RIDE NOW > Volunteer Rider with M BIKE X1 ENDURANCE 150

RIDE NOW > Volunteer Rider with M BIKE X1 ENDURANCE 150

สวัสดีครับ…ก่อนอื่น สมาชิกหลายท่านอาจสงสัย ว่าทำไมผมใช้คำว่า Volunteer

ชีวิตผมมีหมวกหลายใบครับ หลักๆก็สามใบ
1. พนักงานบริษัทเอกชนกินเงินเดือนชนเดือนใช้ชีวิตลุ่มๆดอนๆ
2. แอดมินแฟนเพจ Just-Ride-It https://www.facebook.com/justrideitteam
3. เจ้าหน้าที่ประสานงานและวิทยากรของกลุ่มบ้านดินไทย เครือข่ายจิตอาสา http://www.volunteerspirit.org/(ทำมาประมาณ 6 ปี หมวกใบนี้หลายๆท่านไม่เคยทราบ) และร่วมงานกับกลุ่มอาสาสมัครอีกหลายๆกลุ่ม

ทั้งสามใบที่ว่า ทำให้ชีวิตผมแทบไม่มีเวลาได้หยุดพักผ่อนเลย จันทร์-ศุกร์ ทำงานๆๆ เสาร์-อาทิตย์ไม่เข้าป่าไปทำฝาย ซ่อมโป่ง ปลูกป่า ก็อยู่ตามวัด โรงเรียน เพื่อสร้างกุฎิดิน ศาลา โบสถ์ ห้องสมุด หรือไม่ก็อยู่ริมหาด พาอาสาสมัครไปปลูกปะการัง ปลูกป่าชายเลน จากจริงๆแล้วเป็นคนผิวขาวก็กลายเป็นคล้ำแดดไปแล้ว ยิ่งปีที่ผ่านมาตกกระไดพลอยโจนมาเป็นแอดมินเพจฯ คราวนี้จากที่ปกติไม่ว่างๆก็ยิ่งไม่ว่างหนักเข้าไปใหญ่ ไหนจะต้องแบ่งเวลาไปทำงานอาสาสมัคร แล้วยังต้องแบ่งเวลามาจัดกิจกรรมของเพจอีก….

เมื่อทริปทะโมน 5 ปีผ่านมา ผมก็อยากไปร่วมด้วย ปรากฎว่าชนกับงานอาสาสมัครที่รับผิดชอบเป็นวิทยากรสร้างฝาย…ก็เลยเกิดดวงตาเห็นธรรม เอาวะ!!! ลองทำมันทั้งสองเรื่องพร้อมกันดู ก็นั่นแหละฮะท่านผู้ชม มันจึงกลายมาเป็น RIDE NOW version Volunteer Rider เอิ๊กๆๆ

เกริ่นมาพอประมาณ ว่าแล้วก็ไหลตามผมมาเรื่อยๆเลยครับ มาดูกันว่าผมจะตั้งกระทู้เสร็จก่อนหรือว่าสมาชิกที่อ่านจะหลับก่อนกัน ๕๕๕ (เริ่มตั้งกระทู้ 22:12 ของวันที่ 21/11/2012)

คราวนี้ไม่กั้ก ปาดกันได้เลยฮะพี่น้อง ดูสิ ใครจะปาดมาเป็นคันแรก ว๊ะฮู้วววววววว

แก้ไขเพิ่มเติม รถทดสอบคันนี้ M BIKE X1 150cc ได้รับความอนุเคราะห์ให้ยืมจาก M BIKE พร้อมน้ำมันเต็มถัง 1 ถังจ้า แล้วก็เหมือนเคย แจ้งกับเจ้าของว่า ข้อเสียผมก็พูดนะ อิอิ

เริ่มกันที่เช้าของวันที่ 15 พย ที่ผ่านมา ทะโมนเขานัดรวมกันที่ Porto chino พระรามสอง กม 25 ไอ่ผมก็แวะไปทักทายพี่น้องกันหน่อยนึง ทักเยอะไปหน่อย ไม่ได้ถ่ายสักรูป๕๕๕ จำได้ว่าอัพคลิปไว้นิดหน่อย เดี๋ยวอัพคลิปเสร็จแล้วจะเอามาแปะจ้า

เออ เจออยู่รูปนึง รูปรับป้ายตัวสำรองกากๆ ๕๕ ไม่มีตัวตนในรายชื่อก็ต้องป้ายเขียนสดแบบนี้แหละ

