ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักเธอ กับTriumph Bonneville T120 คันนี้ มีดีซ่อนไว้เพียบ

ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักเธอ กับTriumph Bonneville T120 คันนี้ มีดีซ่อนไว้เพียบ

การที่เราจะขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจซักคัน ผมเชื่อว่าอันดับแรกในการตัดสินใจเลือกซื้อ คือรูปลักษณ์ที่เราไฝ่ฝัน

ถัดมาถึงจะเป็นเรื่องเครื่องยนต์กลไกต่าง ๆ และไลฟ์สไตล์ของตัวรถ รวมถึงตัวผู้ขับขี่ตามความเหมาะสม ก็ว่ากันไป…

สำหรับตัวผมเอง มีสไตล์ที่ชอบอยู่แล้ว นั่นคือแนวลุย ๆวิบาก หรือ แอดเวนเจอร์คันใหญ่ๆ ประมาณนี้

แต่ทริปล่าสุดที่ผมได้เดินทางนั้น ผมได้มีโอกาสไปกับรถอีกสไตล์ นั่นคือแนว”โมเดิร์น คลาสสิค ”

ซึ่งบอกตามตรงว่า ไม่เคยมีความคิดที่จะชอบเลย

เพราะดูแล้ว ไม่น่าจะเหมาะกับเรา ท่านั่งจะลำบากมั้ย เดินทางไกล คงแย่แน่นอน  ก็คิดเองไปเรื่อย เพราะความที่ยังไม่เคยลองขี่รถแนวนี้ซักที

จนท้ายที่สุด เมื่อมีโอกาสได้อยู่ด้วยกันซักระยะ ได้ทำความเข้าใจกันและกันมากขึ้น ก็เริ่มรู้สึกดี (แหม่ เหมือนจีบหญิง ไงไม่รุ555)
ได้ผ่านร้อน ผ่านฝน ผ่านหนาว ด้วยกันกว่า พันกิโล….. นั่นทำให้เป็นที่มาของเรื่องราวในทริปนี้
แน่นอนว่า ผมกำลังเดินทางไปกับ Triumph Bonneville T120 นั่นเองครับ

ทริปนี้ต้องขอขอบคุณ Triumph บางนา Ultimate Ride  http://www.UltimateRide.co.th/สำหรับรถที่ใช้เดินทางในทริปนี้

ขอบคุณ Just ride it  http://www.just-ride-it.com/

ขอบคุณเสื้อการ์ดคุณภาพเยี่ยมจาก Held Thailand  http://www.heldthailand.com/

หลังจากว่างเว้นจากการทำงาน ผมมักจะหาเรื่องออกเดินทางอยู่เสมอ จริงอยู่ว่าการท่องเที่ยวด้วยมอเตอร์ไซค์ มันทั้งร้อน ทั้งเหนื่อย แต่มันมีความสุขในด้านจิตใจ (เลิกไม่ได้หร่อก Rider ทุกท่านทราบดี^^)

สำหรับจุดหมายปลายทางในทริปนี้คือ “เชียงคาน ”
อารมณ์ประมาณ อยากไปนั่งชิวๆ ริมฝั่งโขง ท่ามกลางสายหมอกจาง ๆ ปลิวผ่านยอดเขา เคล้ากับสายฝนที่โปรยปรายเบา ๆ นั่งปล่อยใจไปกับสายลมเอื่อย ๆ ……. ก็นะ…. มโนไปเรื่อย 555

ส่วนแผนการเดินทางของผมคือ… “ไม่มีแผนจ่ะ” แหะๆ รู้ว่าจุดหมายคือที่ไหนก็พอ ที่เหลืออยากแวะ อยากไปต่อไหนก็ว่ากันหน้างาน อิ้อิ้  หยุดแค่สองวัน เที่ยวได้เท่าไหนก้อเท่านั้นแหล่ะเนอะ …..

ผมออกเดินทางเพื่อไปรับรถที่โชว์รูม Triumph บางนา การเดินทางไปโชว์รูมก็ไม่ยากครับ วิ่งเส้นศรีนครินทร์ มุ่งหน้าบางกะปิ พอข้ามสะพานบางนา กม.4 ก่อนถึงอุโมงค์แยกศรีอุดม ก็ชิดซ้ายก่อนลงอุโมงค์ โชว์รูมอยู่ซ้ายมือ ป้ายโลโก้ตั้งเด่นเป็นสง่า หาง่ายมากครับ

บรรยากาศภายนอกและภายในโชว์รูมครับ











สถานที่โปร่งโล่งสบาย อุปกรณ์ตกแต่งก็มีให้เลือกหลากหลาย ลองแวะมาเยี่ยมชมโชว์รูมได้เลยนะครับ จะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลต้อนรับเป็นอย่างดี

รวมถึงแผนกเซอร์วิส ที่พร้อมจะให้บริการโดยช่างผู้ชำนาญงานครับ

แว๊บแรกที่ได้เห็นตัวจริง ของเจ้าBonneville T120 คันนี้ผมนึกในใจ (คันใหญ่กว่าที่คิดแฮะ) เมื่อเทียบกับรถแนวคลาสสิครุ่นอื่น ๆ  และพอได้นั่งคร่อม ระยะช่วงแขนเมื่อจับแฮนด์บาร์ กับตำแหน่งการวางเท้า สบายมาก เบาะนั่งตอนเดียวแบบยาว สามารถขยับปรับท่านั่งได้สะดวก (สบายแล้วเรา นั่งยาว ๆท่าจะฟิน ^^)

