-=:+: RIDE NOW : The Volunteer Rider : riding a tender storm :+:=-

-=:+: RIDE NOW : The Volunteer Rider : riding a tender storm :+:=-

ก่อนที่จะเริ่มคุยกัน…ผมขออุทิศย่อหน้าแรกให้เป็นแนวคิดของหัวหน้าสืบ นาคะเสถียร บุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานอาสาสมัครของผม และเชื่อว่าหัวหน้าสืบก็ยังเป็นแรงบันดาลใจของหลายๆคนที่ได้อ่านย่อหน้านี้เช่นกัน ทั้งงานอาสาสมัครครั้งนี้ เป็นงานที่ผมได้มีโอกาสได้ทำบนพื้นที่ๆหัวหน้าสืบได้เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องเอาไว้ ทำให้งานครั้งนี้ยิ่งกลายเป็นการเติมเต็มพลังงานบางอย่างในตัวให้แปรมาเป็นพลังงานให้ผมเดินหน้าต่อไปในสิ่งที่ได้ลงมือทำไปแล้ว และจะทำต่อไป

การเดินทางครั้งนี้ ผมได้รับการสนับสนุนพาหนะในการเดินทางจาก บริษัทไทยซูซูกิ จำกัด คือ SUZUKI V-STROM 650 ABS จำนวน 1 คัน พร้อมน้ำมันเต็มถังครับ (หมดแล้วก็เติมเองจนจบทริป) นอกนั้นควักเองหมดครับ

กิจกรรมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก ปตท.สผ. ซึ่งจัดเป็นครั้งที่ 7 แล้วครับ

กระทู้นี้คือเรื่องราวของการเดินทางไปทำงานอาสาสมัคร และเรื่องราวเกี่ยวกับงานอาสาสมัคร และสุดท้ายก็ได้ถือโอกาสนี้ลองขี่รถที่ได้ยืมมาแล้วมาเล่าให้เพื่อนๆได้ทราบจากมุมมองส่วนตัวของผมว่า SUZUKI V-STROM 650 ABS คันนี้เป็นอย่างไรครับ เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกเป็นพวงเลยทีเดียว

ทำไมผมถึงเอางานอาสาสมัครมารวมกับกระทู้SRรถมอเตอร์ไซค์ คือปกติผมเป็นอาสาสมัครฝ่ายประสานงานกิจกรรมของ กลุ่มบ้านดินไทย เครือข่ายจิตอาสา และร่วมงานกับอาสาสมัครอีกหลายกลุ่ม ก็ทำกิจกรรมอาสาสมัครแทบทุกอาทิตย์อยู่แล้วครับ ทำงานนี้ในวันหยุดเสาร์อาทิตย์มาเกือบ 7 ปีแล้ว เดินทางไปกับรถของกิจกรรมบ้าง เดินทางไปเองบ้าง ขี่มอเตอร์ไซค์ไปเองบ้าง หลังๆก็มาทำเพจมอเตอร์ไซค์พันทิพอีก ไหนๆก็ไหนๆก็เลยเอามารวมกับกับกิจกรรมที่ชอบอีกอย่างซะเลย จะได้ไม่เสียเที่ยวครับ

ก่อนเดินทาง ก็ไปรับรถจากไทยซูก่อนเลยจ้า ได้สีขาวมา รถเกือบๆเดิม มีชิลหน้าแต่งแบบสองชั้นมาด้วย นอกนั้นก็เดิมๆจ้าให้

ไปขี่รถเที่ยวนี้ ลงทุนถอยบูทใหม่ด้วยเลย บอกตรงๆว่าเห็นแข้งอาจารย์บิ๊กซ์แล้วใจไม่ดี อิอิ ยังไม่ทันไปไหนเลย โดนไปครึ่งหมื่น (ผ่อนกับบัตรเครดิต 0%สามเดือน) คู่นี้ CR เด้อจ้า

เราเริ่มเดินทางออกจาก กทม กันประมาณ  8 โมงเช้าของวันที่ 28 พย. 57 ครับ

เดินทางด้วยถนนเอเซีย ผ่านอยุธยา อ่างทอง สิงค์บุรี แล้วเลี้ยวขวาเข้า อุทัยธานี ผ่านหนองฉาง ลานสัก จนถึงเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

ระหว่างทางก็ได้โอกาสในการลองขี่ว่าเจ้าพายุคันนี้ทำได้ดีแค่ไหน เราเดินทางด้วยความเร็วยืนพื้นที่ประมาณ 140 กม./ชม เร่งขึ้นไป160 บ้าง 180 บ้าง ตามสภาพการจราจร …ใช่ครับ เป็นความเร็วที่ค่อนข้างสูง ซึ่งเราก็ทำโดยหวังว่าจะได้ลองอะไรหลายๆอย่างกับเจ้าพายุ

