บิดมอไซค์ ลุยเดี่ยว เที่ยวดอยผาฮี้ ดอยผาหมี ระยะทางไปกลับ 1,857km By GPX RAZER220

บางครั้ง ภาพเล็กๆที่เราบังเอิญได้เห็นบนอินเตอร์เนต เพียงภาพเล็กๆภาพเดียว ก็อาจจะนำพาและผลักดันให้เราออกเดินทาง 
เพื่อตามหาและสัมผัสกับวิวนั้นด้วยตาเราเอง 

เช่นเดียวกับเนื้อหาในกระทู้นี้ ที่ TopsaVage นั่งเหงาๆ เฝ้าหน้าจอคอม ดูโน่นนี่ไปเรื่อยเปื่อย แล้วภาพภาพหนึ่งก็ปรากฏแก่สายตา 

ภาพภูเขาสองลูกที่มาบรรจบกัน จากวิวบนระเบียงของที่ไหนสักแห่ง 

มาติดตามกันครับ ว่าภาพเดียวนี้ มันจะสามารถพา TopsaVage ให้ไปเจอกับอะไรได้บ้าง

จุดหมายปลายทางของการเดินทางครั้งนี้อยู่ที่ บ้านผาฮี้ ใกล้ดอยตุงในจังหวัดเชียงราย เป็นรอยต่อดินแดนของไทยกับประเทศพม่า 
ภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชันสลับซับซ้อน และภูมิอากาศสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทั้งวัน!!!

แผนการเดินทางคร่าวๆของทริปนี้ ดูจาก google map แล้วก็เบาๆ จิ๊บๆเท่านี้เอง?????

รถที่ใช้เดินทางครั้งนี้คือเจ้า GPX RAZER220 Naked Bike เครื่องยนต์หัวฉีด ไซส์กำลังดีจากค่ายรถไทย GPX 

เดินทางวันแรก กะว่าไปเรื่อยๆ ค่ำไหน ก็นอนนั่น เพราะตอนนั่งทำแผนการเดินทาง บวกกับสภาพอากาศในช่วงนั้น 

คิดไว้แล้วว่าถ้าหวดรวดเดียวจากบ้านขึ้นไปนอนที่บ้านผาฮี้คงไม่ทันแน่

แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ กล้องหลักที่ใช้คือ Sony A6000 ในการเดินทางวันแรก นอนกระเป๋ากันน้ำยาวๆเลยจ้า

ออกเดินทางตั้งแต่เช้า แล้วก็เริ่มเจอฝนมาต้อนรับเบาๆ ให้คลายร้อนตั้งแต่ช่วงเข้าพิจิตร เรื่อยมาจนถึงแถวแพร่เลยแหละ

ศาลาริมทาง ที่เราไม่ค่อยเห็นค่าเวลาเดินทางด้วยรถยนต์ตามปกติ มันกลายเป็นโอเอซิสล้ำค่า เวลาเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ 
ไม่ว่าจะพักเหนื่อย แวะหลบฝน หรือแวะแต่งองค์เปลี่ยนเครื่องทรงเป็นชุดลุยฝน ก็ได้เจ้าศาลาริมทางนี่แหละ 

เมื่อเดินทางคนเดียว บางทีอาจจะเหงาๆบ้าง 
แต่ในความเหงานั้นมันก็มีข้อดีของมันอยู่นะ เราจะแวะ จะพักน้อย จะขี่ไกล จะขี่นาน เราสามารถจัดการมันได้คนเดียวแบบชิลๆ 
เพียงบ่ายโมงนิดๆ TopsaVage ก็เปิดวาร์ปมาโผล่ที่แพร่แล้ว พอเข้าเขตแพร่ก็อดไม่ได้ที่จะแวะเช็คอินกับแลนด์มาร์กอันนี้

จากนั้นก็ลุยฝนที่ตกเหมาะแหมะมายาวๆ ตั้งแต่เด่นชัย จนถึงพะเยา แต่พอเข้าเขตเชียงรายปุ๊บ ฝนก็หยุดไปซะเฉยเลย แหม่ ยังใจดี มอบโอกาสให้กางเกงแห้งนิดนึงอ่ะเนาะ