สำหรับรถที่ใช้ในการเดินทางครั้งนี้จะเป็น Bonneville T120 HT  ซึ่งในซีรีส์นี้เครื่องยนตร์จะมีสองแบบ คือ
– HT (High-Torque) ซึ่งจะให้แรงบิดที่สูงมากในรอบเครื่องยนต์ต่ำ ถูกติดตั้งใน T120 / T120 Black
– HP (High-Power) ซึ่งได้ปรับแต่งให้รอบเครื่องยนต์และแรงม้าที่สูงขึ้น เพื่อความเป็นอารมณ์ Sport และถูกติดตั้งในรุ่น TriumphThruxton R

ที่สำคัญ  T120 คันนี้ (1,200 cc) ได้ใช้เฟรมตัวถังเดียวกันกับ Triumph Street twin (900 cc) อีกด้วย แต่ต่างกันที่กำลังเครื่องยนต์ ซึ่งT120 จะให้กำลังและแรงบิดที่สูงกว่ามาก  ส่วนStreet twin จะได้ความคล่องตัว ด้วยน้ำหนักที่เบากว่า สามารถเดินทางในเมืองได้ดีกว่านั่นเอง

นี่คือTriumph Street Twin 900 CC

ผมใช้เวลาทำความเข้าใจในการใช้งานฟังค์ชั่นต่างๆของรถไม่เกิน 5 นาที เนื่องด้วยฟังค์ชั่น ต่าง ๆในการขับขี่ สามารถกดผ่านแค่เพียงปุ่มเดียว (ปุ่มกลมๆที่มีเครื่องหมาย i ) ซึ่งสะดวกมาก  ทุกฟังค์ชั่นการแสดงผลของรถจะใช้ปุ่มนี้เพียงปุ่มเดียว

ในส่วนของหน้าปัด จะสังเกตุเห็นช่องเล็ก ๆ ทั้งสองฝั่ง
แต่เชื่อมั้ยครับว่า สามารถแสดงข้อมูลได้อย่างครบถ้วน
ไม่ว่าจะเป็น

เข็มบอกความเร็ว
เข็มวัดรอบเครื่องยนต์
ตัวเลขบอกเกียร์
ไฟเตือนระยะเซอร์วิส
ระยะทางที่เหลือที่ยังวิ่งได้
เกจ์วัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิง
Trip A/B
นาฬิกาแบบดิจิตอล
แสดงสถานะของ Traction Control
แสดงโหมดการขับขี่ 2 โหมด Rain/ Road
ตัวเลขแสดงอัตราสิ้นเปลืองขณะขับขี่
แสดงสถานะ Heat Grip มี2 ระดับ Low/High
เรียกได้ว่าใส่ข้อมูลที่จำเป็นมาให้ครบถ้วนสมบูรณ์และลงตัวมาก

ผมเริ่มออกเดินทางจากโชว์รูมประมาณบ่ายโมง  โดยผ่านการจราจรช่วงรถติด ๆ ใช้เส้นพัฒนาการ รามคำแหง ประดิษฐ์มนูธรรม รามอินทรา มุ่งหน้าวิภาวดี

แม้ตัวรถจะมีน้ำหนักเกิน 200 กิโลกรัม แต่การควบคุมทำได้ง่าย พลิกพลิ้ว ตามสภาพการจราจรในเมืองได้คล่องตัวเลยทีเดียว เจ้าT120 คันนี้ มีขุมพลังอยู่ที่ 1,200 cc แบบParallel Twin  ซึ่งแน่นอนว่า เครื่องยนตร์ลักษณะนี้ ต้องมีความดิบ โหด ทอร์คหนักๆ มาเต็มๆ จริงมะ..   แต่ว่า ในอีกมุมนึงผมก็สัมผัสได้ถึงความนุ่มนวล ที่แฝงอยู่ในนั้น (ขี่ไปยิ้มไป) นั่นเป็นเพราะมีคันเร่งระบบไฟฟ้านั่นเอง  ซึ่งไม่คิดว่ารถแนวนี้ เครื่องยนต์ขนาดนี้ จะทำออกมาได้ดีขนาดนี้…

มุดมามุดไป ช้าบ้าง เร็วบ้าง รู้ตัวอีกทีก็มาถึงเส้นเลี่ยงเมืองสระบุรีละ ท้องฟ้ามืดครึ้มตามธรรมชาติของฤดูฝน พอเห็นทุ่งนาเขียว ๆ ก็อดไม่ได้ ที่จะจอดทักทายกับความฟิน กับบรรยากาศสองข้างทาง

และแล้วเธอก็มา  สายฝนที่เย็นฉ่ำ ทำให้การเดินทางมีสีสันขึ้นทันที  ถึงแม้พื้นถนนจะเปียกลื่น แต่T120 คันนี้พร้อมรับมือ ด้วยไอเท็มลับอันดับแรก อยู่ที่ปุ่มทางด้านขวา ฟังค์ชั่นโหมด RAIN / ROAD  ที่สามารถปรับใช้ได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ช่วยให้เดินคันเร่งได้นุ่มนวลขึ้น และเพิ่มความปลอดภัยเมื่อเจอสภาพถนนเปียกลื่น


ผมใช้เส้นทางถนนมิตรภาพ สภาพอากาศครึ้มตลอดทาง มีสายฝนโปรยปรายสลับกัน หนังบ้างเบาบ้าง เมื่อบวกสายลมทำให้ความหนาวมาเยือนทันที