ผลที่ได้ก็ตามคลิปครับ

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

จากนวนครถึงแวะกินมื้อสายที่แถวๆสิงค์บุรี

จากอัตราเร่งความเร็ว และความเร็วยืนพื้นประมาณในคลิป สัมภาระประมาณที่เห็น พร้อมเป้หลังอีก 1 ใบ น้ำหนักผู้ขี่ประมาณ95 กิโลกรัม เราได้อัตราสิ้นเปลืองของเชื้อเพลิงตามมาตรวัดตามภาพครับ

ส่วนรายละเอียดอื่นๆ และความรู้สึกต่างๆเมื่อได้ลองขี่ เดี๋ยว่ากันท้ายกระทู้เลยครับ

กลับมาที่การเดินทาง …

หลังจากทานมื้อสายกับไอดอล อิอิ

ก็มาเรื่อยๆอีกหน่อยนึง น้องเก้าของท่านแต๊กก็แจ้งเตือนว่าหิวแล้วๆ ก็แวะเติมน้ำมันที่ PT จุดพักชัยนาทแพ๊พนึง แล้วเราก็เดินทางต่อ จนมาถึงป้ายนี้ก็…จอดถ่ายรูปซะหน่อยจ้า

อ่ะๆ เดี๋ยวน้องเก้าจะน้อยใจ

กำลังจอดเล็งๆถ่ายรูปตาม คห 14…..เอ๊ะ นั่นรถนำขบวน ….เอ๊ะ รถตู้เป็นสิบคัน….

เฮ้ย ใช่แล้ว น้องๆตามผมกับแต๊กมาทันแล้วครับ แย่ละ เพราะงานคราวนี้ผมเป็นทีมสนับสนุนที่ควรถึงก่อนน้องๆที่ควรต้องถึงที่หมายก่อนน้อง

ยุ่งแล้วครับ ถ่ายรูปรูปเสร็จแล้วก็วิ่งตามขบวนไป แล้วผมก็ต้องไปแวะเติมน้ำมันที่อุทัยอีก…เด็กปั้มAECก็เติมละเมียดละไมเหลือเกิน(เข้าใจว่าน้องกลัวน้ำมันกระฉอกโดนสีรถ) กว่าจะเติมน้ำมันเต็มถัง กว่าจะนู่นนี่นั่น แถมพอเข้าถนนสายรองเราก็ไม่อยากทำความเร็วสูงเหมือนสายเอเซีย ผลก็คือไปตามขบวนทันก็ล่อไปนู่นเลย ที่ถนนลูกรัง 10 กท สุดท้าย ตามคลิปเลยจ้า

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

เมื่อน้องๆมาถึง ผมก็วิ่งไปดักที่รถแต่ละคัน พาน้องๆเอาของไปเก็บที่บ้านพัก จากนั้นก็เป็นช่วงกิจกรรมที่ให้พี่กับน้องได้สร้างความคุ้นเคยกัน…สำหรับผู้ที่ด้อยโอกาสในการมองเห็น สิ่งที่จะสื่อสารกับเขาได้ดีที่สุดก็คือ..เสียง…เสียงเพลง

ดนตรีเป็นภาษาสากลอย่างแน่นอนที่สุดครับ น้องๆเก่งกับการร้องเล่นและคุ้นเคยกับกิจกรรมทำนองนี้ดีอยู่แล้วล่ะ จากนั้นก็เป็นช่วงที่ให้พี่ๆได้เลือกอย่างสมัครใจว่าอยากดูแลน้องคนไหนครับ

อ่อ…

น้องที่มาร่วมกิจกรรม มีทั้ง…

บอดสนิท

บอดเลือนราง

บอดพิการซ้ำซ้อน

ดังนั้น พี่ต้องสมัครใจและเลือกเองครับว่าจะดูน้องคนไหนไหวไม่ไหว

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
เมื่อพี่กับน้องได้เจอกันแล้ว ก็สร้างความคุ้นเคยกันให้สนิทกว่าเดิม…แน่นอน ดนตรีทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุด

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

จากนั้น ก็เปลี่ยนสถานที่ออกไปท่ามกลางธรรมชาติกันบ้าง….ตาพี่ๆโดนบ้างแล้วครับ๕๕๕

ถึงสายตาจะมองไม่เห็น แต่น้องก็รับรู้ถึงความสนุกได้ด้วยหัวใจครับ

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

พี่กับน้องได้รู้จักกันแล้ว วันแรกในช่วงบ่ายเราก็เริ่มกิจกรรมกันเลยครับ ด้วยการพาน้องไปเรียนรู้เรื่องราวตามฐานต่างๆกัน