เข้าเขตอำเภอเมืองเชียงราย จุดหมายแรกที่ควรแระมาเช็คอินซักหน่อยก่อนเข้าไปหาโรงแรมนอนก็หนีไม่พ้นที่นี่ละ วัดร่องขุ่น
ฟ้าหลังฝน พร้อมแสงอาทิตย์เบาๆ เหมือนเป็นการรอต้อนรับอย่างอบอุ่น 

งามขนาดนี้ ไม่แวะถ่ายภาพสักนิดได้ยังไง

สำหรับที่พักคืนแรกในเชียงราย เลือกทำเลหลังห้างเซนทรัล ชื่อโรงแรม Anan Boutique Hotel ราคาคืนละ 500 แถมมีกาแฟให้ซดตอนเช้าได้ด้วย 
อาบน้ำ นั่งพัก จนฟ้ามืดได้ที่ พยาธิในท้องก็ร้องโวยวาย นายจ๋า หาข้าวกินกันเถอะ

ไปเจอร้านข้าวมันไก่ ใกล้ๆที่พักแหละ ข้าวมันไก่ก็โอเค แต่ทีเด็ดคือซุปกระดูก ซุปหมูเปื่อย อากาศเริ่มเย็นๆ ได้ซดซุปอุ่นๆแบบนี้ ดีต่อใจ

อันนี้คือหอนาฬิกาของเมืองเชียงราย สวยจัง

หลังจบการเดินทางอันยาวนานของวันแรก อะไรจะดีไปกว่าเตียงนุ่มๆ ผ้าห่มอุ่นๆ ไม่มีแล้ววว

หลังจากที่นอนกลิ้ง ปิ้งไปปิ้งมาบนเตียงได้ที่ ถึงเวลาเช้าก็ตื่นมาปฏิบัติตามหาความฝันและความฟินกันต่อ

เริ่มต้นเช้านี้ด้วยกาแฟร้อนเบาๆ เคล้าขนมปังแผ่น แครกเกอร์อีกนิด แค่นี้ก็พร้อมลุยแล้ว

และจากการที่เมื่อวานเราหวดรถมาอย่างต่อเนื่อง เลขระยะทางรวมที่หน้าปัดทะลุเกินพันกิโลเมตรไปแล้ว ก็เลยแวะร้านซ่อมรถของชาวบ้าน เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องกันหน่อย โดยเจ้า GPX RAZER220 มี Oil Cooler ติดรถมาจากโรงงานด้วย 
เวลาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องก็ใช้ น้ำมันเครื่องที่ 1.5ลิตร 
โดยวันแรกที่เดินทางมา มันก็พิสูจน์ตัวเองได้เป็นอย่างดีเลยว่า จะยาว นานแค่ไหน นายไหว เราก็ไหว ไปไหนไปกัน 
ไม่เจออาการแรงตกให้เห็นเลย

หลังจากเตรียมรถเรียบร้อย ก่อนพาไปตามหาจุดหมายปลายทาง ก็ขอแวะไหว้พระอีกสักวัดนึง ก่อนหน้านี้เห็นแต่ภาพที่คนอื่นถ่ายมา ผ่านจอมือถือพอได้มาเห็นด้วยตาตัวเองแล้วก็ต้องร้องโอ้ววว สวยจริงๆ กับวัดร่องเสือเต้น

ขอพาชมวัดในหลายๆมุมเลยละกันเนาะ สวยทุกมุมจริงๆ

เสร็จจากวัดร่องเสือเต้น ก็เดินทางขึ้นทิศเหนือไปอีกประมาณ 40 กิโลเมตร ก็เลี้ยวซ้ายเพื่อขึ้นดอยตุง 
ผู้ชายสายหวานอย่าง TopsaVage กับดอกไม้ ช่างเหมาะเจาะกันจริงๆเล้ยย ต้องแวะ 