และไอเท็มลับ ลำดับต่อมา ได้ถูกใช้งาน นั่นคือ Heat Grip  โอ้ว.. อะไรจะดีปานนี้ แม้ฝนจะตกหนัก หรืออากาศเย็นแค่ไหน ก็เดินทางได้สบายตลอดทาง การใช้งานก็ง่ายมาก กดปุ๊บ อุ่นปั๊บ มีความร้อนให้เลือกใช้สองระดับ Low(อุ่นกำลังดี) จะเหมาะกับลุยฝน   ส่วน High (ร้อนมากขึ้น) เหมาะกับฤดูหนาว

วิธีการใช้งานง่ายมากเพียงกดปุ่มสีดำที่มีสัญลักษณ์รูปGrip ทางด้านซ้าย กดครั้งแรกจะเป็นระดับLow กดครั้งที่สองจะเป็นHigh  กดครั้งที่สามจะเป็นการปิดโหมดนี้

“ฤดูฝนคือฤดูท่องเที่ยว” สุภาพสตรีท่านนึงได้กล่าวไว้ ผมเชื่ออย่างนั้นเสมอ เพราะธรรมชาติของฤดูนี้ มีแต่ความเขียว สดชื่น ชุ่มฉ่ำ แวะทักทายได้ตลอดทางเลยย

ผมเดินทางมาถึงตัวเมืองขอนแก่นในเวลาพลบค่ำพอดี ซึ่งทาง@omega ได้แนะนำให้ผมแวะมาเยี่ยมเยือนพี่ชายใจดีท่านนึง ซึ่งมีความชื่นชอบมอเตอร์ไซค์คลาสสิคเช่นเดียวกัน  และเป็นผู้ครอบครอง Bonneville T100 คันแรกในจ.ขอนแก่นอีกด้วย นั่นคือพี่ชาติ หรือลุงเด๋อของเรานี่เอง

มาถึงก็จอดเทียบรุ่นพี่T100 ทันที ซึ่งตอนนี้เป็น Rare Item เป็นที่เรียบร้อย (เพราะไม่มีสายการผลิตรุ่นนี้แล้ว)  พรุ่งนี้เช้าค่อยมาส่องอีกรอบ  ตอนนี้มืดละ หาที่นอนก่อนดีกว่า


คืนนี้พักที่นี่แหล่ะครับ (เจ้าของเดียวกับT100) อิ้อิ้

เช้ามาอากาศสดชื่น วิวระเบียงด้านหลังห้องพัก มองเห็นวิว บึงแก่นนคร นั่งฟินอยู่ซักพัก ก็ออกไปขี่ชมรอบ ๆ บึงซักหน่อย



บริเวณริมบึงแก่นนคร จะเป็นที่ตั้งของวัดพระธาตุหนองแวง หรือพระธาตุเก้าชั้น เป็นศิลปะสมัยทวาราวดี ผสมผสานศิลปะอินโดจีนได้อย่างสวยงาม เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวขอนแก่น ท่านใดมีโอกาสได้มาเยือน สามารถขึ้นไปชมวิวรอบเมืองขอนแก่นได้จากจุดนี้นะครับ

ทีนี้เราลองมาดูเจ้า T100 กันบ้าง ซึ่งดูเผิน ๆ คงมองไม่ออกว่าต่างกันกับ T120 ตรงไหนบ้าง  แต่ความจริงแล้ว แตกต่างกันแทบทุกจุดเลยครับ
ขออนุญาตเปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างสองรุ่นนะครับ

เริ่มจากชุดโคมไฟหน้า T100 จะเป็นแบบคลาสสิคดั้งเดิม ส่วน T120 จะมีไฟ DRL Day time running light ติดมาให้เพิ่มความโมเดิร์นและสวยงามมากขึ้น

ถัดมาในส่วนของเรือนไมล์ T100 จะเป็นแบบอนาล็อค โดยจะมีเพียง เข็มความเร็ว เข็มวัดรอบ หน้าจอแสดง Trip A/B และระยะทางรวม
ส่วน T120 จะเป็นไฟฟ้าทั้งหมด ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

สำหรับแฮนด์บาร์ T100 จะยกสูงขึ้นกว่าT120 ทำให้การวางแขนสบายขึ้น ไม่ต้องก้มตัวมาก แต่ทั้งนี้ก็แล้วแต่สรีระของแต่ละท่านนะครับ

ส่วนของสวิทซ์กุญแจ T100 จะเป็นแบบคลาสสิค เสียบข้างๆโคมไฟ เวลาล็อคคอรถ ต้องถอดกุญแจมาเสียบอีกด้าน  ส่วนT120 สวิทซ์กุญแจกับล็อคคอรถอยู่ตำแหน่งเดียวกัน

ชุดล้อหน้าของ T100 จะเป็น Single Disc ขนาด 310 มม. วงล้อขนาด 19″ ไม่มี ABS  ส่วน T120 เป็นแบบ Double Disc ขนาด 310 มม.พร้อมระบบ ABS

ระบบกันสะเทือนหลังของT100 ใช้โช๊คอัพ KYB Chromed Spring แบบคู่พร้อมปรับPreload ได้ ไม่มีABS ส่วน T120 ใช้KYB Twin Shocks และสามารถปรับ Preload ได้เช่นกัน มาพร้อม ดิสก์เบรกขนาด 255มม.พร้อม ABS