ฐานแรกที่น้องกลุ่มผมได้ไปก็เป็นฐานนกเงือก อย่างที่เห็น… สายตาไม่ได้กีดขวางจินตนาการแต่อย่างใด

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

ลืมบอกไป กระทู้นี้คลิปจะเยอะหน่อยนะครับ เนื่องจากผมไม่ได้เอากล้องDSLR ส่วนตัวไป เลยใช้กล้องวีดีโอติดหมวกในการถ่ายทอดความรู้สึกและบรรยากาศของกิจกรรมแทน ส่วนภาพนิ่งก็อยากเอามาลงเหมือนกัน แต่เพจที่จัดกิจกรรมนี้เขายังไม่โพสต์เลยไม่รู้จะไปเอามาจากไหน แง่งๆ

ฐานต่อมา เป็นฐานเกี่ยวกับการทำงานของเจ้าหน้าที่กรมอุทยานเมื่อต้องเข้าไปปฏิบัติราชการลดตระเวณคุ้มครองป่าในพื้นที่รับผิดชอบครับ

สาวน้อยตุ้ยน้อยคนนี้ชื่อน้องเกรสครับ เห็นแบบนี้นะเวลาเดินนี่บ่นแอดแอ่ดๆ แต่ถ้าให้ร้องให้เต้นล่ะก็ พลังงานนิวเคลียร์เลยล่ะ

ฐานต่อมา เป็นกิจกรรมพาน้องไปเรือนรู้ในอาคารมรดกโลก ส่วนมากเป็นตัวหนังสือ พี่ๆก็ต้องอ่านให้น้องฟังครับ

ฐานสุดท้ายของวันแรก เรียนรู้เกี่ยวกับเจ้าถิ่นของห้วยขาแข้ง

คั่นเวลาแปบ

หลังจากครบทุกฐาน ก็ได้เวลารับประทานอาหารเย็นร่วมกัน แต่ก่อนนั้นผมก็แว้บพาเจ้าพายุไปถ่ายรูปเล่นมานิดนึง อิอิ

หลังจากทานข้าวเย็นกันแล้ว ก็พาน้องๆไปส่งเข้านอน ส่วนผม…มาลองไฟกันดีกว่า

ไฟต่ำ


ไฟสูง


ใช่ส่องสัตว์ได้ด้วยนะเออ!!


กลางคืนผ่านไปอย่างเงียบสงบประสาเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า…

เช้ามา ก็แหกขึ้ตาไปถ่ายรูปเล่นก่อนเลยจ้า

ก้มๆเงยๆอยู่แถวๆโป่งช้างเผือกสักพักก็ได้ยินเสียงแปลกๆ ตาแต๊กก็ถามว่าเสียงไรพี่ ตอนแรกมันก็แหลมๆก็เลย เออ หมูป่าแหละ พอหลังๆเสียงมันแหลมน้อยลง กังวานมากขึ้น เชิงขู่คำรามมากขึ้น…เออ ใช่ละ พี่แมวตัวใหญ่นี่หว่า….เผ่นสิคร้าบบบบ

ไอดอลเราก็แหกขี้ตาตามมาด้วย

วันที่สองสำหรับกิจกรรม หลังจากทานมื้อเช้ากันแล้ว ก็เป็นกิจกรรมพาน้องๆไปเดินป่าศึกษาธรรมชาติในเส้นทางเขาหินแดงที่อยู่หลังเขตฯครับ รวมระยะทางไปกลับก็ประมาณ 6 กิโลเมตร ด้วยความเร็วแบบย่องๆก็ใช้เวลากันทั้งวันเลยล่ะ

จากนั้นก็เข้าสู่โซนจิตวิญญาณ เพื่อพาน้องๆไปทำความรู้จักกับหัวหน้าสืบกันก่อน


คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
วิทยากรประจำเขต เล่าเรื่องพี่สืบให้น้องๆฟัง

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
ไปบ้านหัวหน้าสืบกัน

น้องๆเขียนถึงหัวหน้าสืบ T_T

คิดถึงหัวหน้าสืบ

ทีนี้ก็ได้เวลาเข้าเทรลกันแล้ว

อ๊ะ ก่อนเข้า น้องก็ขอคร่อมเล่นสักหน่อยนะพี่นะ

จุดนี้เล่าถึงเจ้าหน้าที่ๆเสียสละชีวิตปกป้องป่าผืนนี้เอาไว้ และหลังจากการสูญเสียเหล่านั้น หัวหน้าสืบได้ประกาศว่า จะต้องไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนตายในห้วยขาแข้งอีกแล้ว ถ้ามีก็ต้องเป็นผม….หลังจากหัวหน้าสืบจากไป ห้วยขาแข้งก็ไม่เคยต้องสูญเสียเจ้าหน้าที่จากการปฏิบัติหน้าที่อีกเลย….

