[RIDE NOW]Ride with The Legend >>> Finding the Zero Degrees <<< @Doi Inthanon with GPX CR5 200

[RIDE NOW]Ride with The Legend >>> Finding the Zero Degrees <<< @Doi Inthanon with GPX CR5 200

คำเตือน!!!  ก่อนรับชมกระทู้นี้ โปรดตรวจสอบว่าอุปกรณ์ของท่านได้เชื่อมต่อ WiFi แล้ว เค้าล้อเล่น
สวัสดีครับ อมยิ้ม17

ว่ากันตามกระแสอากาศที่แปรปรวนในช่วงที่ผ่านมา (ช่วง 26-29 ม.ค. 59)

หลังจากโพสต์ภาพนี้ในเพจ…

ผมจึงตัดสินใจ….โทรหาพระอาจารย์…

อาจารย์ครับ @$)@&_&_(#!%( สรุปความได้ว่า…”อากาศแบบนี้เราจะไม่ทนอุดอู้อยู่ในบางกอกให้เสียเชิง!!!”

เราจักไปเข้าตีเมืองจัน!!! เฮ่ยยยย ไม่ใช่!!

เราสองที่ประกอบด้วยหนึ่งเทร่ามาสเตอร์ปรมาจารย์วิชิต บางซ่อน และ พาดาวันโอมมี่ ได้หมายมั่นแล้ว ว่าเราจะบุกทะลวงมันให้ทะลุ อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อบรรลุ Zero Degrees ที่ยอดดอยอ่างกาเสียให้จงได้

เพลงมา!!!

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

พอละ …มากกว่านี้เดี๋ยวจะแป่ก …………………………จริงๆคือมันแป่กแต่แรกแล้วป่ะ

เอาเป็นว่า เมื่อคณะเดินทางพันธมิตรศูนย์องศาได้ตัดสินใจเรื่องจุดหมายแล้ว…ไหนๆก็ไหนๆ จะไปเที่ยวเปล่าๆก็ไม่ดี หาเรื่องเอารถไปลองขี่แล้วมาเล่าเมาท์มอยให้สมาชิกตามประสาเราๆกันดีกว่า

ยืม….รถอะไรดีล่ะ

ยืม….ยี่ห้อไหนดีล่ะ

นักยืมรถในตำนานอย่างเราได้ไตร่ตรองแล้ว เห็นว่ามีรถมอเตอร์ไซค์แบรนด์ไทยแบรนด์หนึ่ง กำลังมาแรง ยอดจองแซงมอเตอร์ไซค์หลายๆแบรนด์ในงาน motor expo ที่ผ่านมา และที่สำคัญเรายังไม่เคยได้ลองขี่ยี่ห้อนี้เลย โจทย์เรื่องแบรนด์จึงได้คำตอบ….

รุ่นไหนดีล่ะ…ต้องไปไกล และต้องทำเวลาเพื่อให้ทันเส้นไอโซบาร์ 1020 ที่กำลังเคลื่อนตัวขึ้นไปทางแผ่นดินใหญ่เรื่อยๆ ยิ่งช้าก็ยิ่งจะไม่ทันการณ์ ก็เอาที่เครื่องใหญ่ที่สุดของค่ายนั้นเลยก็แล้วกัน…

ว่าแล้วก็จัดแจงโทรศัพท์ไปขอยืมรถในวันจันทร์ และด้วยความร่วมมืออย่างดีเยี่ยม เราก็ได้รถทั้งสองคันมาในวันอังคารตอนเที่ยงๆ พร้อมยัง….ป่ะ RIDE NOW!!

ขอบคุณ http://www.gpxthailand.com/ที่ให้เรายืมรถไปลองขี่แล้วมาเมาท์กันด้วยจ้า

รถมาส่งเอาเที่ยงกว่าๆ

กว่าเราจะ setting บางจุดรถเพื่อให้เข้ากับสรีระของผู้ขับขี่ โดยเฉพาะชิลด์บังลมในตำนานของพระอาจารย์ กว่าจะได้ออกจากบางกอก ก็ล่อไปเกือบบ่ายสามครับท่านผู้ชม

เราคิดหาเส้นทางที่ไม่อึกทึก เพื่อที่จะรับบรรยากาศเย็นๆและได้รับรู้ฟิลลิ่งการขับขี่รถสองคันนี้ได้เต็มที่ เราจึงเลือกเส้นทางที่หลายๆคนไม่ค่อยได้ใช้เมื่อจะมุ่งสู่ทิศอุดร

เราเลือกที่จะออกจากบางกอกไปตามถนนหนทางซุปเปอร์ไฮเวยยยยยย์….เฮ่ย เพลงมาอีกหล้าวววว อมยิ้ม24