ประกับด้านขวาของT100 จะเป็นแบบธรรมดาคลาสสิค มีปุ่มเปิดปิดเครื่องยนต์และปุ่นสตาร์ทด้านล่างเท่านั้น  ส่วนของT120 จะเพิ่มปุ่มฟังก์ชั่น Rain/Road เข้ามา และใช้งานง่าย เพียงกดเลือกโหมด(ปุ่มสีเทา) และกำครัช 1 ครั้ง ระบบก็จะปรับการทำงานของกำลังเครื่องยนต์ให้ทันทีโดยไม่ต้องจอดรถ

ประกับทางด้านซ้าย T100 จะมีเพียงไฟเลี้ยว แตร ไฟสูงต่ำ และไฟขอทาง  ส่วนT120 จะเพิ่มปุ่มเอนกประสงค์ (สัญลักษณ์ i) เพิ่มเข้ามาเพื่อควบคุมการแสดงผลทั้งหมดของตัวรถ  ทำให้ใช้งานง่ายและสะดวกในการขับขี่

T100 จะบายความร้อนด้วยอากาศ
T120 ระบายความร้อนด้วยน้ำ และอากาศ ช่วยแก้ไขปัญหาความร้อนสะสมขณะขับขี่ได้เป็นอย่างดี

พี่ชาติได้แนะนำ รวมถึงให้ข้อมูลเกี่ยวกับTriumph Bonneville ไว้เยอะมาก ถือว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ตัวจริงเลยทีเดียว

สำหรับจุดหมายปลายทางวันนี้ก็คือ “เชียงคาน” ไปมันแบบเรื่อยๆ ชิว ๆ โดยพี่ชาติ จะร่วมเดินทางไปด้วยในช่วงเช้า และอนุญาตให้ผมได้ลองขี่เจ้า T100 คันนี้ด้วย

พวกเราใช้เส้นทางเลี่ยงเมือง วิ่งลัดเลาะผ่านทุ่งนา เขียวชอุ่ม ทางเส้นบ้านฝาง และตัดออกมาทะลุบริเวณริมเขื่อนอุบลรัตน์  เส้นทางสายนี้สวยงาม มีโค้งให้เล่นได้ตลอดทาง ส่วนตัวผมเพิ่งเคยผ่านเป็นครั้งแรก รู้สึกประทับใจมาก



ถัดมาบนเส้นทางเดียวกัน จะเป็นอุทยานแห่งชาติน้ำพอง ซึ่งเป็นสถานที่เงียบสงบ เหมาะกับการการเต็นท์ พักผ่อน จัดกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงสัมผัสบรรยากาศฟินๆ ริมเขื่อน


เราเดินทางกันต่อ ในเส้นทาง 2146  และแวะพักดื่มน้ำดื่มท่ากันซักแพร้บ กับร้านกาแฟเจ้าดัง ที่มีสไตล์การตกแต่งร้านดูแปลกตา แขกไปใครมาผ่านมา เป็นต้องแวะกันประจำ





เสร็จจากร้านกาแฟ เวลาก็ล่วงเลยมาจนเกือบเที่ยงวัน เราหาไรกินกันดีกว่า บ้าน ๆ บรรยากาศดีๆ มีมั้ยครับพี่?^^

แล้วเราก็มาจบที่ร้านนี้ ชื่อร้านไม่มี (ร้านประจำของพี่ชาติเขาแหล่ะ)
บรรยากาศนั่งชิวๆ ในกระท่อมไม้ไผ่ริมเขื่อน ท่ามกลางสายฝนที่โปรยลงมาเบาๆ โอ๊ววว! ฟินนนน…


ไม่เพียงแค่บรรยากาศดี รสชาติอาหารก็แบบ แซ่บอิหลีเด้อ! (กลืนน้ำลายแพร้บ555) ราคาไม่แพงด้วยนะจ๊ะ…



คุยกันอย่างสนุกสนานถูกคอ นับเป็นมื้ออาหารที่ผมมีความสุขมากกกกกกกก

ขออนุญาต กล่าวถึงเจ้า T100 ซักนิดนะครับ ด้วยความที่เป็นรถแบบดั้งเดิม หน้าปัดแบบอนาล็อค ซึ่งยังคงความคลาสสิคไว้อย่างเต็มเปี่ยม
เครื่องยนต์ขนาด 865cc สองสูบเรียง 5 speed  ระบายความร้อนด้วยอากาศ
แรงม้าอยู่ที่ 67 แรงม้าที่ 7500 รอบต่อนาที ให้แรงบิดอยู่ที่ 50 ft.lbs ที่ 5800 รอบต่อนาที
ใช้คันเร่งแบบสาย คือบิดติดมือทันที สามารถเค้นความเร็วในช่วงระยะแซงได้สบาย
แต่ทั้งนี้ ยังมีความนิ่มนวลที่สามารถช่วยให้ควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ
มีแฮนด์บาร์ที่ยกสูงขึ้นนิดหน่อย ทำให้ไม่เมื่อย
เบาะนั่ง(แต่ง)ที่นุ่มนวล (นั่งสบายกว่า T 120)
ความสูงของเบาะประมาณ 77 cm. ซึ่งสามารถขี่ได้ทั้งผู้หญิงผู้ชาย
ช่วงล่างรับแรงกระแทกได้ดี ใช้ล้อหน้าขนาด 19” ซึ่งช่วยให้ผ่านเส้นทาง ขรุขระได้อย่างง่ายดาย
ระบบเบรกหน้าแบบซิงเกิ้ลดิสก์ ขนาด 310 มม. ส่วนเบรคหลังเป็นดิสก์เบรกขนาด 255 มม. ทำให้ระยะเบรกสั้นมากช่วยให้ขับขี่ได้มั่นใจมากยิ่งขึ้น