ถ่ายรูปหมู่ปากทางเข้าเทรลสักรูปนึงก่อน


เข้าไปข้างในกัน ระหว่างทางเจ้าหน้าที่จะก็อธิบายถึงต้นไม้บางชนิด รอยเท้าสัตว์ป่า ประมาณนั้น

ฉันจะเป็นตา…ให้เธอเป็นใจ

เราร่วมเดินกันไป เป็นทั้งใจ เป็นทั้งตา

มาถึงโป่งดินละ

น้องเกรสแอบชิมดินโป่ง…เค็มจุงเบย

เหนื่อยก็แวะพัก


“ผมมีเจตนาที่จะฆ่าตัวเอง โดยไม่มีผู้ใดเกี่ยวข้องในกรณีนี้ทั้งสิ้น”

ประมาณตีสี่ของวันที่ 1 กันยายน 2533 เสียงปืนที่ดังขึ้นจากบ้านพักหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งดังขึ้นและเงียบไปกับเสียงสายธารข้างบ้าน เหมือนเสียงปืนนัดอื่นๆที่เป็นเรื่องธรรมดาในราวป่ามืดทึบแห่งนี้

สี่เดือนก่อนหน้านั้นรัฐมนตรีคนหนึ่งได้ไปตรวจพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี ได้รับการบอกเล่าจากบริษัททำไม้ว่ามีการลักลอบตัดไม้ที่ห้วยขาแข้ง สืบรู้ดีว่าเป็นการกลั่นแกล้งเขา สืบถูกเรียกพบที่กรุงเทพฯ เขาเตรียมข้อมูลอย่างดีเพื่อชี้แจงว่าเป็นการทำไม้นอกเขตห้วยขาแข้ง และชาวบ้านแอบไปตัดโดยมีผู้มีอิทธิพลในอำเภอลานสักหนุนหลัง สืบพยายามที่จะอธิบายถึงปัญหาอันยุ่งยากที่เขาและลูกน้องต้องประสบ แต่เขาไม่มีโอกาสชี้แจงเพียงแต่ได้รับคำบอกสั้นๆว่า “คุณต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม”

“ผมทำงานหนักกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว นอกจากว่าท่านจะยืดเวลาหนึ่งวันให้ยาวไปกว่านี้ และผมไม่อาจบอกคนของผมให้ทำงานหนักกว่านี้ได้อีกแล้ว สัปดาห์ที่ผ่านมาพวกเขาแทบจะไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลย”

ต้นทุนชึวิตของสืบในการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่า ทั้งประสบการณ์ในการเติบโตมากับธรรมชาติในวัยเด็ก ความเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของข้าราชการที่ซื่อสัตย์ นิสิตวนศาสตร์ผู้ขยันหมั่นเรียน การเริ่มชีวิตป่าไม้ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียว—เขาชมภู่ การทุ่มเททำงานวิชาการเรื่องสัตว์ป่ามากมายในประเทศไทย โดยเฉพาะผลงานการเป็นหัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลาน การทำงานเคลื่อนไหวคัดค้านเขื่อนน้ำโจน เขื่อนแก่งกรุง เขื่อนเหวนรก และการสัมปทานทำไม้ที่ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งรวมถึงการขอประชามติไม่สนับสนุนให้มีการทำสัมปทานไม้ครั้งนี้ที่มีผู้ลงชื่อนับหมื่นคน หลายครั้งในเวทีสาธารณะผู้คนรู้จักคำพูดจากใจเขาที่ว่า

“ผมขอพูดในนามสัตว์ป่าทุกตัว”

ทุนชีวิตของการอนุรักษ์ทั้งหมดได้นำมาทำงานในตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2532

สืบเคยพูดไว้ว่า “ถ้าเรามีพื้นที่ป่าที่ดีที่สุดคือห้วยขาแข้ง แล้วเรายังไม่รักษา แม้แต่กรมป่าไม่เองก็ยังไม่สนใจรักษา ก็อย่าหวังว่าจะรักษาที่อื่นให้รอดได้”

