[RIDE NOW] The Magic of Legend : With Royal Enfield

[RIDE NOW] The Magic of Legend : With Royal Enfield

เค้าล้อเล่นคำเตือน!!!  ก่อนรับชมกระทู้นี้ โปรดตรวจสอบว่าอุปกรณ์ของท่านได้เชื่อมต่อ WiFi แล้ว เค้าล้อเล่น

 

อมยิ้ม17กราบสวัสดีพี่น้องสมาชิกพันทิปทุกท่านขอรับ อมยิ้ม17

กว่าสองปีที่ผ่านมา…ข่าวคราวในวงการสองล้อแห่งแผ่นดินสุวรรณภูมิ ได้เลื่องลื่อถึงการจะเข้ามาของมอเตอร์ไซค์ที่นับว่าเป็นแบรนด์อมตะแห่งประวัติศาสตร์ของวงการมอเตอร์ไซค์ จนเมื่อช่วงก่อนงาน touratech ปีก่อน ข้อมูลต่างๆจากหลายแหล่งได้สรุปชัดเจนถึงการบุกตลาดสองล้อบ้านเราของตำนานที่ยังคงดำเนินอยู่ถึงปัจจุบันนี้ และทุกอย่างได้ประจักษ์ชัดเจนในที่สุดเมื่องาน motor expo ครั้งล่าสุด ได้มีการเปิดตัวอย่างชัดเจน พร้อมราคาที่สร้างกระแสโครมครามสะเทือนวงการ นำไปสู่ยอดจองที่ถือได้ว่าถล่มทลาย

แน่นอนว่า ผมกำลังพูดถึงมอเตอร์ไซค์ยี่ห้อหนึ่งที่ผ่านร้อนผ่านฝนมาแล้วกว่า115ปี…

ใช่ ผมกำลังกล่าวถึง Royal Enfield (รอยัล เอนฟิลด์)

“Royal enfield made like a gun goes like a bullet….” คือนิยามที่ใช้กล่าวขานถึงเจ้าสองล้อที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนี้

จริงเท็จอย่างไร….ตามมาสิ เดี๋ยวจะเหลาให้อ่าน

ที่ไปที่มาของกระทู้นี้ ก็อย่างที่เข้าใจกัน ว่าไอ่คนคนเขียนก็ร่ำๆอยากจะลอง อยากจะขี่เจ้า RE นี้มากมายก่ายกอง เทียวไล้เทียวชื่ออยู่กับตัวแทนอยู่หลายเดือน เรียกได้ว่าตื้อจนเขาเชิญไปนั่นแหละ๕๕๕

วันหนึ่งวันนั้น สายวันพฤหัสที่อากาศยังเย็นสดชื่นอยู่ สื่อมอเตอร์ไซค์สายซิ่งก็ได้ไปรวมตัวกันที่นี่

คุณอรุณ โกปาล ประธานฝ่ายธุรกิจต่างประเทศของRE ให้เกียรติมาคุยกับเรื่องที่เราจะทดลองขี่กันในวันนี้

หน้าตาพี่น้องสื่อมอเตอร์ไซค์ที่ไปร่วมงานในวันนั้น

หลังจากเหลากันพอเป็นพิธี ก็มาลุ้นว่าช่วงเช้านี้จะได้ควบขี่คันไหน ฮี่ๆๆ

สรุปช่วงแรกได้ลอง Continental GT 535 cc จ้า

หลังจากขี่ได้ระยะทางประมาณหนึ่ง ผ่านโค้งคดเคี้ยวหลากหลายจนพอจะจับอารมณ์เจ้า Continental GT 535 cc ได้ ก็ถึงเวลาเปลี่ยนรถกัน เลยได้มาต่อกับเจ้า Classic 500 cc

เบื้องหลังการถ่ายทำ

พี่น้องสายสื่อมอเตอร์ไซค์นี่บอกเลยว่าน่ารักนิสัยดีทุกคน

กระทู้นี้รูปจะไม่เยอะนะ เพราะรูปส่วนมากไม่ได้ถ่ายเอง  (คือถ้าถ่ายเองก็จะโม้ตามภาพเยอะหน่อย อิอิ)

อย่างรูปเนี้ย โอ้ยยยย ถ่ายเองไม่สวยงี้หร๊อกกกกก (สังเกตรูปไหนไม่สวย นั่นแหละถ่ายเอง๕๕)