การขับขี่ในทางโค้ง เนื่องด้วยผมและผู้ซ้อน+ สัมภาระ รวมแล้วน้ำหนักเกือบ 200 กิโล ทำให้การเข้าโค้งจะมีอาการย้วยบ้างเล็กน้อย

*แต่สามารถแก้ไขโดยการปรับพรีโหลดของโช๊คอัพหลังได้ครับ ไม่มีปัญหา

หลังจากฟาดข้าวเหนียวกันไปคนละกะติ้บ+ สายลมเอื่อยๆ  ถ้าไม่รีบเดินทางต่อ มีหวัง นอนนี่ 555

ขอบคุณพี่ชาติด้วยนะครับ ที่พากิน พาเที่ยว แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ทำให้ผมได้ความรู้ มุมมอง แง่คิดต่างๆเยอะเลย ประทับใจมากครับ

แล้วก็เดินทางต่อ มุ่งหน้าไปเชียงคานเล้ยยย (ผ่านมาวันครึ่ง ยังไม่ถึงซักที 555)

ไอเท็มลับลำดับต่อไป ของT120 นั่นคือ Traction control (ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี) ซึ่งจะช่วยตัดกำลังของเครื่ิงยนต์ทันทีหากรถมีอาการล้อหมุนฟรี ซึ่งช่วยได้ดีในพื้นผิวถนนที่เปียกลื่น และสามารถช่วยให้ควบคุมรถได้มั่นใจและปลอดภัยยิ่งขึ้น ซึ่งหากจะใช้โหมดนี้ จำเป็นต้องจอดรถก่อนนะครับ ถึงจะเปิดการใช้งานได้

ระหว่างการเดินทาง ก็มีสายฝนโปรยปรายลงมาตลอด จนมาตกหนักเอาตรงก่อนเข้าที่พักที่เชียงคาน

ด้วยความที่ผมชอบใช้Google map นำทางตลอด เพราะมั่นใจและใช้งานง่าย และพาเราไปถึงจุดหมายในเส้นทางที่ใกล้ที่สุด…….

และแล้วเราก็ได้มาในเส้นทางที่ใกล้ที่… เอิ่มมมม….. บั่บ……. อันนี้มาตามGoogle map นะครับ ใจผมลุยอยู่แล้ว แต่ด้วยความที่ ยังไม่เคยมาและไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเละกว่านี้มั้ย ตัวผมบวกกับคนซ้อนและสัมภาระซึ่งรวมกับตัวรถแล้ว รวมน้ำหนักกว่า 400 กิโล จะวิ่งทางแบบนี้ ประเมินแล้วไม่ปลอดภัยแน่ และตอนนี้ ฝนตกกระหน่ำแบบหนักมาก ผมจึงตัดสินใจ กลับรถออกมาตั้งหลักที่ถนนใหญ่ก่อน

ซึ่งปรากฏว่า เราสามารถเข้าได้อีกสองเส้นทางซึ่งเป็นถนนคอนกรีต สลับทางดินอันแน่น แต่ไกลกว่าเดิมแค่ 200 เมตร  ขอบคุณGoogle map ที่หวังดี มอบเส้นทางที่ใกล้ที่สุดให้ในตอนแรกนะครับ 555

มาถึงซักที คืนนี้เราเอนกายกันที่นี่แหล่ะครับ เป็นโฮมสเตย์เล็ก ๆ เงียบสงบ ริมแม่น้ำโขง เจ้าของรอต้อนรับอย่างดีและเป็นกันเอง


มาถึงเชียงคานทั้งที ก็ต้องไม่พลาดที่จะมาถนนคนเดินสุดชิล
ถึงแม้จะเป็นคืนวันเสาร์ แต่ผู้คนก็ไม่ได้เยอะมากจนอึดอัด เดินเล่น กินนู่นนี่นั่นไปเรื่อย ฟินนนกันไปครับ


ข้าวจี่ฟักทอง เวลากินต้องจิ้มกับน้ำพริกตาแดงด้วยนะ แปลกดี น่ากิน

จากภาพ ไม่ใช่กุ้งแม่น้ำนะครับ แต่เป็นกุ้งฝอย ^^ ยอมรับความพยายามเสียบของคนขายมากครับ /\

กินนู่นนิด นี่หน่อย ฟินกันไป

ที่เป็นดุ้นๆใหญ่ๆ นี่ไม่ใช่ปลาช่อนชุบแป้งทอดนะครับ 555
แต่เป็นปาท่องโก๋ใส้กล้วย แปลกดี อร่อยด้วยน้า

ท่องเที่ยวในฤดูฝน ก็ไม่แปลกที่จะต้องวิ่งหลบฝนเนอะ อิ้อิ้  ผมใช้เวลาเดินจนไม่ถึงชม. สายฝนก็โปรยปรายลงมาอย่างหนัก ทำให้เราต้องพักกันที่ร้านข้าวเปียกเส้นร้อนๆ ช่วยบรรเทาความหนาวจากสายฝนได้เป็นอย่างดี


นั่งรอให้ฝนหยุดแต่ดูทรงแล้วไม่หยุดซักที เหมือนจะหนักกว่าเดิมด้วย ผมเลยตัดสินใจ ขี่ลุยฝนกลับซะเลย รู้สึกฟินไปอีกแบบเหมือนกันแหะๆ