คอยไปคอยมาอย่างครื้นเครง กระทั่งขบวนพร้อมออก ก็ทยอยออกไปกันทีละกลุ่มๆ ผมก็รอจนเหลือสองกลุ่มสุดท้าย แต่คำณวนดูแล้วถ้ารอออกหมดผมไปสายกว่าอาสาสมัครแน่ๆ ก็เลยจำเป็นต้องฉายเดี่ยวออกไปก่อน ใช้เส้นทางพระรามสองวิ่งไปจนสุดแล้วเลี้ยวซ้ายที่แยกวังมะนาว (ช่วงนี้สายไมล์ไปหลุดแถวๆนาเกลือซะงั้น….) จากนั้นวิ่งบนถนนเพชรเกษมไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงเขาย้อยก็ยูเทิร์นใต้สะพานเพื่อเข้าเส้นเขาย้อย-จะโปรง เส้นนี้ยาวประมาณ20กิโลเมตร ใครจะไปแก่งกระจานแล้วเบื่อทางตรงๆ แวะเข้ามาแรดเส้นนี้ได้เลยจ้า โค้งสวยให้แก้เซ็งมีหลายโค้งเลย

จากนั้นวิ่งมาทะลุเส้นบายพาส ท่ายาง(ที่ตัดมาจากปากท่อนะ) – วงเวียนเขากลิ้ง แล้ววิ่งมาถึงหนองหญ้าปล้อง เลี้ยวขวาเข้าไปสักสิบโล ก็มีทางแบบนี้ สายฝุ่นเห็นแล้วน้ำลายยืดๆเลย มีคลิปมาฝากกันนิดหน่อย

อ่อ ออกตัวไว้ก่อนนะว่าเส้นนี้ผมใช้งานมาหลายปีแล้ว คุ้นทางดีพอสมควรจ้า

เพื่อการรับชมภาพที่ชัดขึ้น กด HD เลยจ้า (ถ่ายมาที่720เอง)

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

บิดกันตาเหลือก กะว่าสายแน่ๆ ไปถึงอาสารออยู่บนศาลาแน่ๆ ที่ไหนได้…อาสายังไม่มา ก็เลยนั่งคุยกับพี่ๆชาวบ้านที่มาช่วยงานไปก่อน

จากนั้นสักเกือบๆชั่วโมง อาสาสมัครก็เดินทางมาถึง อาสากลุ่มนี้มาจากบริษัทหลักทรัพย์ไทยพานิชย์ มาถึงก็เชิญขึ้นศาลาแล้วสวด…เอ้ย มาพูดคุยกันว่าฝายคืออะไร ทำไมต้องทำฝาย แล้วฝายทำยังไง นี่ล่ะงานผม โม้กันทั้งๆชุดขี่มอไซค์แบบครึ่งท่อนนี่แหละ รองเท้าขออนุญาตไม่ถอด เพราะถ้าถอดก็ไม่ต้องคุยกันแล้ว สลบหมดแน่นอน

หลักจากคุยกันเรื่องทำฝายเสร็จแล้ว ทีนี้ก็ถึงคราวเดินทางเข้าไปจุดที่ทำฝายเพื่อลุยงานกัน งานนี้ผมก็เลยเนียนขี่รถเข้าไปด้วยซะเลย อิอิ

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

อ๊ะๆ ปกติจะไม่ร่ายสเปค แต่คันนี้คงต้องแจ้งสักหน่อย เพราะไม่ใช่รถยอดฮิต ข้อมูลอาจหาได้ยากสักหน่อย

ถึงที่แล้วก็ลุยงานครับ สร้างฝาย 1 ฝาย ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ทำบ้าง อู้บ้าง ตามอัธยาศัย อิอิ

หลังจากฝายเสร็จ ผมก็ไม่กลับเข้าวัด แต่เลี้ยวออกไปอีกทางเพื่อจะไม่ซ้ำทางเดิม และได้ทดสอบรถเพิ่มเติม

ระหว่างทางที่จะไปกินๆนอนๆกับเหล่าทะโมน ก็แวะส่องรูปบ้าง รูปถ่ายจาก sumsung gt 7.7 กากๆ โปรดอย่าถือสา