แปดเดือนของหัวหน้าสืบที่ทำงานหนักในการทำงานปกป้องสัตว์ป่า ปัญหาความยากจนของชาวบ้านที่อยู่ขอบป่าที่เป็นรากสำคัญของการเข้าไปล่าสัตว์ตัดไม้ ร้านอาหารสัตว์ป่ารอบห้วยขาแข้งมีอาหารสัตว์ป่าไว้บริการลูกค้าทั้งปี มินับรวมการค้าเขากระทิง ควายป่า และซากสัตว์อื่นๆ ปัญหาอิทธิพลและการคอรัปชั่นภายในสังกัดของเขา และอิทธิพลจากนายทุนร่วมกับข้าราชการในพื้นที่ ระหว่างการทำงานที่นี่ลูกน้องหัวหน้าสืบถูกพรานยิงตายไปถึงสองคน  สืบเดินทางประสานงานทั่วทิศเพื่อขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆเพื่อปกป้องป่า ทำงานเผยแพร่ความรู้กับเด้กและเยาวชนรอบป่าด้วยตัวเอง วิ่งเต้นหาแหล่งทุนส่วนตัวเพื่อเป็นสวัสดิภาพสวัสดิการให้เจ้าหน้าที่ นำเสนอผลักดันแนวคิดเรื่องป่ากันชนป่าชุมชนให้ชาวบ้าน

สืบทำทุกอย่างตั้งแต่เช้ายันค่ำ บางครั้งเที่ยงคืนเขายังอุตสาห์ขับรถจากในเมืองเข้ามาในป่า ตื่นเช้ามืดมาเขียนเอกสารที่คั่งค้างไว้ พอรุ่งสางก็ขับรถออกไปตามโรงเรียนบรรยายให้นักเรียนฟังต่ออย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

“จะไม่มีใครต้องตายในเขตห้วยขาแข้ง ถ้ามีก็ต้องเป็นผม”

สืบเคยประกาศความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยว แต่ในช่วงเวลานั้นการอนุรักษ์ป่าและการทำงานหนักแบบหัวหน้าสืบดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งที่สังคมไทยและวงการราชการคุ้นเคย เจ้าหน้าที่ห้วยขาแข้งยังต้องพบกับการล่าสัตว์ มีหัวค่างหลายหัว พร้อมปลอกกระสุนที่ใช้ เจ้าหน้าที่ที่ลาดตระเวนตามคำสั่งก็ถูกลอบยิงที่ลำห้วยขาแข้ง สืบโมโหมากถึงกับตะโกนออกไปว่า

“ถ้าจะยิงลูกน้องกู มายิงกูดีกว่า”

สืบรู้ว่าเสียงตะโกนก้องจากพงไพรของเขามันไม่ได้ยินไปถึงไหนในความมืดของสังคมไทย แสงเทียนที่สืบจุดหน้าบ้านเพื่อเขียนรายงานวิชาการเสนอให้ป่าแห่งนี้ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลกน่าจะเป็นแสงสว่างเดียวของการอนุรักษ์ป่าผืนนี้ หลังจากงานชิ้นสำคัญชิ้นนี้เสร็จลง สืบรู้ตัวดีว่าสักวันเขาอาจจะถูกยิงตายจากการบงการของผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย สักวันลูกน้องของเขาต้องถูกยิงตายอีกอย่างไร้ค่าเพราะไม่มีใครสนใจ สืบไม่ใช่คนกลัวตายแต่ทนไม่ได้ที่ลูกน้องเขาต้องตายไปต่อหน้าโดยที่เขาไม่อาจทำอะไรได้ เขาเคยปรึกษาแม่ว่าจะลาออกและไปบวช แต่เขาก็ไม่ลาออก การลาออกเป้นการทรยศต่อตัวเอง ทรยศต่อห้วยขาแข้ง และทรยศต่อลูกทีมของเขา แต่การมีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่สามารถทำให้ความมุ่งมั่น ความเชื่อของเขาเป็นจริงได้

สืบ นาคะเสถียร เป็นคนไม่เคยทรยศต่อหลักการและความมุ่งมั่นของตนเอง บางทีการตั้งใจฆ่าตัวตายอาจเป็นเพียงหนทางเดียวที่ทำให้ความฝันของเขาเป็นจริงขึ้นมาได้

