Y A M A H A . . R 3 . . ถ น น ส า ย นี้ . . ข้ า จ อ ง . . . .

Y A M A H A . . R 3 . . ถ น น ส า ย นี้ . . ข้ า จ อ ง . . . .

ฤดูฝนมาเยือนทีไร ใจมันไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว

มันมีความอยากจะออกไปสัมผัส ไอดิน กลิ่นหมอก และดอกหญ้า

และที่สำคัญ “ถนนเส้นใหม่ๆที่ไม่เคยไป” ยิ้มยิ้ม

แต่ชีวิตของพนักงานออฟฟิศกินเงิน เดือนจะออกเที่ยวทั้งทีก็ต้องวันหยุด ยาวที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนเนี่ยแหล่ะ

แล้วจะทำอย่างไรหล่ะ ไอ้เราไม่ชอบรถเยอะ คนเยอะเสียด้วย

มันต้องมีสิ  คนเรายังเหงาได้แม้มีคนรอบกายมากมาย

แล้วที่เที่ยวเงียบๆ เหงาๆ ถนนโล่งๆ ท่ามกลางผู้คนที่ล้นหลามจะไม่มีเชียวหรือ????

และนั่นก็เป็นที่มาของทริปนี้แหล่ะ ครับ

สำหรับเจ้าอาชาไนย Yamaha R3 คู่ใจทริปนี้ คงไม่ต้องบอกเล่าเก้าสิบแต่อันใด

ทุกคนทราบและรู้จักกันดีในฐานะ สายพันธุ์เริ่มต้นแห่งตระกูล R  ( R15, R3 , R6 , R1 )

ถ้าเรียกรีวิวคงจะเหมือนเอามะพร้าว ห้าวมาขายสวน

แต่เป็นการบอกเล่าเก้าสิบในอีกมุมหนึ่งของการเดินทางซ้อนสองแบบทัวร์(ซิ่ง)

พร้อมสัมภาระอันหนักอึ้งบนรถคันหนึ่งและเป็นอีกมุมหนึ่งของการใช้งานละกัน

เอาหล่ะ…. รถพร้อม คนพร้อม ออกเดินทางกันเลยครับ

ป.ล. ผู้ขับขี่ : เด็กส่งหนังสือพิมพ์เรียงเบอร์เก่า แห่งเทือกเขาเนินมะปราง!!!!

ป.ล. 2  ขอขอบคุณทีมงาน Just-Ride-It ที่ช่วยจัดหารถมาให้ และ Yamaha Motor สำหรับรถทดสอบด้วยครับ


ขอบคุณ http://www.yamaha-motor.co.th/automotive
http://www.just-ride-it.com/

เริ่มต้นมาที่เรื่องรถ Yamaha R3 กันนิดนึง

อย่างที่ทุกคนทราบข่าวคราวกันบ้างว่ารถ ตระกูลนี้ บางคันอาจจะพบปัญหาเกี่ยวกับลูกปืนคลัทช์และปั๊มน้ำมันเครื่องบ้าง

ถึงแม้ผมจะเป็นติ่งแยม  แต่ถ้าถามเราว่า กลัวไหมถ้าจะต้องขับรถรุ่นนี้ไปไกลๆ  จะตอบว่าไม่เลยก็จะเป็นการโกหกไปนิด

แต่ก็คิดว่า สายเต่า สายชิล อย่างเราคงไม่ขี่รถเขาจนพังหรอกกระมัง 5555

แต่มันก็แอบกังวลไม่ได้ สุดท้ายก็เลยไม่ได้สัมผัสเจ้า R3 แบบยาวๆ เสียที

ต่อมาไม่นาน เมื่อทาง Yamaha ได้ทำการเรียกรถทุกคันเข้ามาตรวจเช็คและเปลี่ยนอะไหล่ที่คาดว่าน่าจะทำให้เกิดปัญหา

ผมเองก็มีโอกาสได้สัมผัสกระบวนการนั้นอยู่

บอกตามตรง เห็นหน้าตาจานอัดแผ่นคลัทช์และลูกปืนคลัทช์ชุดใหม่ ผมก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกต่อไปละฮะ

ว่าแล้วก็สะกิดทาง Yamaha

ตัวๆ…….  ขอยืมรถไปเที่ยวหน่อยสิ  ถึงเวลาออกไปเป็นเจ้าถนนแล้ว 55

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็ออกเดินทางกันเลยครับ

สำหรับเส้นทางที่เล็งๆ ไว้น่ะหรอ

ยังไม่มีตายตัวแน่ชัด คิดว่า ขี่ไปเรื่อยๆ  ทาง เพชรบูรณ์  – เลย  อะไรแถวๆนั้นหล่ะครับ

ตราบใดที่มีถนนข้างหน้า  ข้าไปทั้งนั้น  แฮ่ๆ …

เนื่องจากเป็นวันหยุดยาว ( วันแม่ )