บางทีสถานที่ท่องเที่ยวดังๆ มันอาจไม่ฟินเท่าถนนสักแห่งที่มีแต่เราและอากาศดีๆ

วิ่งลงทุ่งบ้างให้ไอดินกลิ่นหญ้าโอบล้อมกาย

อยากลองเป็นสัปปะรดดูสักที

แถวทางไปแก่งกระจานก็มีมุมแบบนี้ด้วยนะ

ก่อนไปที่วังวนก็ขึ้นไปสันเขื่อนสักหน่อย แต่คนเยอะ ขี้เกียจถ่าย ได้มารูปเดียว๕๕

ไปถึงวังวน ทะโมนเขาก็ทำกิจกรรมเสร็จกันหมดละ ก็เข้าสู่ช่วงชิลๆ กินๆนอนๆ ถ่ายรูปตามอัธยาศัย ฟินๆกันในรูปแบบของทะโมน กลางคืนก็นั่งเมาท์มอยกันตามสภาพ ส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นคุยกันเรื่องมอเตอร์ไซค์๕๕

หลังจากปาร์ตี้ยามค่ำคืนของเหล่าทะโมนผ่านไปอย่างสนุกสนาน คืนนั้นก็ได้อาศัยเตนท์ของ Luny_Toon(อินดี้ไรเดอร์)ซุกหัวนอน ตื่นเช้ามาหวดข้าวต้มไปสี่ถ้วยแล้วก็ชิลๆจนสายก็หวดออกมาทำฝายต่ออีกวัน วันนี้เป็นอาสาสมัครทั่วไปที่รับสมัครมาจากหน้าเวปไซต์ครับ

รูปนี้คนถ่ายให้หล่อมากกกก

ระหว่างทางก็แวะถ่ายรูปอีกนิดหน่อย

ทำฝายต่ออีกสองฝายครับ

จากนั้นก็ไม่มีอะไร เสร็จงานก็บินเดี่ยวซัดยาวๆกลับกรุงเทพรวดเดียวจบ เติมน้ำมันจากเขาย้อยแล้วยาวมามีนบุรี เช้าอีกวันขี่จากมีนไปคลองสามเพื่อเอารถไปคืนก็ได้เปิดก๊อกสำรองที่หน้าศูนย์พอดีจ้า

เอาล่ะ คราวนี้มาว่ากันที่ตัวรถที่ยืมมาลองดูบ้าง

ขออนุญาตไม่ใช้คำว่ารีวิวนะครับ เพราะรู้สึกว่าผมมือยังไม่ถึงพอที่จะใช้คำว่ารีวิว เรียกว่ามาเล่าให้ฟังก็แล้วกัน

มาเจาะกันทีละจุดเลย ก็ขอใช้รูปถ่ายจากสภาพรถที่สมบูรณ์ก็แล้วกันนะ (ถ่ายที่ศูนย์คลองสาม)

ซ้าย

ขวา

หน้า

หลัง

ใกล้ๆเข้าไปข้างหน้าอีกหน่อย

ไหนดูหลอดไฟสิ!

ซูม(ตีน)เข้าไปๆ โห…หลอดโบราณมากกกกกกกกก ซึ่งทริปนี้ก็หลอดไฟขาดครับ เชื่อว่าจุดนี้ M Bike น่าจะเอาไปปรับปรุงให้เป็นหลอดที่ทันสมัยกว่านี้นะครับ

แถมการ์ดแฮนด์มาให้ด้วยนะจ๊ะ

ล้อหน้ากับวงล้อขนาด19นิ้ว

ด้านขวา

ดิสก์เบรคหน้า จากการทดลองใช้แบบเอนดูโร่ หวดหมดปลอก เอาอยู่สบายๆเลยจ้า

ปลอกยางกันฝุ่นแกนโช๊คหน้า

ระบบกันสะเทือนหน้าแบบเทเลสโคปิค คาดว่าเน้นทนมือทนตีน ๕๕๕ ความยาวเท่าไร แกนโช๊คเท่าไร ลืมถาม!!ขออภัย
เอาเป็นว่าผมลองใช้แบบโหดๆแล้ว โช๊คหน้ารับความบ้าพลังจากน้ำหนักร่างกาย 95 กิโลกรัมได้สบาย

เมื่อมากจากด้านหน้า ลองส่องเข้าไปที่เครื่องสักหน่อย

อะเปิดแฟลชให้ดูกันชัดๆ พรายน้ำสะท้อนแสงแว้บๆเลย

ดูตัวเครื่องกันชัดๆ เรียงครีบระบายความร้อนด้วยอากาศได้สวยงามพอใช้เลย เฟรมคู่ที่ยึดเครื่องก็ดูแน่นหนาดี

คันเกียร์หน้าตาแบบพื้น

ขาตั้งเดี่ยวแบบพื้นๆ พักเท้าคนขี่ด้านซ้าย ใช้งานได้ดีกับทางฝุ่นๆ

มาดมๆช่วงหลังกันบ้าง

ล้อหลังขนาด17นิ้ว

กันสะเทือนหลังให้กระเดื่องทดแรงมาด้วยจ้า เอาน้ำหนัก95กิโลกับสไตล์การขี่แบบขี่ควาย ควายตายคามือได้สบายๆ