กว่ายี่สิบปีที่ผ่านมาเสียงตะโกนจากพงไพรของเขาก้องกังวาน จากเสียงปืนนัดนั้น บัดนี้ธงของการอนุรักษ์ได้ปักแน่นอย่างมั่นคงในสังคมและประเทศไทย พวกเรายังคงจุดเทียนต่อกันเพื่อส่องแสงเป็นกำลังใจให้กันและกัน รำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนวันนั้น เพื่อร่วมกันประกาศการสืบทอดเจตนาร่วมกันอย่างไม่รู้จักจบสิ้น……ขอพวกเราทุกคนเดินผ่านกาลเวลาเพื่อบอกกับสืบนาคะเสถียรว่า ภาพฝันของเขาจะดำรงค์อยู่สืบไป

ศศิน เฉลิมลาภ
เขียนเมื่อ 14 สิงหาคม 2554

มาๆมาว่ากันต่อ

บางที การที่น้องพิการบอดสนิท ก็ใช่ว่าจะต้องจูงกันตลอดเวลานะครับ ปล่อยให้น้องได้เรียนรู้เองบ้าง แต่เราก็ต้องคอยดูอย่างใกล้ชิดอย่างในคลิปนี้ครับ ในคลิปนี้น้องอยากเดินเอง เราก็ใช้เสียงนำทางให้ แล้วผมก็คอยเตรียมคว้าอยู่ข้างหลัง

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

ก่อนจะสุดเทรล เป็นช่วงของการข้ามสะพานที่สร้างจากไม้สามท่อนครับ ตรงนี้อาสาสมัครและพี่เลี้ยงอาสาสมัครจะพลาดไม่ได้เลยทีเดียว

เสร็จสิ้นภารกิจพาน้องเดินป่าแล้ว ก็ถึงช่วงที่เด็กๆรอคอยกันมาทั้งวันครับ เราได้รับอนุญาตจากครูที่ดูแลน้องให้พาน้องลงเล่นน้ำได้ครับ

….เล่นน้ำ….

คำๆนี้ธรรมดามาก…สำหรับคนปกติ

แต่สำหรับน้องพิการทางสายตาแล้ว น้องแทบไม่มีโอกาสเหล่านี้เลยนะครับ เพราะต้องดูแลใกล้ชิดจริงๆและมีจำนวนพี่เลี้ยงดูแลมากพอน้องถึงจะมีโอกาสแบบนี้ได้ สำหรับคนพิการทางสายตาแล้ว หากตกน้ำ…ส่วนมากไม่มีรอดครับ

มาดูรอยยิ้มของน้องๆกันครับ

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

หลังจากพาน้องเล่นน้ำกันจนนิ้วเหี่ยวแล้ว พี่ๆก็พาน้องกลับไปส่งบ้าน จากนั้นก็ถึงเวลาผ่อนคลายของพี่ๆ ผมก็นะ…ถ่ายรูปรถเล่นไปเรื่อยเปื่อย

หลังจากพักผ่อนกันแล้ว ก็มีกิจกรรมภาคกลางคืนกันนิดหน่อย แต่ไม่ได้ถ่ายมาเพราะ….ในกิจกรรมใช้แสงน้อยมาก เลยไม่รู้จะถ่ายยังไง

ทำไมถึงใช้แสงน้อย…คือ..แสงมากแสงน้อยก็ไม่ค่อยมีผลกับน้องหรอกครับ พี่อาสาก็ถือไฟฉายกันคนละอันพอละ ๕๕

ตื่นเช้ามาก็อะ แต่งตัวมาขี่แล้วถ่ายรูปเล่นให้เห็นมิติอื่นๆของรถคันนี้อีกหน่อย

ช่วงสุดท้ายของกิจกรรม ก็เป็นช่วงฟรีสไตล์ครับ เราปล่อยให้น้องๆเลือกเรียนรู้สิ่งที่อยากเรียน แล้วก็มีโพสต์การ์ดให้น้องเขียนคนละใบ แล้วแต่ว่าน้องอยากจะเขียนถึงใคร

น้องๆอยากลองกล้องดูนก

อยากนอนเปลเล่น

นั่งเล่นบนสนามหญ้าท่ามกลางแดดอุ่นๆ

งานนี้….จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาดหนึ่งบุคคลสำคัญสำหรับงานนี้ไปสักคน…พี่ต้น Naturecamp ขอบคุณที่ให้โอกาส Volunteer Riders มาร่วมกิจกรรมดีๆครับ

โพสต์การ์ดของน้อง

ก่อนจากกัน พี่ๆก็ชวนน้องร้องเพลงที่พี่ต้น(ทวยเทพ)แต่งให้ค่ายนี้โดยเฉพาะ

ชื่อเพลงน้องก็เป็นคนเสนอแล้วช่วยกันเลือกนะครับ

เธอเป็นตา ฉันเป็นใจ

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
ปิดท้ายด้วยน้องมาร้องเพลงขอบคุณพี่ๆครับ คลิปนี้ผมไม่สามารถถ่ายเองได้ เนื่องจาก…..ก็เลยต้องไปดูดคลิปของอาสาสมัครท่านอื่นมาลงให้ชม