มาเจาะกันทีละคัน… เริ่มจาก Continental GT 535 cc กันก่อนโลด

ตามประเพณีนิยม(ของผมเอง) มาจะกล่าวบทไปว่า

ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ…ฉันใด

ไฟหน้าก็เป็นหน้าตาของมอเตอร์ไซค์…ฉันนั้น

แน่นอนว่าสำหรับแนวคลาสสิคกับไฟหน้าแบบกลม 12V H4 60 / 55 W เป็นอะไรที่เข้ากันที่ซู๊ดดดดดดดดกับเจ้าวินเทจคาเฟ่เรซเซอร์

ไฟเลี้ยวทรงเกือบๆจะเหลี่ยมขนาดกำลังดีไม่ใหญ่มากและไม่เล็กไป จุดยึดดูเรียบร้อยดี

แผงคอแบบนี้ ดูยังไงก็ต้องหมอบกันหน่อย แต่ขี่จริงก็ไม่เมื่อยมากนะ (หรือยังขี่ไม่ไกลพอ…)

เบ้าและรูกุญแจมาแบบเรียบๆไม่หวือหวา แต่ก็ดูเรียบง่ายเข้ากับความเป็นคลาสสิคดี

การแสดงผลต่างๆ ในส่วนของความเร็วเป็นมาตรวัดแบบเข็ม ดูได้ทั้งกิโลเมตรและไมล์ในเรือนเดียว แอบร่วมสมัยด้วยจอLCDขาวดำแจ้งระยะทาง ส่วนของวัดรอบเครื่องก็มาแบบเข็มเช่นกัน ชอบนะ ดูง่ายๆและดูรู้เรื่องดี (โดยส่วนตัวไม่ชอบมาตรวัดที่มันดิจิตอลเกินไปด้วยล่ะ นานาจิตตังเน้อ)

ประกับซ้ายขวา ให้มาแบบเรียบๆและใช้งานง่ายเช่นกัน
(ดีเหมือนกันนะไม่ต้องซับซ้อนอะไรมาก เข้าใจยากมันจะเหนื่อยสำหรับคนที่มอเตอร์ไซค์หลายๆคัน)

งานประกอบของตัวโชว์…ยังต้องเก็บงานอีกหน่อยนา…

มือเบรคหรือคลัทช์ก็เช่นกัน ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน หลายสิบปีที่แล้วมันมายังไง มันก็ยังอยู่อย่างนั้นแหละ (วินเทจจริงๆพับผ่า)

โดยรวมแล้วชุดแฮนด์และแผงคอดูแน่นหนาแข็งแรง เรียบๆแอบหรู (เก็บงานอีกนิดนึงนี่แจ่มมาก)

หลังจากช่วง motor expo แอบโดนหลายคนติไปเรื่องงานสีแถวๆฝาถังน้ำมันด้านใน รอบนี้ลองเปิดดูหลายๆคันพบว่าเก็บงานมาเรียบร้อยแล้วนะจ๊ะ (ซนจริงๆ) ฝาถังนี่ก็แบบวินเทจสุดๆไปอีกอย่าง ไม่ต้องมีรูกุญแจคร้าาาาาท่านผู้ชม เอาฝามือกดลงไปแน่นๆค้างไว้แล้วหมุนข้อมือไปตามเข็มนาฬิกาจนมันดังแก๊กแล้วใช้นิ้วหมุนอีกหน่อยก็เปิดได้แล้ว (เสียวพวกแอบเติมของดีให้จริงๆ)

ทรงถังน้ำมันที่เป็นเอกลักษณ์ และแน่นอน ทรงถังยาวๆแบบนี้ จึงบังคับท่านั่งให้หมอบนิดๆไปในตัว แต่ข้อดีก็จุน้ำมันได้เยอะดีนะ ตามสเปคแล้วได้ 13.5 ลิตรคร้าบ