เราเลือกที่จะออกจากบางกอกไปตามถนนหลวงหมายเลข 340 สู่หน้าสู่เมืองบรรหาร-แจ่มใส ผ่านขึ้นเหนือสู่มโนรมย์ (เส้นนี้เหมาะสำหรับใช้หลีกเลี่ยงการจราจรที่หนาแน่นในช่วงเทศกาลด้วยจ้า)

จอดพักบั้นท้ายกันที่ปั้มเชลล์แถวๆชัยนาท พระอาจารย์หนืดคอเล็กน้อย ศิษย์จึงถวายน้ำปานะเป็น potion ยี่ห้อเกินร้อยให้ 1ea (ถ้าเห็นโพสต์นี้ อยากจะสนับสนุนการเดินทางของเรา เราก็ยินดีรับอย่างหน้าทนกว่าห้าห่วงนะฮะ)

เติมน้ำมันรถก็แล้ว เติมน้ำมันคนก็แล้ว…

มุ่งหน้าต่อไปด้วยถนน340เส้นเดิมจนกระทั่งตัดกับถนนสายเอเชีย A1 บรรยากาศสองข้างทาง หนาวจับใจ (เจอนกนอนตายบนนถนนหลายตัวเลย มันหนาวปานนั้นจริงๆ)

จากนั้น เราเลี่ยงที่จะเข้าปากน้ำโพด้วยถนนเลี่ยงเมืองถึงตอนนี้นอกจากพระพายอันเย็นยะเยือก…พระพิรุณก็พาความเย็นฉ่ำกระหน่ำเข้ามาอีก…โอย จอดสิครับ สั่นไปหมดทั้งตัวนิ

จอดที่ปั้มบางจากปั้มแรกหลังจากออกมาจากเลี่ยงเมือง รถสวยๆก็เละแล้วจ้า

พระอาจารย์ยื่นข้อเสนอว่า เห็นทีเราสอง พึงต้องหาที่บรรทมกันโดยพลัน เนื่องจากใกล้เพลาที่สุริยันจะลับขอบฟ้าแล้ว หากต้องฝ่าความหนาวเหน็บแลหยอกล้อกับพระพิรุณเยี่ยงนี้ต่อไป ทัศนวิสัยจะเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ

พาดาวันจอมดื้อแอบคิดในใจ แหม๊ อยากไปไกลอีกนิดง่า เอาอย่างนี้แล้วกันพระอาจารย์ที่เคารพ…เราดันไปเรื่อยๆ หากมืดเสียเมื่อไรก็ค่อยจอด ดูจากเพลาแล้ว เราคงย่างเข้าสู่เขตแคว้นแดนกำแพงเพชรเสียก่อนมืดค่ำได้เป็นแน่

พระอาจารย์ตรองในใจ : หนาวก็หนาว ฝนก็ฝน แล้วนี่ก็จะมืดแล้ว ไอศิษย์เวรตนนี้มันจะหลอกตรูไปนอนไหน…เอาหวา ก็ให้มันรู้กันไป ไปก็ไป อิอิ (รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอกกกกก)

เราจึงดันไปเรื่อยๆ ครั้นเมื่อแสงสนธยาเรืองรองริมขอบฟ้า…พระอาจารย์ส่งสัญญาณมือ …พอแล้วเหว่ย ไอ่พาดาวันจอมกะล่อน นี่เอ็งจะหลอกข้าไปนอนเมืองพระเจ้าตากหรือกระไร จงเร่งหาที่พักผ่อนหย่อนกายเร็วเข้าเถิด

เอาเป็นว่าลิเกฉากนี้จึงสะดุดลงที่สลกบาตรแต่เพียงเท่านี้…เตร๊งงงง เตรงงงง เตร่งงงงง เตร้งงงง

เล็งไปเล็งมา นอนนี่ละกัน เกิดลาภรีสอร์ท https://www.facebook.com/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A0-%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%97-%E0%B8%AA%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3-1012716412114529/?fref=ts

ห้องหับกว้างขวางใช้ได้ ห้องน้ำสะอาดเลยทีเดียว ราคาก็เป็นมิตร ใครผ่านมาทางนี้แล้วง่วงๆไปต่อไม่ไหว แนะนำเลยจ้า

คิดว่าได้อาบไหม…หึหึหึ

ยามเมื่ออุณหภูมิหนาวเย็นเสียเพียงนั้น หากเรายังดื้อดึงบึ่งอาชาโลหะไปหาอะไรกินแถวตลาดหยางโจว ก็อาจลมปราณแตกซ่านคาแฮนด์ได้

ฟ้าปราณี หน้าโรงเตี๊ยมของเรา มีร้านหมูจุ่มราคาเยาว์ แถมรสชาติยังสอบผ่าน โอววววว ขอบคุณสวรรค์ ขอบคุณสวรรค์!!