เพี้ยนดีออก

ซื้อบัตรแล้วก็นำมาแสดงกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้าชม

บรรยากาศก็จะมีผู้ใหญ่มาชิลๆ สบายๆ น่ารักดี

มวลหมู่ดอกไม้ก็จะอลังการตาหน่อย

มีร้านกาแฟให้นั่งชิล ชมดอกไม้ด้วยนะ

ถ้าใครลืมกดตังค์มาก็ไม่ต้องกังวล ที่หน้าตำหนักดอยตุงนี่แหละ แหล่งรวม ATM เลย

จากดอยตุงก็เปิด GPS ให้นำทางไป ดอยผาฮี้ ซึ่งห่างไปราวๆ สิบกว่ากิโลเมตร แต่จะมีทางแยกย่อย คอยเปิด GPS เชคทางซะหน่อย 
ระหว่างทางก็แวะ พระธาตุดอยช้างมูบ จะมีร้านขายของอยู่สองสามร้าน ซื้อดอกไม้ธูปเทียนร้านนึง อ้อยร้านนึง กล้วยอีกร้านนึง 
กระจายรายได้กันไป

ขี่ต่อมาก็เจอเข้ากับด่านตรวจของทหารไทย แวะถ่ายภาพ วิวสวยๆ ตรงสนามกีฬาเล็กๆนี้ น่ามากางเต็นท์ดีเหมือนกันนะ 
มีทหารเฝ้าตลอดเวลา มีห้องน้ำ มีลานพอจะกางเต็นท์ได้ กลางคืนถ้าเป็นช่วงฟ้าเปิด ชมทางช้างเผือกจากตรงนี้ น่าจะไม่เลว

และแล้ว เราก็มาถึงจุดหมายที่เราตามหา ดอยผาฮี้ 
หมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ติดกับประเทศพม่า แนวเขาลากยาวเป็นเขตแดนธรรมชาติ ไล่ตั้งแต่ ดอยตุง ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน 
โดยหากมองจากถนนพหลโยธินด้านแม่สายขึ้นมา บ้านผาฮี้ บ้านผาหมี ก็จะอยู่ด้านหลังของขุนน้ำนางนอนนั่นเอง

แวะเข้าห้อง นั่งพักซักแป๊บนึง

วิวจากห้องพักอย่างแจ่ม

หลังจากพักได้ที่แล้ว ก็ออกมาร่อนในหมู่บ้านกัน ขี่รถเรื่อยเปื่อยเข้ามาในโรงเรียนของชุมชน มีมุมเรียนรู้วิถีธรรมชาติด้วย 

และตั้งแต่ท่องเที่ยวมาหลากหลายที่ในช่วงสองสามปีมานี้ เวลาเจอเด็กนักเรียนชั้นประถม TopsaVage จะเจอรอยยิ้ม และการยกมือไหว้จากเด็กๆ พร้อมทักทายนักท่องเที่ยว คนแปลกหน้าว่า สวัสดีครับ/ค่ะ ตลอดเลย ใครมีประสบการณ์แบบนี้มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ

ส่วนเจ้าถิ่นตัวนี้ เดินเข้าหา สายตาบอกมาว่า “มีไรป่าวนาย อยากมีเรื่องหรอ”

“ไหน มีเครื่องบรรณาการป่าว ไม่มีเรอะ เกาคอให้เราหน่อยละกัน เป็นค่าผ่านทาง”

จากนั้นก็ขี่รถไปยัง บ้านผาหมี ซึ่งเลยไปไม่ไกลนัก เป็นสถานที่ที่ ในหลวง ร.9 เคยเสด็จมาทรงงาน เปลี่ยนแปลงวิถีชาวบ้านที่แต่ก่อนอาศัยอยู่กันอย่างยากลำบาก มีอาชีพปลูกฝิ่น แปรเปลี่ยนแถบนี้เป็นไร่กาแฟ ดังที่เห็นในปัจจุบัน

จุดที่จะมาเช็คอินคราวนี้คือ บ้านภูฟ้า ซาเจ๊ะ ซึ่งเคยได้มีโอกาสสำคัญในชีวิตดังในภาพ

เมื่อชั้นวางของกะฝาปิดหน้าเลน วางเข้าคู่กันแล้วมุมภาพมันพอดี ตั้งกล้องถ่ายตัวเองสิครับ 5555+