ตื่นเช้ามา ฝนหยุด อากาศช่วงเช้า ดีมากๆ
นั่งมองวิวทิวทัศน์ริมฝั่งโขง ตรงสุดสายตาจะมีหมอกปลิวผ่านยอดเขา ทำให้เราลืมเรื่องราวความวุ่นวายในเมืองหลวงได้เป็นอย่างดี อยากจะหยุดเวลาไว้ตรงนี้เหลือเกิน…




และก็ไม่พลาดที่จะใส่บาตรพระในตอนเช้า

การท่องเที่ยวฤดูนี้ มันมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก ผู้คนไม่พลุกพล่าน บรรยากาศร่มครึ้ม กับธรรมชาติสีเขียว ๆ รู้สึกว่า เราได้พักผ่อนอย่างแท้จริง




แต่เวลาแห่งความสุข มักจะอยู่กับเราไม่นาน  ก็ได้เวลาเตรียมตัวเดินทางกลับกันแล้ว  ผมคิดในใจว่า วันนี้ต้องยิงยาวกลับกทม.รวดเดียวเลย จะถึงกี่โมงก็ช่าง

ตอนแรกคิดไว้ว่าจะไปวัดผาตากเสื้อ จ.หนองคาย แต่อย่างที่บอกครับ แผนของผมคือ”ไม่มีแผน”  จู่ๆ เกิดอยากไปเที่ยวฟูจิเมืองเลยซักหน่อย ก่อนกลับกทม. ว่าแล้วก็ตามนั้นล่ะจ่ะ

ปล. ด้วยความสูงของเบาะนั่งของT120 คันนี้เพียง77cm. สุภาพสตรีก็ขี่ได้สบายนะครับ

บริเวณใกล้ๆกับที่พัก ห่างกันประมาณ 500 เมตร มีสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งนั่นคือ “แก่งคุดคู้” ซึ่งเป็นแก่งหินขนาดใหญ่บริเวณช่วงโค้งของแม่น้ำโขง ทำให้มีกระแสน้ำไหลเชี่ยวไหลผ่านแก่ง และในช่วงน้ำแห้ง จะสามารถมองเห็นเกาะแก่งได้ชัดเจน มองเห็นสันทรายริมแม่น้ำ นับเป็นที่สถานที่พักผ่อนอีกแห่ง ที่น่าสนใจของจังหวัดเลย

ผมเดินทางต่อโดยใช้เส้นทางหมายเลข 201 เพื่อมุ่งหน้าสู่ภูป่าเปาะ  ซึ่งระหว่างทางได้แวะเยี่ยมชม “หมู่บ้านวัฒนธรรม ไทดำ” ซึ่งมีวิถีความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย มีภาษาที่ใช้เป็นของตัวเอง มีกิจการผ้าทอมือที่สวยงาม  นับเป็นชุมชนที่เงียบสงบ เรียบง่าย และมีความน่าสนใจ อีกแห่งหนึ่ง








สนามฟุตบอลของเด็ก ๆ ยืนดูไปก็ทำให้เรายิ้มได้ คงมีความสุขกันมากจริงๆเนอะ เราเองเพิ่งมาเยือน ยังยิ้มไม่หุบเลย

ผมเชื่อว่าทุกท่านที่ได้มาสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ รับประกันความฟินนน

โรงทอผ้าแบบทอมือ

ใช้เวลาอยู่ที่นี่ประมาณเกือบชั่วโมง ก็ได้เวลาเดินทางกันต่อ  ถนนหนทางในภูมิภาคนี้ วิวทิวทัศน์ สวยงาม เขียวชอุ่ม ทำให้เพลิดเพลินตลอดการเดินทางเลยทีเดียว

มีโค้งให้สาดกันได้เรื่อย ๆ แต่จะเป็นลักษณะโค้งสั้น ๆ ซึ่งระบบช่วงล่างของT120 คันนี้ เซ็ทมาได้อย่างลงตัว สามารถพลิกรถเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ แต่ด้วยกำลังแรงม้าที่สูงมาก จำเป็นต้องควบคุมการใช้คันเร่งให้ดี เพราะเมื่อออกจากโค้ง หากเผลอเปิดคันเร่งหนัก ๆ จะมีอาการท้ายสะบัดได้
ในช่วงของการขี่ขึ้นเขา  น้ำหนักคนขี่+คนซ้อน+ สัมภาระ+น้ำหนักตัวรถ น่าจะมีเกิน 400 กิโลกรัม แต่ด้วยขุมกำลังเครื่องยนต์ รวมถึงแรงบิดที่ให้มาสูงมาก ทำให้การขี่ขึ้นเขาเป็นเรื่องง่ายดายไปเลย  แค่บิดคันเร่งออกไป รถก็พร้อมที่จะทยานผ่านอุปสรรคไปได้แบบหายห่วง

สำหรับชุดช่วงล่าง
ล้อหน้าขนาด 100/90 R18   ล้อหลังขนาด 150/70 R17 ใช้ยางPirelli Phantom sportcomp  เข้าโค้งเกาะถนนในทางดำและทางเปียกลื่นได้ดี

สำหรับไอเท็มลับ ลำดับต่อมา นั่นก็คือ ช่องต่อสายอุปกรณ์พ่วง USB ซึ่งมีซ่อนไว้บริเวณใต้เบาะ สามารถเสียบต่อชาร์ตมือถือได้ แต่จำเป็นต้องถอดเบาะออกก่อนที่จะเสียบใช้งานนะครับ