ขาออกช่วงรังสิตแทบจะร้องกรี๊ด  รถจะติดไปไหน

แต่เผอิญไปสะดุดขบวนรถจักรยานผ้าป่าขึ้น

ดีแฮะ  เอาแรงเป็นทาน

ได้ทำสิ่งที่ชอบ

ได้ออกกำลังกาย

สุดท้ายยังได้บุญอีก

หวังว่าสักวันเราจะใช้แรงเราเป็นทานบ้างในโอกาสหน้าครับ

กว่าจะหลุดสระบุรีมาได้…

เดินทางกันต่อ นี่ก็บ่ายคล้อยๆ แล้วแต่อานิสงค์ของฤดูฝน  ที่อากาศทึมๆ ครึ้มๆ ทำให้เราไม่ร้อนมากนัก

เลยถือโอกาสแวะ  “วัดถ้ำเขาปรางค์”  ซึ่งตั้งข้างถนนสาย 21 ( สระบุรี – หล่มสัก ) สักหน่อย

เรามาถึงเพชรบูรณ์ก็เย็นๆ แล้ว

และ  ยังไม่รู้ว่า จะนอนตรงไหน อะไร ยังงัยดี

คิดสิคิด   ลองขึ้นเขาค้อ ก่อนแล้วกัน

แต่จากโจทย์ของเรา  “สัมผัสถนนเส้นใหม่ๆ”

จำได้ว่า เขาค้อมีทางขึ้น 3 ทาง  มีอยู่เส้นทางนึงที่นักท่องเที่ยวแทบไม่ใช้เลย

นั่นคือ ถนนเส้น 2302

ผมเองเคยมาเมื่อปี 2552 ตอนนั้นถนนค่อนข้างแย่

กลับมาอีกครั้งนึง  คราวนี้ต้องแปลกใจ

ถนนเรียบกริ๊บ  สอบถามผู้รู้ได้ความว่า  เพิ่งสร้างเสร็จ!!!!

บุญแล้วเรา

อันที่จริงสมัยก่อนๆ เส้นนี้ไม่แนะนำนัก ขึ้นทางนางั่วหรือ ทางหลวงหมายเลข 12 จะดีกว่า

วิวของถนนเส้นนี้

อาจจะไม่สวยงามเหมือนถนนหมายเลข 12

แต่สวยกว่า 2258 แน่นอน อมยิ้ม15อมยิ้ม15

ที่สำคัญ เงียบแบบ 30 กิโลเมตร มีรถวิ่งสวนมานับได้เพียง 10 คันเท่านั้น!!!!

ป.ล. แอ๊คท่านอนเพื่อถ่ายรูปแปร๊บบบบเดียวเท่านั้น ( 2 วินาที เอ้าาาา )  อาจจะดูอันตราย แต่ไม่มีรถจริงๆ ครับ  ( บอกแล้ว R3  ถนนสายนี้..ข้าจอง  ซื้อ Package จองถนนตั้งแต่ กทม แล้ว ) อมยิ้ม17อมยิ้ม17

ด้วยความที่ใกล้มืดแล้ว

บอกตรงๆ ไม่ได้เอาเต้นท์มา เพราะหน้าฝน กะว่ามาหาที่พักเอาดาบหน้านี่แหล่ะ

วิ่งผ่านรีสอร์ทหนึ่ง  เห็นเงียบดี  เบรคตัวโก่ง  เข้าไปถามห้องว่าง และราคา

ปรากฏว่า หยุดยาว แต่ไร้คนพัก และราคาผมพอรับได้ครับ ( 800 บาท )

ได้ห้องวิวพอใช้ได้เลย

รีสอร์ทนี้ … ข้าจอง…

รีสอร์ทนี้มีนามว่า “ภูปานวิมาน” ครับ

วิวหน้าบ้าน

มองเห็นถนนสาย 2302

และ

“กังหันลม”

เอ๊ะ จำไม่ได้เลยว่าเขาค้อมีกังหันลม

ทำขึ้นมาตอนไหนนะ

เอาหล่ะ วันพรุ่งนี้จะไปที่นั่นแหล่ะ

สรีระศาสตร์

เอาหล่ะ ถึงจะเอามะพร้าวห้าว มาขายสวนแต่ก็อยากจะเหลาความรู้สึกของตัวรถที่ได้ขี่มาทั้งวันให้ได้อ่านกัน บ้างในมุมของนักขี่รถออกทริป

ถ้าพูดถึงสรีระศาสตร์ของท่านั่ง ค่ายไหนยอด ค่ายไหนเยี่ยม ทุกคนคงจะนึกถึงค่ายนึงที่มีชื่อเสียงด้านนี้มายาวนาน รวมถึงตัว 300 ของเค้าเองด้วย

ส่วนเจ้า R3 นี้แปลกใจมากที่สามารถให้ความสบายในท่านั่งและขับขี่เทียบเท่าค่ายนั้นเลย เบาะที่นุ่ม รับกับก้น พักเท้าที่ไม่สูงมาก ( และไม่ต่ำไป
จนสูญเสียความเป็นสปอร์ต )