ดิสก์เบรคหลังกับคาลิปเปอร์โนเนม แต่ก็ทำงานได้ดีไม่มีบกพร่อง

ปั้มเบรคหลัง

พยายามส่องโช๊คหลัง

พักเท้าคนซ้อนแบบเรียบง่าย

ปลายท่อมี มอก. ปั้มมาให้ชัดเจน…แต่จากการใช้งาน เสียงดังใช้ได้เลย ซึ่งก็เหมาะกับทางฝุ่นนะ เพราะว่าเสียงจะไปก่อนรถ ชาวบ้านที่กำลังจะขี่รอเครื่องสวนมาก็จะได้ยินเสียงเราก่อนเลย แต่ในเมืองถือว่าเสียงหนวกหูไปนิด แต่ก็ไม่มากมายอะไร

วนมาส่องชุดไฟท้ายกับแรคหลังกันบ้าง แรคดูแข็งแรงแน่นหนาดีจ้า



จากการใช้งาน ชุดหลัง…พบว่าโซ่มีแนวโน้มจะยืดไว ถ้าซื้อมาใช้งานอาจจะต้องหาเทียบเปลี่ยนน่าจะเหมาะกว่าจ้า

คราวนี้ก็วนมาส่องช่วงบนของตัวรถกันบ้าง

เรือนไมล์แบบพื้นๆแต่ก็มาพร้อมทริปไมล์ ก็สมกับเน้นใช้งานแบบเอนดูโร่ดี (ของจำเป็นเลยล่ะ) หน้าปัทม์ก็มีไฟแจ้งการทำงานต่างๆครบตามที่จำเป็น และแน่นอนไม่มีเกจ์วัดระดับเชื้อเพลิงจ้า

แผงคอพื้นๆไม่หวือหวา

แฮนด์ซ้ายกับประกับแบบพื้นๆ ซึ่งจะล๊อคเปิดไฟออกมาจากโรงงานเลย(ให้เป็นไปตามกฎหมาย) แต่หากอยากเอาออกก็แงะประกับเอาตัวล๊อคออกได้จ้า จากการใช้งาน รู้สึกว่านิ้วโป้งซ้ายป้อมๆของผมกดแตรยากไปนิดนึง อ่อ…มีตัวดิฟไฟสูงด้วยนะ แต่ลืมถ่ายมาให้ ขออภัย T_T

แฮนด์ขวาพร้อมประกับที่เรียบง่ายที่มีแค่ off-run กับปุ่มสตาร์ทมือ

มาส่องถังน้ำมันกันบ้าง

Pull up เลยจ้า

เสียบกุญแจเข้าไปแล้วบิดขวา

ตัวล๊อคก็จะหลุดให้เราหยิบฝาปิดถังขึ้นมา เวลาเติมน้ำมันผมก็วางไว้แถวๆไมล์นั่นแหละ ใกล้มือดี

คอถังหน้าตาแบบนี้

มาส่องเครื่องกันต่ออีกนิด

ระบบแบบโบราณที่เปิด-ปิดก๊อกสำรองได้ แต่ผมว่าแบบนี้แหละเชื่อถือได้มากกว่าเกจ์วัดน้ำมันอีก

คาบูเรเตอร์โนเนม ใช้งานได้ดีไม่เจออาการวอด

ส่องด้านขวาของเครื่องกันต่อ

ซูมเข้าไปที่แถวๆปลั้กหัวเทียน งานก็เรียบร้อยดี

ชุดพักเท้าคนขี่ด้านขวาพร้อมกับขาเหยียบเบรคหลัง ใช้งานได้ดีไม่มีติดขัดใดๆ

ส่องใต้เครื่องให้อีกนิดนึง

มาถึงจุดที่ผมประทับใจที่สุดในรถคันนี้ครับ

อ่านว่ายี่ห้ออะไรเนี่ย!!

ยางหน้าขนาด 90/90 – 19

ยางหลังขนาด 110/90 – 17

เอาล่ะ บทสรุปสุดท้ายสำหรับรถคันนี้ จากที่ได้อยู่กับมันมาสี่วัน ระยะทางประมาณ900กิโลเมตร….

