากๆอีกหนึ่งรุ่น เท่าที่เคยขับขี่มา ในย่านพิกัดซีซีเท่านี้

VESPA ก็คล้ายความรักแหล่ะครับ เราใช้ใจใช้อารมณ์ใช้ความรู้สึก ตัดสินมากกว่าเหตุผล

และนี่คือเหตุผลว่าทำไม ต้อง VESPA ^_^

ด้วยราคา 149,900 บาท มันคล้ายเรากำลังซื้อศิลปะมาขับขี่ คุ้มในใจ คุ้มในความรู้สึกลึกๆของเราเอง

เชื่อในสิ่งที่เราชอบ และชอบในสิ่งที่เราเชื่อ แค่นั้นเลยจริงๆ

……….

ขอบคุณ MOTOPLEX ฺBANGKOKhttp://www.facebook.com/motoplexbangkok/ ที่สนับสนุนรถทดสอบในครั้งนี้

สุดท้ายต้องขอบคุณทุกๆท่านที่ติดตามทีม just-ride-it http://www.facebook.com/justrideitteam/ http://www.just-ride-it.com/มาโดยตลอด

พวกเราจะไม่มีรถอะไรมาทำรีวิวแบบนี้ได้เลย หากขาดผู้อ่านทุกๆท่าน ขอบคุณจากใจครับ

แล้วพบกันใหม่ ในบทความต่อๆไป วันนี้ สวัสดีครับ

Comments

comments

SHARE :)