ทรงถังที่ให้อารมณ์การหนีบที่สบายๆ ไม่กว้างไม่แคบเกินไป  แฮนด์สปอร์ตทัวริ่ง ที่ให้การควบคุมง่ายๆ สบายๆ ไม่เตี้ยมากจนเป็นภาระกับผู้สูงอายุ

( อย่างเรา )  และก็ไม่สูงมากจนการควบคุมขาดความสปอร์ตไป

คะแนนเต็ม 10 ให้ไป 9.5 เลยฮะ และก็พอจะพูดได้เต็มปากกว่า ในคลาสไม่เกิน 500   Yamaha R3 ติด 1 ใน 3 รถที่ขี่สบายที่สุดในทำเนียบของ

ผมไปโดยปริยาย ( แต่ไม่นับคนซ้อนนะ 55555 )

ป.ล. รูปตามสภาพนะฮะ

มาเดินทางกันต่อ

ด้วยความที่ที่พักอยู่บนยอดเขา ทำให้รับลมเต็มๆ

ประกอบกับช่วงนั้นเหมือนพายุจะเริ่มเข้า ทางเวียดนาม  ภาคเหนือและอิสานตอนบนๆ รวมถึงเพชรบูรณ์ก็โดนหางเลขไปด้วย

โอ้โห เหมือนนอนกลางพายุเลย

ยังดีที่ตื่นเช้ามาอากาศค่อนข้าง ดี  แต่ลมแรงขนาดนั้น ทะเลหมอกไม่ต้องหวังกันเลยนะครับ ฮือๆ

ออกเดินทางผ่านภูเขาที่ลดเลี้ยว เพื่อไปชม “ทุ่งกังหันลม” กัน

งงๆ กับการค้นหาเส้นทางอยู่นาน

มันเห็นแต่ไกลนะ แต่หาทางเข้าไม่ถูกซะที

ในที่สุด  เราก็มาถึง  “ทุ่งกังหันลม” แห่งเขาค้อเสียที

ที่นี่เท่าที่หาข้อมูลมา สร้างเสร็จปี 2559 นี่แหล่ะ สอบถามชาวบ้านบอกว่า เพิ่งเสร็จได้แค่ 3 เดือนเองมั๊ง

บรรยากาศเลยยังเงียบๆ อยู่

อาจจะดูเหมือนเล็ก จริงๆ มันใหญ่โตเอามากๆ

มองเห็นรถยนต์และคนในภาพไหมฮะ

เนื่องด้วยบางครั้ง เราเป็นคนชอบค้นหาวิวใหม่ๆ

ทางใหม่ๆ

บางครั้งการพาไปในบางที่  “น้ำหนัก” ของรถจึงเป็นประเด็น

น้ำหนักของรถที่ผม ชอบและมั่นใจว่า “ฝีมือ” เรา เอารถไปได้

สมบูรณ์แบบเลยน่าจะ อยู่แถวๆ 120-130 กิโลกรัม  แต่รถ Size นั้นมักจะเป็นขนาดเล็ก เดินทางไกลก็ เหนื่อยนิด

140-160 กิโลกรัมจึงเป็นตรงกลางที่ถือว่ายอดเยี่ยม กำลังสบาย

ส่วน 170 กิโลกรัม ของเจ้า R3  ถือเป็นเพดานบนสุดของผม เกินกว่านี้ไป ผมเข็น คุม ในทางเถื่อนได้ลำบากแล้ว

ป.ล. เป็นความเห็นส่วนตัวนะฮะ

วันนี้อากาศ ที่เขาค้อกำลัง สบายๆ

ชมวิวกันเพลิน เลย

อยากมีโดรนกะเขา บ้างจุง T___T

ออกเดินทางสู่เส้น ทางที่ทุกคนน่าจะ คุ้น เคยกันดี

“ถนนหลวงหมายเลข 12”

ความสวย งามของถนนเส้นนี้คง ไม่ ต้องอธิบายให้มากความกระมัง

นอกจากนี้ผู้คนมาก มายยังหลั่งไหลมา เที่ยวยังถนนเส้นนี้ เพราะถนนเส้นนี้ถูก ห้อมล้อมด้วยแหล่ง ท่องเที่ยวชั้นดี

ไม่ว่าจะเป็น เขาค้อ  ภูหินร่องกล้า ภูทับเบิก ผาซ่อนแก้ว ฯลฯ จุ๊บๆจุ๊บๆ

1 ในสถานที่ที่ฮ๊อตฮิทเอามากๆ ก็คือ ผาซ่อนแก้ว  ไม่ว่าจะเป็นวัด หรือ ร้านกาแฟละแวกนั้น ล้วนเต็มไปด้วยผู้ คน

จำนวนรถที่ติดยาวมา ถึงถนนใหญ่ แม้กระทั่งริมถนนยังมีผู้คนจอดรถหนาตา เพื่อถ่ายรูปวัดผา ซ่อนแก้ว

ซึ่งตัวกระผมเรียน ตามตรง ว่าผมแพ้ฝูงมหาชน

อยู่บริเวณแบบนั้น แล้วรู้สึกอึดอัด ไม่สนุก สถานที่ที่ผมเลือกไปเลยมักจะขอ แบบเงียบๆ ไว้ก่อน สวยหรือเปล่า ว่ากันทีหลัง

.
.