กับราคาสี่หมื่นต้นๆ ผมว่ามันเป็นรถสไตล์เอนดูโร่ขนาดย่อมที่น่าสนใจไม่เลว โอเคว่า..งานโดยรวมเทียบกับปลาดิบไม่ได้ แต่ก็จ่ายในราคาเกือบๆครึ่งของปลาดิบในขนาดเครื่องยนต์เท่ากัน เทคโนโลยี่ที่ให้มากับเครื่องอาจจะด้อยกว่าปลาดิบก็จริง แต่ระบบที่ง่ายๆผมว่ามันก็ซ่อมบำรุงได้ง่ายกว่า ยิ่งเป็นคาบูเรเตอร์ผมก็ว่ายิ่งง่ายไปใหญ่สำหรับการซ่อมบำรุงในต่างจังหวัด เข้าร้านซ่อมตามหมู่บ้านที่ชำนาญก็น่าจะทำได้เกินครึ่งคัน ในราคาเท่านี้ มันก็มีดีของมันไม่น้อย

งานประกอบคันนี้รอยเชื่อมก็ไม่ขี้เหร่ (เจอแพนด้าบางคันเชื่อมเฟรมได้ขี้เหร่กว่า) แต่ก็เช่นกัน ก็ยังพบสิ่งที่พบในรถแพนด้าเช่นในขณะที่ทดสอบ สายไมล์หลุดออกจากดุมล้อหน้า(คาดว่าขันไม่แน่น) โซ่ยานไวไปนิด ก็พูดกันตรงๆว่า material science ของวัสดุบางชิ้นยังตามหลังปลาดิบอยู่บ้าง แต่หากมีความรู้ทางช่างสักหน่อยก็แก้ไขได้เองไม่ยาก

ตัวรถมีน้ำหนักเพียง 95 กิโลกรัม ทำให้ร่างหมีอย่างผมควบคุมรถได้ไม่ยาก ช่วงล่างตอบสนองในทางฝุ่นได้ดี เบรคทำงานได้ดี และที่ดีที่สุดคือยางชุดนี้ทำงานในทางฝุ่น+หินลอย+ดินโคลนบ้าง ได้น่าประทับใจทีเดียว เป็นไปได้ผมอยากทดสอบยาวๆว่าใช้งานทั่วไปแล้วยางชุดนี้จะมีอายุการใช้งานที่เท่าไร

การตอบสนองของเครื่องยนต์ อัตราเร่งช่วงต้นและปลายทำได้ดีในเกณฑ์ของเครื่องยนต์ขนาด150cc ความเร็วที่1-80มาได้สมตัว หลังจากนั้นก็ไหลไปปลายได้ประมาณ100 ในทางลาดชันก็ไต่ได้สบายๆตามสไตล์ของเครื่องยนต์และอัตราทดของรถประเภทนี้

เนื่องจากทริปนี้สายไมล์ขาดจึงไม่อาจทำการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้ แต่กะคร่าวๆว่า ถ้าหวดปมดปลอกในทางดำยาวๆก็ค่อนข้างสูบไว แต่หากเลี้ยงความเร็วเดินทางที่สัก80 ก็กินเท่าๆรถเครื่อง150คาบูทั่วๆไปนั่นแหละ

ส่วนความจุถังน้ำมันที่เคลมในโบรชัวร์ผมว่าไม่น่าจะตรงนะ ผมเติมน้ำมันที่เขาย้อย ทั้งๆที่ยังไม่ได้เปิดก๊อกสำรอง กดน้ำมันหอยรุ่นวีไป220บาท ในราคาประมาณลิตรละ37 บาท มันก็ได้เกิน5 ลิตรแล้วนา

เสียงท่อไอเสียหากเล่นรอบก็ถือว่าค่อนข้างดัง ซึ่งก็เหมาะสมกับทางแบบเอนดูโร่ หากมาวิ่งทางดำผมว่าดังเกินไปนิด

มิติของรถผมสูง175 วางเท้าสองข้างได้เต็มฝ่าเท้าสบายๆ แฮนด์ลิ่งการควบคุมผมก็ว่าโอเค แต่ถ้าจะเอามาใช้ส่วนตัวก็อยากเปลี่ยนแฮนด์หล่อๆให้มันสักอัน อิอิ

โดยรวมแล้วก็สรปุได้ประมาณนี้ จะละเอียดมากน้อยประการใดก็เขียนตามที่นึกได้และเท่าที่ภูมิรู้จะพึงมี

ขอบคุณสมาชิกทุกท่านที่ให้ความสนใจ โอกาสหน้าเจอะกันใหม่กับกระทู้เล่าความรู้สึกในการได้ลองขี่รถ

ขอบคุณมากครับ

อมยิ้ม17

บทความโดย สมัญตาชีวบุตร_omega_13

Comments

comments

SHARE :)