จากนั้นก็ทานมื้อเที่ยงด้วยกัน แล้วส่งน้องขึ้นรถ พี่ๆอาสาส่วนหนึ่งก็ขึ้นรถไปส่งน้องที่โรงเรียนด้วย ก็เป็นอันปิดทริปกันไป

ผมขอใช้รูปนี้ปิดกิจกรรมนี้ก็แล้วกันครับ

เอาล่ะ กลับมาส่วนของรถคันนี้กันบ้าง ทั้งหมดเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผมที่ใช้ลองใช้มันตลอด 5 วัน ในทางหลายๆแบบ เป็นระยะทางรวมกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร

ก่อนอื่น ไปเจาะแต่ละส่วนกันก่อน

เนื่องจากคันที่ยืมมา ตอนไปรับก็รีบ ตอนไปส่งก็รีบ(เพราะมีสื่ออื่นมารอรับรถต่อ) ก็เลยขอถ่ายรายละเอียดจากคันที่จอดที่คลองสามนะครับ

ด้านซ้าย

ด้านขวา

ด้านหลัง

ดิสก์เบรกหน้า4พอร์ท พร้อม ABS

ปั้มเบรก Tokico

ล้อแม๊กซ์สำหรับจาก tubeless

ล้อหน้าเส้นผ่าศูนย์กลาง 19 นิ้ว รัดมาด้วยยางขนาด110/80 ยี่ห้อ Bridgstone

หน้ากากแฟริ่งพร้อมโคมไฟหน้า

เจาะเข้าไปใกล้ๆ

ไฟเลี้ยวหน้า

กระจกมองข้าง

แว้บขึ้นมาดูช่วงแฮนด์

ฝาถังแบบพื้นๆ

เรือนไมล์

แผงคอบน

ประกับซ้าย มีไฟผ่าหมากมาแปะไว้ด้วย

ประกับขวา

มาดูแผงหม้อน้ำกันบ้าง

แตรมาแอบอยู่หลังแผงหม้อน้ำ

ด้านซ้ายของเครื่องยนต์สูบวี 645cc

พักเท้าขวาและคันเกียร์ เรียบๆแต่สวยงาม

รถโชว์มีขาตั้งคู่มาด้วย ซื่อเพิ่มก็4,500(ถ้าจำไม่ผิด)

ก้มลงไปเยอะหน่อยจะเห็นตำแหน่งของเลขเครื่องด้วย

เฟรมแบบชัดๆ

ถอยมาดูชุดล้อหลังกันบ้าง อาร์มหลังมาแบบเรียบๆ ดูแข็งแรงบึกบึน

ขนาดสเตอร์และโซ่ ยี่ห้อ Sunstar

ข้อมูลแนะนำ

ล้อแม็กซ์เส้นผ่านศูนย์กลางหลัง17นิ้ว ความกว้าง 4 นิ้ว

ขนาดยางหลัง150/70

แน่นอน กันสะเทือนหลังแบบกระเดื่องทดแรง

ซับแทงค์ซ่อนไว้ตรงนี้

ปรับแข็งอ่อนของสปริงพรีโหลดได้

ลายยางหลังงามๆ

ดิสก์เบรกหลัง ยี่ห้อNissin พร้อม ABS

ส่องใต้ชุดบังโคลนหลังสักหน่อย

ชุดไฟท้าย

คอท่อไอเสียและตัวเครื่องด้านขวา

ปลายท่อไอเสียอยู่สูงกว่าคู่เปรียบ

พักเท้าผู้คนขี่และแป้นเบรกหลัง

ตาแมวดูระดับน้ำมันเครื่อง ใช้น้ำมันเครื่อง2.4 ลิตร

เปิดดูใต้เบาะกันบ้าง ช่องเก็บเอกสารก็มีเนื้อที่พอสมควรเลย

แบตเตอรี่และรีเลย์ต่างๆ

ฟิวสำรองที่ให้มา

กุญแจแบบธรรมด๊าาาาธรรมดาสองดอก

ชุดเครื่องมือที่แถมมาใต้เบาะ

และแน่นอนที่สุดที่ต่างจากคู่เปรียบทุกคัน..คือ!