และแล้วเราก็มาถึง “ภูป่าเปาะ” หรือ ฟูจิเมืองเลย ซึ่งผมเองก็เพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรก (ที่นี่ไม่อนุญาตให้นำรถส่วนตัวขึ้นไปนะครับ) เมื่อเดินทางมาถึง จะมีลานจอดรถกว้างขวาง  ให้เราไปซื้อตั๋วรถวีไอพีสำหรับนั่งขึ้นภูได้ที่เต๊นท์อำนวยการนะครับ ท่านละ 60 บาท

ผมจองที่นั่งวีไอพีไว้สองที่ด้านหน้าครับ 555

พร้อมแล้วก็ลุยกันเล้ยย แท่ก แท่กๆๆๆๆๆๆๆๆ รถวีไอพีของเรา เคลื่อนที่ไปด้วยความสโลไลฟ์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมกับบรรยากาศนานๆ อิ้อิ้

ภูป่าเปาะนี้ จะมีจุดจอดชมวิวอยู่สามจุดด้วยกัน  พ้นเนินนี้ไปก็เป็นจุดแรกครับ  เอ้า! ฮึบ! สู้ๆ! ใกล้แล้ว อิ่กนิดเดียว เอาใจช่วยลุงคนขับเต็มที่  (มีรถดับกลางเนินด้วยนะฮะ^^)

เย้! มาถึงจุดชมวิวแรก ขอบอกเลยว่า สวยงาม ตื่นตามาก ที่มองเห็นไกล ๆ นั้นคือ ภูหอ อารมณ์เหมือนแบบ ไปยืนชมวิวที่ภูเขาไฟฟูจิที่ญี่ปุ่นเลย อิ้อิ้

นั่งรถไต่ความสูงต่อมาอีกอึดใจ  ก็ ฟินนนนน  กับจุดชมวิวที่สอง

และสุดท้ายกับจุดชมวิวที่ 3 แต่เอ๊ะ! ไหนครับวิว  หันไปถามลุง  ลุงแกก็ยิ้มแล้วบอกว่า ต้องออกแรงหน่อยนะไอ้หนุ่ม 555
ใช่ครับ เราต้องเดินเท้าขึ้นเขาไปอีกประมาณ 300  เมตร ….. หยิบขวดน้ำ แล้วตามผมมา


เดินไปพักไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางบรรยากาศร่มครึ้ม ใช้เวลาไม่นานเราก็ถึงจุดเช็คอินสุดท้ายแว้ววว




สำหรับจุดนี้ สามารถชมวิวได้ 360องศา ซึ่งในจุดนี้สามารถมองดูพระอาทิตย์ขึ้นและตก ได้ที่จุดเดียวกัน และยังสามารถมองเห็น อุทยานแห่งชาติ ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น , อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ , อุทยานแห่งชาติ นายูง-น้ำโสม จ.อุดรธานี และถ้ำเอราวัณ จ.หนองบัวลำภู เรียกว่าขึ้นภูเดียว ชมวิวได้ 4 จังหวัด เจ๋งสุด ๆ ไปเลยครับ

ใจนึงก็อยากรอชมพระอาทิตย์ตกดิน แต่ว่า ด้วยเวลาและระยะทางที่ต้องเดินทางกลับแล้ว จำเป็นต้องฝากไว้ก่อน ไว้เราได้เจอกันอีกแน่นอนภูป่าเปาะ…

เก็บบรรยากาศดีๆไว้ในความทรงจำ ก่อนกลับสู่ความวุ่นวายในเมืองหลวงอีกครั้ง  หวังว่าซักวัน คงได้มาใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติแบบนี้ คงจะดีไม่น้อย

ออกจากภูป่าเปาะ ใช้เส้นทางหมายเลข 201 เส้น เลย- ขอนแก่น  ส่วนตัวผมชอบทางเส้นนี้มาก เพราะเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่สองข้างทาง แม้อากาศช่วงบ่ายแก่ ๆ จะค่อนข้างร้อน แต่พอวิ่งผ่านเส้นทางนี้แล้ว ทำให้ทุกอย่าง ดูสงบร่มเย็นลงอีกครั้ง เพลิดเพลินเหลื้อเกิน

เป้าหมายสุดท้ายของทริปนี้คือกลับสู่เมืองหลวงที่มีแสงสี ศิวิไลศ์  แต่ว่า…ต้องผ่านความมืดมิดอันยาวนานไปก่อนนะจ๊ะ^^

สำหรับชุดไฟส่องสว่างของT120 ให้ความสว่างถึงสว่างมาก พร้อมกับจอแสดงผล LED สีขาว มองง่ายสบายตา  ให้ความมั่นใจในการเดินทางยามค่ำคืนเป็นอย่างดี

ตลอดระยะเวลา 3วัน 2 คืน ที่ได้เดินทางกับ Bonneville T120 คันนี้ ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดเดิม ๆ จากที่เคยมองว่ารถสไตล์คลาสสิคนี้ขี่ยาก นั่งลำบาก  ไม่น่าเหมาะกับเรา
แต่ความเป็นจริงกลับมีดีซ่อนอยู่มากมาย จนตอนนี้ผมเปลี่ยนใจ มาชอบรถสไตล์โมเดิร์น คลาสสิคไปเป็นที่เรียบร้อย และถือได้ว่า เป็นรถคู่ใจนักเดินทางไกลที่ยอดเยี่ยมคันนึงเลยทีเดียว…..