และห่างไป 100 เมตร จากฝูงมหาชนบนถนน หมายเลข 12

มีร้านกาแฟของหน่วย ราชการเงียบๆ ไร้ผู้คนอยู่  ที่แบบนี้แหล่ะ สวรรค์ของผม

ที่นั่นคือ  “หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาค้อ ( ผาซ่อนแก้ว )”

ณ จุดนี้เราสามารถนั่งกินกาแฟพร้อมกับชมวิวพานอรามาของฝาซ่อนแก้ว

และยังมองเห็นวัดผาซ่อนแก้วที่คราคร่ำไป ด้วยผู้คนด้วย

กาแฟซักแก้ว ลมเอื่อยๆ ทิวทัศน์กว้างๆ กับความเงียบสงัดที่สัมผัส

นี่แหล่ะฮะ สวรรค์ของผม หัวเราะหัวเราะ

ขอนอนสักงีบนะ แฮ่ๆ

ป.ล. ร้านกาแฟนี้…ข้าจอง  หัวเราะหัวเราะ

เอาจริงๆ ผมเป็นแฟนร้านนี้มาตั้งแต่เมื่อ 8 ปีที่แล้ว สมัยยังเป็นร้าน Coffee Hill อยู่

มาทีไรเป็นต้องแวะ

แต่วิวสมัยนั้นยังไม่มีวัดพระธาตุผาซ่อนแก้วที่ใหญ่โตเหมือนยุคนี้  เพราะตอนนั้นยังเป็น พุทธสถานเงียบๆ อยู่เลย

ป.ล. ภาพนี้ถ่ายเมื่อ 8 ปีที่แล้ว

อันที่จริง วันนี้มีน้องๆ ขี่มอเตอร์ไซค์มาเที่ยวน้ำตกแห่งหนึ่ง นามว่า “หมันแดง”

อยู่ไม่ไกลจากภูทับเบิก และอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

ส่วนผมเคยไปแล้วเมื่อ 8 ปีที่แล้ว   ก็เลยไม่ได้ไปด้วย  แต่ได้ดูจากรูปของน้องๆ แล้ว ทุกวันนี้ น้ำตกนี้ก็ยังคงเงียบเหมือนเมื่อ 8 ปีที่แล้วอย่างไรอย่างนั้น

เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เงียบเหงาในหมู่ผู้คน

ป.ล. ขออนุญาติขุดรูปเมื่อ 8 ปีที่แล้วมาโชว์หน่อยฮะ  ยุคนั้นมือถือยังไม่ค่อยมีกล้อง และกล้องยังคงป๊อกแป๊ก และ facebook ยังไม่เข้าถึงประเทศไทย

ภาพชุดนี้เพิ่งเคยออกสื่อครั้งแรกเลยนะ เนี่ย…

#แก่แล้วเล่าความหลังได้

คนเราเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน

บางครั้งก็จะมีคำถามกับตัวเองเหมือนกัน

ว่าเราทำอะไรอยู่…

เราประสบความสำเร็จหรือยัง..

เรา….. บลาๆ

คำถามเหล่านี้ เริ่มจับกระแสความนึกคิดของ ตัวเองได้  มันก็คือความฟุ้งซ่านนั่นเอง

อยู่กับตัวเอง  อยู่กับลมหายใจ  อยู่กับการบังคับรถ  และที่สำคัญ  อยู่กับปัจจุบัน

อาการเหล่านี้ก็จะหายไปเอง

ทำได้บางขณะ  แต่กำลังพยายามอยู่….

ออกเดินทางกันต่อ

มาเหลาในส่วนของเครื่องยนต์ในมุมของนักขี่รถเที่ยวกันบ้าง

กับ 2 สูบ 320CC ที่มีคาแร็คเตอร์ในแบบสไตล์แยมที่ชัดเจนในรอบเดินเบา  ไม่เงียบ เสียงท่อเดิมก็แอบเป็นลูกๆ ฟังดูแล้วโหดๆ คล้ายๆ ค่ายเขียวตระกูล 650 ( อันนี้ผมคิดเองนะ )

แต่เมื่อใส่เกียร์ เร่งออกไป  ความแตกต่างนั้นเริ่มรับรู้ได้ในพละกำลังลังแบบที่มันควรจะเป็นในรถคลาสนี้

ทอร์คที่เคยขาดไปในรถ 2 สูบ 250-300CC  มีให้ได้สัมผัสแบบรู้สึกได้ ย่านกำลังที่กว้างขึ้นชัดเจน  ( ตั้งแต่รอบ 6,000 – 11,500 ) เราจะไม่ขัดใจอีกต่อไปในเรื่องนี้ ( หรืออย่างน้อยก็ไม่บ่นว่าไม่มีทอร์ค )