บทสรุปของผมสำหรับ SUZUKI V-STORM 650 ABS

ซูทำคันนี้ออกมาเป็นทัวร์ริ่งแอดแวนเจอร์ได้ดีสมใจ ทางดำก็ดีอัตราเร่งตามคลิปก็ไต้ขึ้น180ได้ไม่ยากนัก 140นี่แปบๆมา ทำให้ใช้งานบนถนนหลวงได้สบายไม่โดนสิบล้อไล่จิ้มเอาแน่นอน(เว้นรถไทยรัฐ)

มิติของรถทำออกมาค่อนข้างยาว แต่กลับแปลกที่เข้าโค้งไม่ลำบากเลย ถือเป็นรถที่พับโค้งง่ายคันนึงเลยล่ะ อาจเป็นเพราะขนาดหน้ายางที่ให้มาเล็กกว่าคู่เปรียบในพิกัดเดียวกัน ยางชุดนี้ทำงานได้ดีบนทางดำ แต่ดีพอใช้งานได้ในทางแดง

ผมสูง175cm ขึ้นคร่อมแล้วก็เขย่งครึ่งเท้า แต่พอแมวน้ำที่บ้านมาซ้อนก็วางได้เต็มเท้าพอดี อิอิ

ท่านั่งและฟิลลิ่งการควบคุมรถทั้งหมด เทียบกับคู่เปรียบที่ผมเพิ่งได้ลองใช้งานมา เทียบเลยว่าคันนี้เหมือนหนุ่มใหญ่ที่เจนโลกมาพอตัว ท่านั่งหลังตรงเบาะใหญ่เต็มก้นขี่แล้วไม่เมื่อย เครื่องยนต์ถ่ายทอดพลังออกมากระชับแต่นุ่มนวล อัตราเร่งสมูทดีมาก กับคู่เปรียบ ต้นและกลางอาจไม่กระฉูดเท่า แต่กลางไปปลายผมว่าคันนี้ไหลดีกว่า

ข้อเสียที่พบคือหลัง180ไปแล้ว หน้าเริ่มลอยนิดๆ แต่กดแฮนด์เพิ่มอีกหน่อยก็เอาอยู่

เบรคหน้าทำงานได้ดี เบรคหลังทื่อไปนิดนึง แต่ใช้รวมกันก็ยังถือว่าทำงานได้ดี

ไฟหน้าสว่างดีมาก!!

กันสะเทือนหน้าหลังให้มาเหมาะสมกับการใช้งานของรถคันนี้ ใช้ความเร็วบนทางหลวงก็ไม่ยวบยาบ ลงทางแดงก็ตอบสนองได้ดี ในทางแดงแล้วคันนี้ค่อนข้างจะเหนือคู่เปรียบเล็กน้อย ถึงกันสะเทือนหน้าจะเป็นเทเลสโคปิคขนาด43mmที่อาจไม่เข้าตาหลายคน แต่หากลงทางแดงแล้วก็ถือว่าตอบโจทย์เรื่องการเน้นความทน ความเหนียวในสไตล์คนบ้า

ชุดเรือนไมล์ ดีกว่าคู่เปรียบในจุดที่มีไฟบอกเกียร์มาให้ด้วย trip A B พร้อมการคำนวนอัตราสิ้นเปลืองเขื้อเพลิง

การใช้งานในเมือง แม้คันจะใหญ่ แต่การออกแบบสมดุลที่ดี แม้จะมีน้ำหนักตัวที่ 214 kg ไล่เลี่ยกันคู่เปรียบ มุดไม่ยากอย่างที่คิด ถ้าเทียบกับคู่เปรียบเรื่องการมุดในเมือง กลายเป็นว่าผมชอบคันนี้มากกว่า

อัตราสิ้นเปลือง ผมใช้ความเร็วเดินทางตามที่เห็นในคลิปก็พบว่าถังนึงวิ่งได้ระยะทางเฉียดๆ300ได้สบายกับความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาด20ลิตร

รถคันนี้น่าจะเหมาะกับ…ผู้ขับขี่ที่เป็นหนุ่มกลางๆแล้วขึ้นไปที่ต้องการความสมูท สบาย ขี่แบบเรื่อยๆใจเย็นๆ แต่ถ้าต้องการทำเวลาก็สนุกกับมันได้

สิ่งที่ได้เปรียบคู่เปรียบในเวลานี้จุดหนึ่งอย่างทันทีก็คือ คันนี้ให้แรคหลังมาพร้อมเลยจ้า ในขณะที่คู่เปรียบยังต้องรอนะจ๊ะ

บทความโดย สมัญตาชีวบุตร_omega_13

 

Comments

comments

SHARE :)