จบทริปการเดินทางด้วยระยะทาง ทั้งหมด 1,631 กิโลเมตร เติมน้ำมันไป 1,729 บาท (แก๊สโซฮอล95)  เหลือเชื่อ!  เครื่องยนต์ขนาด 1,200 cc แต่วิ่งทางไกลเฉลี่ย “กิโลละ บาทเศษๆ!” Bonneville T120 คันนี้ มีอะไรให้เซอร์ไพรส์ได้ตลอดทางจริงๆ

สรุป ข้อดี ข้อเสีย ข้อสังเกตุ

ข้อดี
-รูปลักษณ์สไตล์โมเดิร์นคลาสสิค สวยงาม มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ผสมผสานความคลาสสิคได้อย่างสวยงามและลงตัว
-ด้วยกำลังของเครื่องยนต์ ให้แรงบิดสูงมาก แต่ใช้รอบเครื่องยนต์ต่ำ
-ประหยัดน้ำมันมาก หากเทียบกับรถทั่วไปที่มีขนาดเครื่องยนต์ 1,200 cc
ที่ความเร็วเฉลี่ย 100-110 km/h ระยะทาง 293 km. เติมน้ำมันไป 10.98 ลิตร อัตราการใช้น้ำมันอยู่ที่ประมาณ 26.68กม./ลิตร (ขี่คนเดียว)
ที่ความเร็วเฉลี่ย 120-140+ km/h ระยะทาง 220 km. เติมน้ำมันไป 10.56 ลิตร อัตราการใช้น้ำมันอยู่ที่ประมาณ 20.88กม./ลิตร (คนซ้อน+สัมภาระ)
-ฟังก์ชั่นการใช้งานที่มีเพิ่มมาให้ครบครันเช่น Traction control , ABS , Mode Rain/Road ,Heat Grip ช่วยเสริมความสะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
-Balance ของตัวรถและระบบช่วงล่างนุ่มนวลเกินคาด ขับขี่ได้คล่องแม้ช่วงรถติด
-การใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆของรถทำได้ง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส
-ไม่รู้สึกร้อนจากเครื่องยนต์ในขณะรถเคลื่อนที่ในความเร็วสูง
-ระบบเบรกABS ทำงานได้ยอดเยี่ยม แม้กดเบรกด้วยความเร็วสูง (ผมลองวิ่งมา 120 แล้วทดลองเบรกแบบกะทันหัน รถไม่มีส่ายหรือเสียอาการเลย ข้อนี้ชอบมาก มั่นใจในความปลอดภัย)

ข้อเสีย
-แม้จะมีระบบระบายความร้อนด้วยน้ำและลม แต่หากขี่ช่วงรถติดๆในเมือง จะมีความร้อนจากเครื่องยนต์ตีขึ้นมา
-ด้วยวัสดุที่เป็นโลหะทั้งคัน ทำให้รถหนักมาก ผู้ขับขี่ที่รูปร่างเล็ก อาจจะควบคุมได้ยากในความเร็วต่ำหรือขณะเข็นและจอดรถ
-สายชาร์ตUSB ทำไว้ใต้เบาะ ทำให้เวลาใช้งานต้องคอยเปิดเบาะตลอด อาจไม่ค่อยสะดวกนัก
-ยางติดรถ ไม่ถือว่าเป็นข้อเสียมากนัก ในทางดำถือว่าเกาะถนนดีระดับนึง แต่หากเจอทางกรวด อันนี้ต้องระวัง อาจมีเสียอาการบ้าง

ข้อสังเกตุ
-ในโหมด Rain/ Road เมื่อต้องการเปลี่ยนโหมด จำเป็นต้องกำคลัชท์ด้วย1 ครั้ง หลังจากที่กดปุ่มปรับโหมด โดยไม่ต้ิองจอดรถ
-ระบบTraction control  เมื่อต้องการเปลี่ยนโหมด จำเป็นต้องหยุดรถก่อน จึงสามารถเปลี่ยนโหมดการทำงานของเครื่องยนต์ได้
-ด้วยอัตราเร่งและแรงบิดที่สูงมาก ผู้ขับขี่จำเป็นจะต้องมีทักษะในระดับนึง มิเช่นนั้นอาจจะควบคุมรถไม่อยู่

ความคุ้มค่าน่าใช้ 9/10

สรุปแล้ว Triumph Bonneville T120 HT คันนี้ ถือว่าเป็นรถที่ผสมผสานความคลาสสิคกับเทคโนโลยีสมัยใหม่เอาไว้อย่างลงตัว บวกกับสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่มีกำลังมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นขึ้นเขา เข้าโค้ง ลงทางชัน สามารถตอบโจทย์ได้ทุกเส้นทาง และหากได้อยู่ด้วยกันนานๆ สามารถทำให้ผู้ขับขี่เพลิดเพลินและหลงไหลได้โดยไม่รู้ตัว….
“แค่เราเปิดใจ ก็อาจได้พบความสุข ความสนุกและประสบการณ์ใหม่ๆได้เสมอ” ผมเชื่ออย่างนั้น………

แค่มีสองล้อ สายลม และสองเรา จะมีอะไรสุขไปกว่านี้อีก………

ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามมาถึงตอนนี้
จนกว่าจะพบกันใหม่  สวัสดีครับ
#Kingkong rider

 

บทความโดย สมาชิกหมายเลข 868842 โอ๊ต คิงคอง ไรเดอร์

Linkต้นฉบับ http://pantip.com/topic/35731064

Comments

comments

SHARE :)