อากาศไม่ค่อยดี แปบเดียวชาบูดเป็นฟองเลยดูสิ อมยิ้ม15

ที่พักดี๊ดี ที่ใต้หลังคาให้จอดรถหลบฝนได้

ไหนดูสิใต้หลังคาหลบลมหลบฝน อุณหภูมิมันเท่าไรกัน…บรึ๋ยยยยส์

ค่ำคืนที่เย็นฉ่ำได้ผ่านพ้นไป กว่าเราจะออกจากโรงเตี๊ยมได้ก็เกือบเก้าโมง….ขี่ไปสักพัก…ไม่ไหวแล้วพระอาจารย์ ศิษย์ขอแวะล่างมอ เพื่อซื้อไอเทมลับหน่อยเถิด

อุณหภูมิขณะนั้น แถมฝนโปรยเบาๆตลอดทาง

หลังจากสวมใส่ไอเทมในตำนานแล้ว สองมือก็พอจะอุ่นขึ้นบ้าง….ในขณะที่นำพระอาจารย์ ผมก็โบกให้ชิดขวา กลับรถ แล้วเลี้ยวซ้าย เพื่อมาจอดชมวิวกันตรงนี้

รถแทบไม่มีเลย จอดกันสบายๆ

แยงซีเกียงในยามแล้ง ตื้นเขินยิ่งนัก เอ้ยยย น้ำปิงสิ!!

ดูดีๆ จะจินตนาการว่าเป็นเกล็ดพญานาคก็ได้นะเออ

อีกด้านเป็นดอนทรายกลางลำน้ำ

มองจากบนสะพาน เราเล็งเห็นฮวงจุ้ยดีๆอยู่ที่หนึ่ง จึงขอซนเล็กน้อย ใครจะขี่ลงมาตรงนี้ระวังตอนจอดนะจ๊ะ เป็นทรายจ้า

ดูๆแล้ว หากได้เวลาที่แสงสวยๆ ก็น่าจะเข้าที แต่อากาศในวันนั้น อึมครึมด้วยเมฆฝนตลอดทาง

ฝ่าลม ฝ่าฝนกันต่อมาอีกกว่าร้อยลี้….เห็นทีจะไม่ไหว พระอาจารย์แจ้งว่าปวดแผลเก่าที่เคยถูกอาวเอี้ยงฮงซัดกระบองอสรพิษใส่ยิ่งนัก คือมันทั้งหนาวทั้งฝน อุณหภูมิแม้จะสิบองศา แต่พระพิรุณที่โปรยปรายนั้น ทำให้ความเปียกปอนนำพาความเย็นทะลวงอาภรณ์+10ของเรา จนลมปราณเหมันต์ตีกลับแลทะลวงไปถึงกระดูก ก่อนถึงเมืองอู่เถิน เราถึงจอดเสียที่นี่ เพื่อขับลมปราณทะลวงเส้นเอ็นทั่วร่างให้ความอบอุ่นกลับคืนมาบ้าง

แพล่มไปนู้นนนนน จริงๆคือไอ่ศิษย์ขอบกระโถนมันหิว เลยหลอกพระอาจารย์มาชิมข้าวซอยร้านนี้ (ก่อนหน้านี้หลายกิโลเมตร เห็นป้ายว่าอีกXกิโลเมตรมีข้าวซอย)

เรียกได้ว่าแค่เห็นป้ายน้ำก็เดินค่ะ โอเคร๊ เกินคาดกับเอนไซม์ในปาก ปุ่มรับรสในลิ้นแถลงว่า นี่คือ…ข้าวซอยเลิศรส จ้าวหนึ่งอันจะพึงลิ้มได้ในตงง้วง เฮ้ย!! มันดี!!! อร่อยมาก!!! อร่อยเสียแม้กระทั่งพระอาจารย์ออกปากชมว่าอร่อยมาก อร่อยกว่าทุกๆที่ ที่แกผ่านร้อนผ่านหนาวมาในบู๊ลิ้มกว่า70พรรษา ขนาดไหนคิดดู๊ววววว

เครื่องเคียงมีครบ อร่อยจนต้องเบิ้ล เสียอย่างเดียว ให้น้อยไปพอควรเมื่อเทียบกับอัฐที่กระเด็นจากปาเก๋า แต่หากเทียบขั้นของรสชาติ นี่มันขึ้นเหลาเปิบพิศดารได้สบายๆ ราคานี้ สมเหตุแลสมผล ให้สามผ่าน ห้าผ่าน เจ็ดผ่านนนนนนนนเลยจ้า มิชลินสามดาวครึ่งจัดไป เยี่ยมเยี่ยมเยี่ยมเยี่ยมเยี่ยม

มีเรื่องเมาท์มอยสักหน่อย หลังจากชิมกันเพลินๆ คุณพี่คนสวยเจ้าของร้านก็มาชวนคุย แกเล่าว่าไม่กี่วันมาเนี้ย ก็มีไอ่หนุ่มทหารอากาศขาดรักขี่รถคันแดงๆมาวนๆแถวหน้าร้านแก สอบถามได้ความว่ากำลังจะขี่ขึ้นเชียงใหม่แล้วทำมือถือหล่นแถวนี้ ถถถถถถ แหม่ โลกมันแคบน้ออออออ ๕๕๕

ให้เดาว่าใคร!!!