มาถึงจุดสำคัญ จุดที่ถือได้ว่าเป็นศิลปะในด้านประติมากรรม ดีไซน์ของเครื่องยนต์สูบเดี่ยวขนาดความจุ535cc ระบายความร้อนด้วยอากาศ แคมเดียว ช่วงชัก87mm x 90mm แรงอัด8.5:1 ให้กำลังมา29.1 bhp 21.4 kWที่ 5100 rpm กับแรงบิด44 Nm ที่4000 rpm สเปคแบบนี้ดูแล้วมาแนวสูบโตแน่นอน บึ่บๆๆๆ  แต่ก็ยังร่วมสมัยด้วยระบบควบคุมการจ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดมาให้นะเออ (บอกว่าเป็นศิลปะแต่ดันร่ายข้อมูลทางเทคนิคมาเฉยเลย๕๕)

ครีบระบายความร้อน บอกเป็นส่วนตัวเลยว่า “สวย”

ฝาแอบปัดเงามาให้ด้วย เก๋ไก๋ดีแท้

ชุดหัวฉีด เก็บงานได้เรียบร้อย

อีกจุดที่เป็นเอกลักษณ์ ฝาครอบเครื่องด้านข้าง ปั้มขึ้นรูป RE มาให้แบบสวยๆ

หัวฉีดEFIนะจ๊ะ

ดูทั้งยวงรวมคอท่อแล้ว…มันน่าหลงไหลนะ ฮึ้ยยยยย (อ่อ ให้คิ๊กสตาร์ทมาด้วยนะจ๊ะ)

สิ่งที่สำคัญมากอีกจุดก็คือ…เจ้าเบรคหน้านั่นไง

ให้มาดี ให้มาเต็ม ให้น้องโบมา ใช่เลย เจ้า Brembo ชุดปั้มล่างแบบลูกสูบคู่ ขนาดจาน 300mm ถึงจะให้มาจานเดี่ยว ก็อยู่หมัดแบบเหลือๆ

ตามมาด้วยเบรคหลังขนาดจาน 240mm ลูกสูบเดี่ยว ยี่ห้อไม่คุ้นแหะ อ่อ เหลารวมเรื่องสวิงอาร์มไปด้วยเลยก็แล้วกันดูแล้วมันอ่อนช้อยไปนิดนะ ถ้าดูแน่นหนาแข็งแรงกว่านี้อีกหน่อยน่าจะดี

ระบบกันสะเทือนหน้ามาแบบพื้นๆด้วยเทเลสโคปิกขนาดแกน 41mm กับช่วงยุบ 110mm

กันสะเทือนหลังแบบคู่พร้อมซับแทงค์และปรับพรีโหลดได้ ช่วงยุบที่ 80mm

ช่วงหลังกับสไตล์ตูดมดแบบเต็มๆ

ให้เกียร์โยงมาตามสไตล์รถเลยจ้า ลงตัวกับท่านั่งพอดีเป๊ะ

ชุดท่อไอเสียแบบท่อเดี่ยว ดูใหญ่โตสมกับลูกโตๆ แต่ดูๆแล้วน่าจะมีแมวในท่อเป็นฝูงเลยแหละ

มาสรุปกันที่ฟิลลิ่งการขับขี่เจ้า  Continental GT 535 cc

ว่ากันที่อัตราเร่ง บอกกันตรงๆเลย เราต้องบอกตัวเองก่อนว่า…มันคือเครื่องยนต์ที่ออกแบบไว้ตั้งแต่ปี1964 และยังคงเอกลักษณ์เดิมๆไว้เกือบจะครบถ้วน เพิ่มเติมมาให้หลักๆก็แค่ชุดหัวฉีดเท่านั้นเอง

ดังนั้น อัตราเร่ง แน่นอนว่าสู้เครื่องยนต์ในระดับ 500cc ในยุคนี้ไม่ได้แน่นอน แต่ที่เครื่องยุคใหม่ให้ไม่ได้ก็คืออารมณ์ของสูบเดียวลูกโตๆที่มันมาเป็นลูกๆบรึ่มๆๆๆๆๆๆแบบนี้แหละ สะท้านอารมณ์ดีไปอีกแบบ อัตราเร่งมาดีสมตัวของมัน(ตามเหตุและผล) แต่ด้วยอารมณ์ของเครื่องอันนี้จะรักก็ชังก็ต่างกันไปตามสไตล์ แต่ถ้าเน้นสไตล์ขี่หล่อๆ ไปชิวๆ ไปเรื่อยๆ ไม่ได้เน้นว่าจะต้องเปิดคันเร่งแล้วโยกตัวพุ่งออกไปได้อย่างรวดเร็วแบบสปอร์ตยุคปัจจุบัน แต่ก็ไม่ได้อืดอาดมากมายอะไร ว่ากันที่ความเร็วเดินทางไม่เกิน 120km/h เจ้านี่ยังตอบโจทย์ของมันได้ดีพอตัว เกินกว่านั้นดูแล้วต้องไล่รอบดีๆให้มันไหลลื่นไป