บรรยากาศวิวจากตรงนี้ก็ไม่ธรรมดา แถมหิวข้าวแล้วด้วย จัดมาหนึ่งเซ็ต

นั่งแป๊บนึงก็ได้เพื่อนเพิ่มอีกแล้ว หน้าตาเป็นมิตรกับสัตว์ประเภทนี้จริงๆหนอเรา

กลับมาฝั่งบ้านผาฮี้ ได้เจอกับพี่เทพ เจ้าของที่พัก แกเลยชวนไปขี่รถเที่ยวในหมู่บ้าน พร้อมทั้งพาไปดูสถานที่รอบหมู่บ้านพร้อมอธิบายสิ่งต่างๆ 
บอกเลยว่า เอ็กคลูซีฟมาก 

เริ่มด้วยนี่เลย ผลกาแฟ สดๆจากต้น TopsaVage เองก็เพิ่งรู้นะว่า ผลสุกของกาแฟเนี่ย รสชาติหวานอร่อยเลยแหละ 
โดยชาวบ้านที่รับจ้างเก็บผลกาแฟก็จะมีรายได้ กระสอบละประมาณ 200 บาท (ใช้เวลาเก็บให้เต็มกระสอบปุ๋ยก็ราวๆวันนึงพอดี)

เก็บมาได้แล้วก็เอามาใส่บ่อน้ำแบบนี้ ถ้าลูกดีจะจม แล้วจะกลิ้งลงไปหาเครื่องสีเปลือกขั้นแรกออก  ถ้าลูกไหนไม่ดี มันจะลอยขึ้นมาเอง

หลังจากสีเปลือกชั้นแรกออกไปแล้ว ก็จะนำมาแช่น้ำต่อ เพราะด้านในก่อนถึง เมล็ดกาแฟ เนื้อของผลกาแฟจะเป็นเมือกๆหน่อย ต้องแช่กันหลายวัน หลายบ่อเลยแหละ

เมื่อแช่น้ำจนหายเมือกดีแล้ว ก็นำมาตากต่อให้แห้ง แล้วเก็บรอเข้าโรงสีอีกครั้ง

นี่คือหน้าตาของเมล็ดกาแฟแบบที่ตากแห้งแล้ว แต่ยังไม่ผ่านเครื่องสี 

หน้าตาเครื่องสีเมล็ดกาแฟ

สีแล้วจะขาวผ่องแบบนี้ รอคั่วต่อไป

เครื่องคั่วกาแฟ เปิดเครื่องเมื่อไหร่ หอมฉุยโชยไปทั่วเมื่อนั้น 

นี่คือพี่เทพไกด์พิเศษของเรา และหน้าตาของต้นกาแฟ 
ต้นสูงๆที่เห็นนี่พี่เทพบอกว่าเป็นต้นที่ในหลวง ร.9 ทรงมาปลูกไว้ตั้งแต่ช่วงบุกเบิก เมื่อหลายสิบปีก่อน 

เสร็จจากชมส่วนของกาแฟแล้ว เราก็พากันร่อนไปดูตรงสนามกีฬามิตรภาพไทยเมียนมาร์อีกครั้ง เพราะยังมีสิ่งที่ TopsaVage ไม่รู้และพลาดไป ตอนขามา 
จุดนี้ต้องให้พี่ทหารที่ประจำจุด ตรวจสอบบัตรประจำตัวก่อนขึ้นไปชมนะครับ ไม่เสียค่าใช้จ่าย

ครับพี่ ผมพลาดจริง ถ้าพี่ไม่พามา ผมก็ไม่รู้หรอกว่าบนนี้งาม

พื้นที่ทหารของฝั่งเมียนมาร์ก็ไม่ไกลเรา เย็นๆค่ำๆ ทหารของทั้งสองฝั่งก็ส่งนักกีฬาตัวแทนมาดวลแข้งกระชับมิตรกันตรงลานปูนนั่นแหละ