กำลังในรอบสูงที่เคยขาดไปในรถ 1 สูบ  หรือ 2 สูบความจุสูงกว่านี้นิดนึง  มีให้ได้เล่นแบบมันส์มือแบบที่รถสปอร์ตควรจะมี แม้ไม่รู้สึกว่ามันขึ้นจี๊ดจ๊าดดดแบบคู่ เปรียบก็เถอะ

ณ จุดนี้  เครื่องยนต์ลูกนี้ ยืนอยู่ตรงกลางๆของโลก 2 ด้าน  ( ทอร์ค และ รอบ )

ซ้ำไปกว่านั้น ข่าวดีสำหรับสายทัวร์คือ  การส่งกำลังของเครื่องยนต์ลูกนี้ สมูธ คาดเดาได้ แถมยังนิ่งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรอบสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

ผมรู้สึกถึงความแตกต่างจากรถคันอื่นๆ ในคลาส ก็เมื่อได้ลองสัมผัสทางยาวๆ

เราจะไม่รับรู้ความรู้สึกว่า “เครียด” ที่ส่งผ่านจากเครื่องยนต์ซักเท่าไร เมื่อยืนพื้นยาวๆด้วยความเร็ว 150 กม/ชม  160 กม/ชม  หรือแม้แต่ 170 กม/ชม

ซึ่งบอกเลย ว่าแตกต่างแน่นอนถ้าได้ลอง

จุดติจะมีก็เพียง แรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านมาสู่มือมากกว่าคู่เปรียบบ้าง แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่รับได้อยู่

ทอร์คพอมี  รอบมาดี  ส่งกำลังได้เรียบเนียน ชุดเกียร์ทำงานได้โป๊ะเชะ  ระดับการกินน้ำมันรับได้ ( ผมทำได้ประมาณ 25 โลลิตรกับแก๊ส 91 น้ำหนักบรรทุก 140kg กับความเร็วหลากหลาย 80-170km/h )

ผมแอบนึกถึงว่า ถ้าความจุของเครื่องยนต์ลูกนี้มีเลขสวยๆ อย่าง 335CC ( ผมชอบ 35 เพราะผมขี่ Spark135 อิอิ )  ลดเพดานรอบลงอีกซักนิ๊สสสส เช่น 12,000   แล้วมาบูสกำลังในรอบกลางให้จี๊ดจ๊าดขึ้นเล็กน้อย

นี่จะเป็นเครื่องยนต์ในฝันของผมเลยที เดียว  แต่เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ผมก็ยกให้เป็นเครื่องยนต์อันดับหนึ่งของคลาสนี้ แล้วสำหรับผม

เอาไป 9 เต็ม 10  เลย  ตัดคะแนนตรงแรงสั่นสะเทือนกับรอบกลางที่เรียบไปนิ๊สสสส

ป.ล. อย่าเชื่อผม ผมติ่งแยม ม้าแยม  หัวเราะหัวเราะ

หล่มเก่า  ดินแดนขนมจีน

เป็นธรรมดาที่ผู้คนล้นหลามจะแห่ไปกิน…

เราเลือกร้านในตัวอำเภอให้อยู่ลึกเข้าไปหน่อยเพื่อหลีกหนีผู้คน

“ร้านติ๋มขนมจีน”

แม้ผู้คนจะไม่เยอะนัก อย่างน้อยเราก็ได้ทานเส้นสดที่ลวกสดๆ ร้อนๆ มากกว่าเส้นที่ลวกทิ้งไว้แล้ว

รสชาติร้านนี้ออกแนวทานง่าย ไม่จัดจ้าน อาจจะไม่ถูกปากคนทานรสจัด

แต่สำหรับผม ขนมจีนรสเด็กนี่เข้าทางฮะ

จริงๆ ปลายทางการเดินทางของเราในวันนี้ อยู่ที่ “ภูป่าเปาะ”

แต่เราเสียเวลาเป็นอย่างมากกับการหลงใน ห่วงสีแดง ( ด้านซ้าย )  เพื่อค้นหาเส้นทางที่ไม่มีอยู่จริง ( แต่แผนที่มี ) สีส้ม

จนสุดท้าย ผมต้องย้อนไปวิ่งเส้นสีฟ้าใหญ่ด้านบน ( สาย 2216 )

แต่นั่นทำให้ผมได้พบ “สุดยอดถนน” ที่สวยงามเส้นนึงของประเทศไทย

ป.ล. ในวันต่อมา ผมต้องพบวิบากกรรมเส้นสีแดง ( ด้านขวา ) อีกครั้ง ซึ่งจะเล่าต่อไป

เสีย เวลาไปกับการหลงทาง 3 ชั่วโมง  เย็นย่ำก็มาเยือน

สายฝนก็ไล่ท้ายมาเรื่อยๆ จอดถ่ายรูปสตาร์ท เครื่องหนีสายฝนกันแทบไม่ทัน

โอกาสสัมผัสความงดงามของเส้นทางเหลือ น้อยมาก น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง…