ความสั่นสะท้านของเครื่องยนต์ที่ส่งมาถึงแฮนด์และตัวถัง เอาเป็นว่าที่ความเร็วเดินทางที่ 120km/h มีสะท้านบ้าง แต่ไม่ถึงกับทำให้เมื่อยหรือเจ็บจนทนไม่ไหว อยู่ในระดับที่ยอมรับได้

สิ่งที่น่าประทับใจคือช่วงล่างที่ดี ให้ความรู้สึกที่แน่น นิ่ง หนึบ (เมื่อคุ้นเคยกับมันแล้ว) จิกโค้งอยู่ในมาตรฐานที่ดี แม้น้ำหนักตัวแบกมาที่ 184 Kgs แต่ในการบังคับแล้ว ไม่ได้รู้สึกหนักและยาก แกนโช๊คหน้าที่สมขนาดตัว(ออกจะเหลือนืดหน่อย) ช่วงยุบทั้งหน้าและหลัง ชุดเบรคหน้าที่อยู่หมัด ยางหน้าหลังที่ให้ของดีรัดเจ้าPirelli Sport Demonติดล้อมาให้รับมือกับสภาพพื้นผิวถนนทั่วไปได้ดีเลย ทั้งหมดนี้ตอบโจทย์ในการเดินทางที่ไม่ได้เน้นเร่งรีบอะไรได้พอดี ขี่หล่อๆ ขี่ชิวๆ กินลมชมวิวคนเดียวหรือไปกับเพื่อนอีกสองสามคันจะลงตัวพอดี

Classic 500

ขึ้นชื่อว่า Classic แน่นอน ไฟกลมต้องมา กับไฟกลมความสว่าง 60W / 55W

มีแก๊ปเล็กๆมาให้ เก๋ดีชะมัด อ่อ กลมๆเล็กๆสองข้างด้านบนของไฟหน้าจะเป็นไฟหรี่จ้า ดีไซน์คลาสสิกกันสุดๆไปเลย

ไฟเลี้ยวก็ให้แบบกลมโคมสีส้มมาในขนาดที่กำลังพอดีคำ

ต่อจากไฟก็มากันที่มาตราวัดแสดงผลต่างๆให้แบบเข็มมา ดูง่ายสไตล์คลาสสิค จุดนี้จะต่างจากตัวGT เพราะแสดงผลเป็นกิโลเมตรเท่านั้นจ้า เกจน์น้ำมันไม่มีแต่ให้เป็นไฟเตือนมาแทนเน้อ

ภาพนี้จะเห็นตัวดอกกุญแจทำโลโก้REเป็นสีติดไว้ด้วย สวยดีเหมือนกัน

ประกับซ้ายขวาแบบพื้นๆ แน่นอนต้องเก็บงานให้เรียบร้อยอีกหน่อยนะจ๊ะนายจ๋า

พอๆกับมือเบรคและครัทช์ที่ให้มาแบบพื้นๆไม่ซับซ้อนอะไรเลย คลาสสิกกันสุดติ่ง

โดยรวมของชุดแฮนด์บาร์มาแบบไม่ซับซ้อนและความกว้างสำหรับผมมองว่ากำลังพอดี ไม่กว้างไป ไม่โหนไป จุดนี้อาจแตกต่างกันไปนิดหน่อยตามสรีระของแต่ละท่าน

ลงมาที่ชุดล้อหน้ากันบ้าง จานเบรคขนาด280mm ปั้มแบบสูบคู่ กันสะเทือนเทเลสโคปิกแกนโช๊คขนาด35mm ช่วงยุบ130mm เพียงพอต่อการใช้งานในย่านความเร็วที่ทำได้

ชุดล้อหลัง ให้มาเป็นดรัมเบรคขนาด 153mm กันสะเทือนแบบคู่ช่วงยุบ 80mm

ถังน้ำมันกลมโค้งมนทรงหยดน้ำ ความจุ13.5ลิตร อันนี้เท่าGTแห๊ะ

ฝาถังน้ำมัน ไม่มีกุญแจเช่นกัน -_-;