แล้วก็กลับมาดูในหมู่บ้าน ที่จุดสำคัญต่างๆ 
นี่คือส่วนกลางของหมู่บ้าน ซึ่งเวลามีงานกิจกรรมต่างๆก็บริเวณนี้แหละ ซึ่งเดือนสิงหาคมนี้ก็จะมีงานที่น่าสนใจ น่ามาชมก็คืองานโล้ชิงช้าตามแบบของชนเผ่าท้องถิ่น

ต่อด้วยประตูผี แต่ข้อบ่งใช้ต่างกับประตูผีของกรุงเทพฯลิบลับ 
ของที่นี่จะเป็นประตูที่ชาวบ้านร่วมแรงร่วมพลังกันสร้างขึ้นมา ทั้งคนท้องถิ่น และคนต่างถิ่น ต้องมาเช็คอินเพื่อเดินผ่าน ก่อนเข้าในตัวหมู่บ้าน 
เพื่อที่ผีบรรพบุรุษที่คอยดูแลรักษาชาวบ้าน จะทำการสแกนก่อนว่ามีสิ่งไม่ดีติดตัวมาด้วยหรือไม่ จะได้ป้องกันไว้ก่อนเลย เฟี๊ยวป่ะละ

จากนั้นก็เข้าทางลุยกันเล็กน้อยเพื่อไปชมสะพานไม้ไผ่ ที่แอบซุกอยู่ในหลืบเขา ห่างออกมาจากตัวหมู่บ้านเล็กน้อย วิวจากตรงนี้ก็สวยใช้ได้เลยแหละ

ร่อนไปร่อนมา อาทิตย์ลับแสงพอดี เข้ามากินมื้อค่ำที่แม่บ้านของพี่เทพจัดการเตรียมให้ เป็นอาหารพื้นถิ่นของชาวอาข่า 
บอกเลยว่ามื้อนี้ อลังการ ทั้งอาหารและวิว 

ตกค่ำก็นั่งเม้ามอยกันตามประสา กลุ่มนี้ก็มาจากที่พักข้างๆมีไกด์ท้องถิ่นพาชมวิว พร้อมให้ความรู้เช่นกัน

วิวจากระเบียงที่พักยามค่ำคืน นี่ถ้าฟ้าเปิดนะ ดาวเค็มฟ้าแน่นอน

ใครสนใจเที่ยวแบบนี้ ติดต่อได้ตามนี้เลยจ้า พี่เทพยินดีพาเที่ยว ให้ความรู้ พาดู พาชมแบบเป็นกันเองสุดๆ
ราคาแพคเกจที่ TopsaVage จ่ายไป 800 บาท 
ออฟชั่นที่ได้รับ 
ที่พัก พร้อมพัดลม กับวิวแจ่มๆ อากาศแบบไม่ง้อแอร์ น้ำอุ่นระบบแก๊ส 1 ห้อง
อาหารเย็น อาหารเช้า ฟรี
กาแฟแจ่มๆอีกชุด ฟรี
ยิ่งถ้ามาด้วยมอเตอร์ไซค์ก็ยิ่งเหมาะ พากันไปเที่ยวดูสิ่งน่าสนใจต่างๆรอบหมู่บ้านได้อย่างคล่องตัวสุดๆ 

เมื่อคืนเข้านอนแต่หัวค่ำ เพราะกิจกรรมยามค่ำก็ไม่มีอะไรมากนัก จะเฝ้าถ่ายดาวก็เมฆมาก ฟ้าปิด 
อากาศช่วงกลางคืน ไม่ถึงกับหนาวจนทำร้ายกันมากนัก ถือว่ากำลังดีแหละ แต่ถ้ามาช่วงหน้าหนาว คงโหดไม่น้อย 
เพราะด้วยภูมิประเทศแบบอิงดอย แถมมีเขาขวางนิดๆแบบนี้ ช่องลมดีๆนี่เอง ได้ยินเสียงลมพัดหนักๆ ตลอดคืน

เช้ามาก็กะว่าจะออกมานั่งรอพระอาทิตย์ขึ้นหน่อย แต่ผลปรากฏว่ามวลเมฆมารวมตัวกันแน่นพอจะบดบังแสงอาทิตย์เช้านี้ไว้ได้ 
กินแห้วบ่อยไปแล้วนะอิท๊อป 555+