หนีฝนและทำเวลาสุดชีวิต  รู้ตัวอีกที เราวิ่งอยู่บนสันเขาแล้ว

2216  ขอเรียกถนนสายนี้ว่าถนนลอยฟ้าแล้วกัน จุ๊บๆจุ๊บๆ

ใกล้มืดเต็มทน อดมีเวลาชมวิวเลย ฮือๆ ร้องไห้ร้องไห้

สูดอากาศให้เต็มที่ ก่อนโกยเต็มที่

ออกเดินทางกันต่อ

อ้อ ผมบอกหรือยัง  ไฟหน้า R3 ให้ความสว่างในระดับดีถึงดีมาก ช่วยได้มาก เลยยามเดินทางกลางคืน จุ๊บๆจุ๊บๆ

ช่วงล่างและแฮนด์ลิ่ง

ผ่านระยะทางมาหลายร้อยกิโลเมตรทั้งทางตรงและทางโค้ง  ก็คงพอที่จะบอกลักษณะนิสัยใจคอได้บ้างแล้ว

ด้วยความที่องค์ประกอบต่างๆ ที่ให้มากับตัวรถไม่ว่าจะสวิงอาร์ม ช๊อคหน้าขนาดใหญ่กว่าชาวบ้านชาวช่อง ( 41 mm )

รวมความรู้สึกจากตัวรถที่รู้สึกว่าใหญ่กว่าคู่เปรียบ เราจะรู้สึกว่าตัวรถค่อนข้างเสถียรกว่าในทางตรง รวมถึงช่วงกลางโค้งด้วย

ในขณะเดียวกันแฮนด์ลิ่งการควบคุมรถ ยังให้อารมณ์สบายๆ  ควบคุมง่ายสูสีกับเจ้าตลาด ช่วงล่างที่ให้มาเรียกได้ว่า ให้ฟีลคล้ายๆ เจ้าตลาดเลย  ติดไปทางนุ่มเล็กน้อย ขี่สบายนั่งสบาย  ประกอบกับเครื่องยนต์ที่ยืดหยุ่นและย่านกำลังค่อนข้างกว้างทำให้เหมาะมากๆ ที่เป็นรถใช้ในการเดินทางไกล ( คนเดียว )

หากต้องการความเฉียบคมของช่วงหน้า คงต้องปรับพรีโหลดช๊อคอัพด้านหลังเพิ่มขึ้นไปอีกนิด  ก็จะได้รถที่คมขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย

ยาง Michelin Pilot Street แบบ ฺBias Ply ทำหน้าที่ของมันได้ในระดับพอใช้งานหากขับขี่คนเดียว  แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นยาง Radial ชั้นดีซักคู่จะเพิ่มสมรรถนะของรถได้ เป็นอย่างมาก

ในส่วนของระบบเบรกเซ็ทติ้งที่ให้มาอยู่ในระดับแค่เพียงพอใช้งาน ถามว่าเอาอยู่ไหมกำแน่นๆ หน่อย  เอาอยู่ชัวร์ไม่ต้องกังวลไป  แต่ฟีดแบ็คที่ได้จากระบบเบรคถ้าเป็นไปได้อยากให้ดีกว่านี้

ส่วนหลายๆ เสียงที่เคยลองขับขี่สั้นๆ  ให้ความเห็นว่า รถมันไม่คมบ้าง ย้วยบ้าง  สู้ R15 ไม่ได้บ้าง พอผมได้ลองสัมผัสนานๆ ผมคิดความ ( คิดว่านะ ) ความตั้งใจของผู้ออกแบบคงตั้งใจจะทำรถที่ขี่สบายเสียมากกว่า  แต่ในขณะเดียวกันถ้าปรับอะไรนิดๆหน่อย เฟรมที่มีเสถียรภาพดีอยู่แล้วพร้อมจะ ฉายแสงได้ทันที หากต้องการการขับขี่ที่สปอร์ตกว่านั้น

โดยสรุป ในฐานะสายทัวร์  องค์ประกอบที่ให้มาเอื้อกับการทัวริ่งเป็นอย่างยิ่ง ให้คะแนนไป 8 เต็ม 10 ละกัน จะมาเสียคะแนนเล็กน้อยก็ตรงระบบเบรคที่ ไม่ค่อยคมเท่าไรเนี่ยแหล่ะ

ยิ้มยิ้ม

เริ่มลงจากสันเขา เข้าสู่ช่วงป่า

สุด ท้ายก็ไม่ทัน ความมืดมาเยือนเสียก่อน ร้องไห้ร้องไห้

เรายังไปไม่ถึงปลายทาง แต่คิดว่าคงต้องหาที่พักแล้วหล่ะ เพราะว่าลม ฟ้า ฝน ดูรุนแรงเสียเหลือเกิน