อ่อ ไม่ลืมเอกลักษณ์การเขียนลายถังแบบแฮนด์เมดแน่นอน ใครเคยดูคลิปส่วนใหญ่ก็ต้องร้องโอ้โฮกันทั้งนั้น

มาถึงจุดสำคัญ งานศิลปะข้ามยุคสมัย เครื่องยนต์สูบเดี่ยวขนาดความจุ499cc. ระบายความร้อนด้วยอากาศ แคมเดียว ช่วงชัก84mm x 90mm แรงอัด8.5:1 ให้กำลังมา27.2 แรงม้าที่ 5250 rpm ให้แรงบิด41.3 Nm ที่4000 rpm ให้สตาร์ทเท้ามาด้วยจ้า (ส่วนตัวลองแล้วสตาร์ทง่ายกว่าค่ายบางนา) ปั้ม RE มาให้ที่เครื่องแบบงามๆเช่นกัน

หน้าตาเจ้าหัวฉีด

พักเท้าผู้ขับขี่ทั้งซ้ายและขวาหุ้มยางหนาๆมาให้

ท่อไอเสียข้างเดียว หน้าตาคลาสสิคสุดๆอีกเช่นกัน สุ้มเสียงอันนี้ส่วนตัวต้องบอกว่าชอบเลย กระหึ่มกำลังดี ไม่ดังหนวกหูน่ารำคาญ บรึ่บๆๆๆมาแบบหล่อๆ

กระเป๋าทั้งสองข้างรูปทรงต่างกันไป จะเปิด-ปิดก็ใช้กุญแจไขเอา

และสุดท้าย น่าเสียดายสำหรับสองสีนี้…ไม่จำหน่ายเสียแล้ว

แก้ไขข้อมูลครับ

สองตันนี น้ำเงินลากูนยังมีจำหน่ายนะจ๊ะ…

ส่วนม่วงมารูน เสียใจด้วยจ้าาาาา

แต่สีนี้ยังอยู่นะ อิอิ

ลองขี่ Classic 500cc แล้วเป็นอย่างไรบ้าง

บอกก่อนเลยว่าต่างจากตัวGTกันเป็นขุม เรื่องความสมูทนี่ยกให้GTเหนือกว่าแน่นอน แต่เรื่องสะท้านกระหึ่มนี่คลาสสิคให้อารมณ์เต็มกว่าเป็นขุมเช่นกัน

ความเร็วที่ใช้ในการทดสอบจะอยู่ที่ไม่เกิน120 (บางทีเกินบ้างเพราะลองกระชากลองไหลดูนิดหน่อยนี่ไม่นับ)

สิ่งที่ประทับใจมากถึงมากที่สุด โอ้วววว ช่วงล่างแบบนี้เองที่เป็นตำนาน…มันนิ่ง ควบคุมง่าย ลองเลื้อยลงไปไหล่ทางให้เจอแบบทางไม่เรียบยิ่งเห็นชัดถึงความนิ่ง กระแทกกระเทือนได้แบบนิ่งๆไม่แข็งไป ไม่ย้วยเกินไป มากเกินไปก็ไม่ได้ ขาดอะไรอีกหน่อยก็ไม่พอดี นี่แหละพาหนะที่จะพาคณะของจอมพรานไปบุกมรกตนคร…เอ้ยยยหิมาลัยได้สบายมาก เจอหลุมกลางถนนดึงคันเร่งเข้าใส่ก็ไม่มีเป๋หรือเสียอาการแต่อย่างใด วิ่งกลางทุ่งเจอลมแรงหน่อย ไม่มีโยกคลอน จุดนี้ยอมรับเลย 120/100คะแนน