เพี้ยนนก

หึ ถึงจะฟาวล์จากแสงเช้าไป ก็ไม่เป็นไร กลับมากินมื้อเช้าย้อมใจก็ได้ เช้านี้เป็นข้าวต้มหมูสับ กับไข่ต้ม หยอดแม็กกี้หน่อย มันล้ำขนาดดด

อิ่มจากมื้อเช้าเสร็จ ก็ออกไปชิมกาแฟพร้อมเสพวิวให้ฉ่ำใจอีกหน่อยก่อนลงจากผาฮี้

และนี่ก็คือภาพที่ TopsaVage ใช้เป็นโจทย์ในการออกเดินทางไกลครั้งนี้ มาเพื่อถ่ายภาพมุมนี้นี่แหละ จะกดให้หนำใจ 

ยังๆ ยังมีอีกเพียบบบ

ถ่ายรูปไปมาๆ สักพัก พี่เทพยกน้ำชามาเสิร์ฟอีก จัดไปครับ 

ยังไม่หนำใจ มีเปิดคอสสอนดริฟกาแฟกันอีกด้วย เริ่มจากบดเม็ดกาแฟคั่ว ซึ่งรสชาติก็จะต่างไปตามการคั่วอีกเช่น
ถ้าคั่วอ่อน รสกาแฟจะออกเปรี้ยวนำ
คั่วกลาง รสจะออกเปรี้ยวและมีความขมนิดๆ 
คั่วเข้ม รสเปรี้ยวจะเริ่มหายไป แต่ความขมกับกลิ่นจะมาเต็มที่สุด
ส่วนการดริฟกาแฟนี่ก็ไม่ใช่ไก่กาปาจิงโกะ มันคือวิชาวิทยาศาสตร์ บวกคณิตศาสตร์ ต้องมีการคำนวณน้ำหนักของผงกาแฟบด กับน้ำหนักของน้ำ และอุณภูมิน้ำอีก  ล้ำลึกจริงๆ  และเนื่องจากคนชงน่ารัก รสชาติกาแฟก็เลยดีไปด้วย 

เพี้ยนเพลีย

วิวดีๆแบบนี้ หมอกก็เริ่มมา ถ้ามีแต่ภาพวิว TopsaVage ก็กลัวมันจะแห้งลูกกะตาเกินไป 
เลยขอความกรุณาจากน้องนักท่องเที่ยวที่เจอ มาช่วยเป็นนางแบบสร้างความชุ่มชื้นให้หน่อย ขอบคุณมากๆเลยครับ 

หมอกเองก็เริ่มเป็นใจ เริ่มรวมพลังกันบินขึ้นมาปะทะขุนเขา 

เป็นอีกหนึ่งที่ ที่รู้สึกว่าถ้ามีโอกาส เราต้องกลับมาอีกครั้ง แล้วเจอกันใหม่นะ ผาฮี้ บ๊ายบาย

ไหนๆก็มาถึงนี่แล้ว ลงจากผาฮี้ ก็ขอทะลุเลยไปให้ถึงแม่สาย ไปให้ถึงเขตแดนเหนือสุดของประเทศไทยเลยละกันเนาะ 
ในส่วนของแม่สายนอกจากจุดข้ามแดนระหว่างไทย เมียนมาร์แล้วก็ยังมีพระธาตุดอยเวา ที่วิวสวยแจ่มเหมือนกัน แต่ตอนขึ้นไป ฝนเริ่มลงเม็ดมาอีกแล้ว เลยต้องเก็บกล้องซุกกระเป๋ากันน้ำไปก่อน เอามาฝากกันได้แค่หลักฐานว่า TopsaVage กับ GPX RAZER220 แทคทีมพากันมาถึง เหนือสุดแดนสยาม
พิชิตสุดเส้นทางของถนนหลวงหมายเลข 1 พหลโยธิน สำเร็จเรียบร้อยแล้วจ้า