บอกเล่าเก้าสิบนิดนึงกับเรือนไมล์ของ เจ้า R3

จะบอกว่ามันยอดเยี่ยมสุดๆ  ในรถไม่เกิน 4 แสนบาทผมยังไม่เห็นคันไหนเลิศกว่านี้

โดยเฉพาะ  “ไฟบอกเกียร์”  “ชิฟท์ไลท์” ที่เซ็ทเลือกรอบให้สว่างขึ้นและดับลงได้

“อัตราการกินน้ำมันทั้งชั่วขณะและเฉลี่ยรวม”

รวมไปถึงไมล์เข็มกวาดที่เร้าใจแบบสุดๆ

ตรงนี้ บอกตรงๆ ให้ 10 เต็ม 10 ไปเลย เยี่ยมเยี่ยมเยี่ยม

หลังจากนอนพักแบบหลับๆ ตื่นๆ ( อีกครั้ง ) ทั้งคืน

เพราะเสียงลมค่อนข้างกรรโชกรุนแรง

ตื่นเช้ามา  พบ “ภูหลวง”  ภูเขาที่ต้องบอกว่า  มหึมา ตั้งอยู่หน้ารีสอร์ทที่ผมพัก ประหลาดใจประหลาดใจ

มาพร้อมๆ กับเมฆและลมที่แรงมากมาย

เปิดเวบพยากรณ์อากาศดู

.
.

พายุเข้า!!! หลิ่วตาหลิ่วตา

สุดท้ายเราก็ไม่รอดสายฝนฮะ

วันนี้ครึ่งวัน ผมไม่ได้ถอดชุดกันฝนเลย

แต่ภาระกิจยังคงต้องดำเนินต่อไป

เป้าหมายของทริปนี้  ผมอยากดู  “ฟูจิ” แห่งเมืองเลยฮะ

หรือเรียกชื่อไทยว่า  “ภูหอ”

แต่เป้าหมายที่แท้จริง คือ การขึ้นไปชมวิวภูหอ บนจุดชมวิวมุมสูง “ภูป่าเปาะ” ต่างหาก

แต่สภาพอากาศแบบนี้ วันนี้เอาแค่นี้ก่อน ร้องไห้ร้องไห้

เดินทางกันต่อ  เส้นทางแถวนี้มันวกไปวนมา แถมยังพังบ้างดีบ้างจนน่าปวดหัว ( ผมไม่เคยใช้ขาจับ GPS เลย และขี่ไปจอดเปิดโทรศัพท์ไป เลยบ้างหลงบ้าง งงไปหมด )

เอ… คุนหมิงไปทางไหนน๊าาาาา

ไต่ภูเขากันอีกรอบ…

ในส่วนของสมรรถนะของยางในทางเปียก ยังคงพอประคองชีวิตให้รอดไปได้ ไม่มีอาการสไลด์ หรือ ออกอาการตุ๊บปั๊ดตุ๊บเป๋ให้จิตใจตุ้มๆต่อมๆ แต่อย่างใด ยิ้มยิ้ม

เริ่มเข้าเขตคุนหมิงเมืองเลย หรือ “สวนหินผางาม” แล้ว

ป.ล. แต่ผมชมหินแค่ด้านหน้าเพราะดูจากสภาพอากาศชักไม่แน่ใจแล้ว ว่า ควรจะยิงยาวกลับ กทม เลยหรือไม่ เพราะอยู่แถวนี้ก็น่าจะเที่ยวอะไรไม่ได้เท่าไร ฝนกระหน่ำซะ!!!!

จากสภาพอากาศ

ตัดสินใจทิ้ง “ภูป่าเปาะ” และจุดชมวิว “ฟูจิเมืองเลย”

วิ่งต่อเลย

แต่ๆๆๆๆๆ เส้นทางที่จะไปโผล่น้ำหนาวของผม  กลายเป็นทางดินซะแล้ว!!!!!!!!  !$#!RQWFAE ร้องไห้ร้องไห้

Google Map ทำพิษอีกครั้งจนได้

สอบถามชาวบ้านบอกว่า  โอ้ย ถ้าจะไปต้องรถวิบากเท่านั้น =____=’

จบกัน วิ่งย้อนออกไปอีกหลายสิบกิโลเมตร เลย

ป.ล. เส้นทางนี้คือ เส้นทางจาก ภูป่าเปาะ วิ่งเลียบภูกระดึงไปออกอำเภอน้ำหนาว

ย้อนกลับมาวิ่ง ถนนสายใหญ่กันต่อ

ภูเขาใหญ่ๆ ด้านหลังที่เห็นนั่นคือภูกระดึง

เคยมาปีนสมัยหนุ่มๆ หัวเราะหัวเราะ

ยาวไปๆ  ยิงยาว

ผานกแอ่นแล้วจ้า

เอ พอเข้าเขตขอนแก่นแล้ว เหมือนฝนเริ่มหยุดแฮะ ได้ถอดชุดกันฝนเสียที หลังจากใส่มาครึ่งวัน

ยังเหลืออีกที่ที่ต้องไป

ที่นั่นคือ  “ทุ่งกระมัง”