ส่วนที่จะหักคะแนน..ไม่สิ มันเป็นคาแรคเตอร์ของเครื่องยนต์สเปคนี้แหละ ออกแบบและใช้งานมากี่ปีแทบไม่มีเปลี่ยน เจ้าคุณปู่กลับชาติมาเกิดแล้วระลึกได้ก็คง เฮ้ยยย นี่มันใกล้เคียงที่เคยขี่เมื่อชาติก่อนมาก (โม้จริงๆ) กำลังของเครื่องยนต์ก็อย่างที่บอกไปแล้วกับเจ้า GT และตัวนี้ทำได้ไม่ดีเท่า GT ความเร็วเดินทางที่แนะนำควรจะขี่สัก 100km/h จะซึมซับความสุขจากเจ้าคลาสสิกได้ดี เกินนี้ล่ะ…ไม่แนะนำ ถ้าไม่เชื่อก็ต้องลอง พอลองแล้วก็ค่อยมาตอบผมว่า เออออ เชื่อละ…สรุปคือขี่เกินร้อยได้ไหม ไปร้อยยี่ได้ไหม ได้นะ แต่จะยืนระยะนี่ก็ลำบากกันหน่อย เกินร้อยนี่เอาไว้แซงเถอะ ก็ดีนะ เอาบทความนี้ไปให้แม่บ้านกวางน่อยร้อยเล่มเกวียนอ่านไง นี่ไงตัวๆ รถคันนี้เขาไม่ขี่เร็วกันหรอก เคนะ เค้าจองเลยนะ เตงอยากได้อะไรไหมเดี๋ยวเค้าซื้อให้เท่าราคารถคันนี้เลย อิอิ(เปลืองแท้…แต่ถ้าเงินเหลือๆก็จัดไป)

ภาพรวมของทั้งสองคัน…สรุปสั้นๆเลย นานๆจะขอออกความเห็นส่วนตัวเรื่องความสวยความงามที่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเป็นปัจเจกนิยม…

คือ เอาจริงๆสำหรับผมนี่มันคือรถเน้นขี่หล่อๆชิวๆ หล่อแบบวัวตายควายล้มกันเลยล่ะ ไม่ใช่รถทำแรง ไม่ใช่รถทำเวลา แต่หากจะเดินทางไปกับเจ้าสองคันนี้ก็อย่าเอาไปเทียบกับเครื่องระดับ500ccในยุคนี้ เพราะREถูกสร้างขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วอังกฤษและสืบทอดความเป็นมอเตอร์ไซค์ล้วนๆผ่านมาทางแดนภารตะมาถึงปัจจุบันนี้ พูดง่ายๆคือเป็นศิลปะที่แล่นไปบนสองล้อที่ไม่เน้นเทคโนโลยี ไม่เน้นตัวช่วยที่เป็นอิเลคทรอนิคส์…แทบจะเป็นการสื่อสารที่มีแต่คุณกับมอเตอร์ไซค์เท่านั้นที่นำพากันไปบนถนนหนทางที่อยากจะไป(คุยกันดีๆล่ะ) อินเดียอินดี้มอเตอร์ไซค์เคิลสัญชาติอังกฤษว่างั้นเห๊อะ

ขี่หล่อๆกินลมชมวิวไปเรื่อยๆ ขี่รถโชว์ให้ชาวบ้านเขาชื่นชม เชื่อเถอะว่าจอดแยกไหนก็หล้อออออออหล่อ ขี่ไปกินกาแฟร้านเก๋ๆในเมือง ไปตลาดนัดกลางคืนจอดหน้าร้านเฮฮากับเพื่อน ขี่ไปนั่งกินลมริมทะเลจิบชาบูดๆให้ความเมามันดูดเอาความรักเน่าๆโยนทิ้งไปกับเกลียวคลื่น(แต่เมาแล้วไม่ขี่นะจ๊ะ) มีวันหยุดสองวันขี่ไปทริปใกล้ๆไม่เกินสามร้อยกิโล เกินกว่านั้นแนะนำให้ลางานเพิ่มอีกวันจ้าาาาา รถประเภทนี้จะรักจะชอบต้องซึบซับกับบางสิ่งบางอย่างเพิ่มเติมเข้ามาบ้าง จะยิ่งรักยิ่งเข้าใจแล้วอยากอยู่กับมันไปนานๆ

สุดท้ายขออภัยสำหรับท่านที่รอเรื่องตัว BULLET รอบนี้ไม่ได้ลองขี่คร้าบ ขอติดไว้ก่อนไว้มีโอกาสจะลองไปยืมมาขี่อีกทีเนอะ (แล้วจะมาชวนไปลองด้วยกัน)

ขอบคุณที่ติดตามอ่านคร้าบ อมยิ้ม17

 

 

 

Comments

comments

SHARE :)