ขากลับนี่เราก็ใช้ถนนหมายเลข1 พหลโยธินนี่แหละ ซึ่งจะผ่านทางเข้าถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอนด้วย ขอแวะชมสักนิดแล้วกัน
สภาพทางเข้าจะเล็กๆหน่อย มีป้ายเล็กๆบอกไว้ คอยสังเกตไว้ดีๆ แต่พอเข้าไปแล้ว จุดที่เป็นถ้ำหลวงก็หาไม่ยากแล้ว เพราะจะมีสิ่งอำนวยความสะดวก พร้อมทั้งร้านค้าเพียบ 

มีทั้งรถบริการฟรี หรือจะขี่ม้าเข้าไป หรือจะเดินเข้าไปก็ยังไหว ไม่ได้ไกลจากจุดจอดรถมากนัก 

ทางเข้าสู่ถ้ำหลวงถูกปิดไว้ กั้นรั่วแน่นหนา ข่าวว่าอุปกรณ์นานายังคงอยู่ข้างใน

แวะมาตรงอนุสาวรีย์จ่าแซม หนึ่งในตัวแทนผู้ที่เสียสละ เพื่อให้อีก 13 ชีวิตรอดปลอดภัย 
เหตุการณ์ครั้งนั้น เป็นอีกครั้งที่ทำให้เราได้เห็นการร่วมแรงกายใจ ของทั้งคนไทย และต่างชาติมากมายให้เป็นที่ประจักษ์อีกครั้ง

ขุนน้ำนางนอน จากมุมนี้ ดูแล้วก็พอจะจินตนาการให้เห็นเป็นภาพของสตรีนอนหงายอยู่ได้ไม่ยากเลย

ในส่วนของการเดินทางนั้นก็จบลงไปที่ระยะทางรวมทั้งหมด 1,857 กิโลเมตร 
ภายในระยะเวลาทั้งหมด 5 วัน ต้องเจอสภาพเส้นทาง กับสภาพอากาศค่อนข้างหลากหลาย

เช่นเส้นทางบนภูเขาอันคดเคี้ยว และสูงชันกว่า 1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งต้องใช้กำลังเครื่องยนต์ในการไต่ขึ้น ร่วมกับพลังเอนจิ้นเบรกในตอนขาลง ระบบช่วงล่างที่ต้องพร้อมพาเราเข้าโค้งไปได้อย่างราบลื่น รวมถึงพลังในการเบรกด้วย 

เส้นทางราบ ทางตรง ระยะยาว อากาศร้อนมากในบางช่วงของการเดินทาง และในบางขณะก็มีฝนตกหนักกระหน่ำลงมาอีก 

เหล่านี้คือสิ่งที่ TopsaVage ประเคนเข้าใส่เจ้า GPX RAZER220 แบบเมดเล่ย์ 

บทพิสูจน์ของ GPX RAZER220 ว่า “ข้าทำได้” ก็คือการที่ TopsaVage มานั่งพิมพ์เล่าเรื่องให้ท่านผู้อ่านรับชมอยู่ได้นี่ละครับ 555+

ระยะทางที่วิ่งไป บวกเข้าไปอีก 1,000 กิโลเมตรนะจ๊ะ เพราะรุ่นนี้ Trip meter จะตีกลับเป็นศูนย์เมื่อระยะทางครบ 1,000 กิโลเมตร

ส่วนรายละเอียดตัวรถแบบเน้นๆ lotteidol เพิ่งจะจัดเต็มไปแล้วเมื่อคราวที่พาไปเที่ยวไร่ย่าแย้มเมื่อไม่นานนี้ 
ขอยกลิ้งมาให้ท่านผู้อ่านได้เข้าไปติดตามกันเลยเพื่อความต่อเนื่อง
https://pantip.com/topic/39045392

ส่วนในวันนี้ TopsaVage ขอตัวลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่ สวัสดีครับ

ขอขอบคุณ 
GPX เอื้อเฟื้อรถทดสอบ และสนับสนุนการเดินทาง

และขอบคุณท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน ขอบคุณครับ

TopsaVage : ถ่ายภาพ เขียนบทความ ขี่รถลุยแดด ลุยฝน แอบอู้ แอบเหงา 555+

Comments

comments

SHARE :)