แต่แวะจุดชมวิวปางม่วงก่อน

ที่นี่สามารถเห็นภูเขาของจังหวัด เลย ขอนแก่น เพชรบูรณ์ได้ไกลสุดลูกหูลูกตาเลยหล่ะ ประหลาดใจประหลาดใจ

ขยายภาพให้

ภูมิศาสตร์ของภูเขาแถวนี้ค่อนข้างน่าสนใจ เพราะเป็นภูเขายอดตัดหลายๆลูก

ด้านซ้ายที่สูงๆ นั่นคือ “ภูผาจิต” แห่งอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว

และที่เห็นยอดตัดยาวๆ ไกลๆ ด้านหลังนู่นคือ “ภูกระดึง”

ส่วนภูหลวง  และ ภูหอ อยู่ไกลไปกว่านั้นอีก ไม่สามารถมองเห็น ได้

มามองตรงจุดนี้แล้ว รู้สึกว่า ธรรมชาติ ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ  จุ๊บๆจุ๊บๆ

ออกเดินทางเก็บเป้าหมายสำคัญกันต่อ

อารมณ์ตอนนี้คิดว่า  คงนอนแถวนี้แทนละ  เพราะไม่น่าขี่กลับ กทม ไหว  นี่ก็เย็นมากแล้วด้วย

ห๊ะ  อะไรนะ  ห้ามมอเตอร์ไซค์เข้า

จบกัน =____=’

อารมย์เคว้งบังเกิด

เอ้า เข้าไปเที่ยวชม  “เขื่อนจุฬาภรณ์” ก่อน แล้วยิงยาวเข้า กทม เลยแล้วกัน

จะถึงกี่โมงวะเนี่ย ร้องไห้ร้องไห้

สำหรับเขื่อนจุฬาภรณ์นี่ต้องบอกว่า ซื้อแพ็คเกจข้าจองไว้อีกเช่นกัน หัวเราะหัวเราะ

ไร้วี่แววผู้คนและนักท่องเที่ยว

สูดอากาศเฮือกสุดท้ายย รวบรวมพลังก่อนออกเดินทางกันต่อ

พร้อมยิงยาวหรือยัง เจ้า R3

กลับถึง กทม ก้นระบมแน่ ร้องไห้ร้องไห้

เป็นอันจบทริป 3 วันพันสอง ถนนนี้ ข้าจอง… แฮ่ๆ

++++++++++++++++++++++++++++++

แต่ผมละทึ่งภูมิศาสตร์แถวนี้จริงๆ

แต่ยังมีอะไรให้น่าค้นหาอีกมากนัก คราวหน้าต้องมาภูเขียวและทุ่งกระมังอีกให้จงได้ อมยิ้ม30อมยิ้ม30

สุดท้าย แต่( ขอ )ไม่ท้ายสุด

กับบทสรุป  “รถ”  และ “ชีวิต” !!!!!

เอารถก่อนครับ แฮ่ ยิ้มยิ้ม

ข้อดี
+ ขี่ง่าย
+ นั่งสบาย
+ ย่านกำลังกว้าง
+ เครื่องยนต์ส่งกำลังเนียน นุ่ม
+ แฮนด์ลิ่งพริ้ว
+ เสถียรภาพทางตรง กลางโค้งดี
+ เรือนไมล์สุดยอด
+ ไฟหน้าสว่าง
+ ช่วงล่างนุ่มนวลกำลังดีสำหรับสายทัวร์
+ ความเร็วยืนพื้นเดินทางสูงโดยที่ไม่รู้สึกเครียด
+ ยางพอใช้ได้สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป

ข้อเสีย

– เบรกน่าจะดีกว่านี้
– แรงสั่นสะเทือนที่ส่งมายังปลายแฮนด์
– เบาะนั่งคนซ้อน
– บังโคลนหลังป้องกันโคลนได้ไม่หมด
– ช่วงล่างนิ่มไปสำหรับสายซิ่ง
– ยางสมรรถนะไม่เพียงพอสำหรับสายซิ่ง

ข้อสรุป ( ในมุมสายทัวริ่ง )

ถ้าขี่คนเดียว ออกท่องเที่ยวแบบซิ่งๆหน่อย และเน้นการขับขี่ที่สบายๆ งบไม่เกิน 2 แสน R3 คือตัวเลือกแรกสำหรับผมครับ

บทสรุปชีวิต ( เกี่ยวไรฟะ 555 )

ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ และยังรักมอเตอร์ไซค์อยู่  ก็จะขี่ท่องเที่ยวไปแบบนี้และนำมาเล่าสู่กันฟังไปเรื่อยๆ  จนกว่าไม่เพื่อนๆก็ผมเบื่อกันไปข้างนึงเลยครับ

วันนี้ขอลาไปทำงานก่อนนะครับ ขอบคุณที่ติดตามครับ ^^

บทความโดย เตี้ย ล่ำ ดำ แก่

Linkต้นฉบับ http://pantip.com/topic/35640860

Comments

comments

SHARE :)