หลังจากพระอาจารย์ได้ฉันเพลจนอิ่มหนำดีและร่างกายอุ่นดีขึ้นแล้วประมาณหนึ่ง (คือปกติไปกับพระอาจารย์เนี่ย แกไม่เคยเบิ้ลเลยนะ มาเบิ้ลเอาก็ข้าวซอยร้านนี้แหละ)

เราก็แวะเติมน้ำมันที่เถิน…ระหว่างนั้นก็ถกว่าจะแล่นไปเส้นไหนกันดี จะไปเถิน-ลี้ รึ…สภาพอากาศที่เลวร้ายกับทางที่คดเคี้ยว…แน่นอนว่าเราเชื่อมือตนเอง และแน่นอน ถ้าตีเป็นระยะ เส้นนี้ถือว่าเบากว่าทุกเส้น แต่หากมองเรื่องลดเลี้ยวเคี้ยวคดอยู่บนภูเขาแล้วในสภาพอากาศแบบนี้แล้ว แม้เราจะไม่พลาด ก็ใช่ว่าคนอื่นจะไม่พลาด บวกลบคูณหารเพื่อความปลอดภัย เราจึงขอบายเส้นนี้ไปก่อนนะแจ๊ะ

จากนั้นเราตีขึ้นเหนือ ผ่านลำปาง และมาแวะพักกันที่นี่อีกแปบนึง ปกติเคยแต่ผ่านแล้วบีบแตร วันนี้ได้แวะด้วยแหะ

ดูสิว่ากี่องศากันแล้ว


จากศาลเจ้าพ่อขุนตาน เราเลือกเลี้ยวซ้ายตัดไปดอยอินทนนท์ที่อำเภอแม่ทา เข้าถนนหลวงหมายเลข 1033 เพื่อที่จะไม่ต้องวนเข้าไปผ่านลำพูนหรือเชียงใหม่ ตัดไปดอยอินทนนท์ได้เลย ขี่ๆไปทะลุถนนหลวงหมายเลข108(เชียงใหม่-ฮอด) ที่แถวๆดอยหล่อ ถนนดี ขี่สบาย แวะเติมน้ำมันก่อนขึ้นดอยที่ปั้มบางจากแถวสามแยกจอมทองที่จะเลี้ยวขึ้นดอยอินทนนท์ที่พระอาจารย์ไปเจอแม่ค้าหน้ามลนั่นไงเล่า อ้างอิง>>>

http://pantip.com/topic/34741485/comment17

และแล้วยามอิ่วซี้ เราก็มาถึงที่นี่ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์จ้า

ตั้งแต่กลางๆทางขึ้น หมอกก็มาขาวจั้วแบบนี้ตลอดเลย ขี่ลำบากเหมือนกันน้อ

ก่อนที่เฮลิออสจะขับรถม้าลับขอบฟ้าทางทิศประจิม เราทั้งสองตกลงที่จะซุกกายหลบลมหนาวกันที่นี่ (อยู่หลังที่ทำการ เป็นที่พักของเอกชนนะจ๊ะ)

จอดไว้แบบนี้แหละ ใกล้ๆก็มีอาคารที่มีแต่หลังคา และมีเตนท์กางไว้ให้ผู้มาพักได้เลือกใช้สอย

ได้เป็นชาวถ้ำกันหนึ่งราตรี หน้าห้องมีโต๊ะให้จิบชา มีเตาอั้งโล่ไว้ให้ความอบอุ่น โอเค ได้เท่านี้ก็ดีถมถืด

ในห้องมีเรียบๆ ที่นอน หมอนสองใบ ผ้าห่มสองผืน ไม่มีทีวี ไม่มีน้ำประปา ไม่มีโคลา แฟนต้า แปบซี่ เพลงมาอีกแล้ว!! อมยิ้ม20
..เอาเป็นว่าห้องหนึ่งนอนได้สองคน แต่เวลาเราเดินทางด้วยกันเราจะนอนแยกห้องกันจ้า เพื่อจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

ออกไปซื้อขนมและน้ำชามาปรนนิบัติพระอาจารย์ (ดื่มน้ำชาในที่พักเอกชนนะจ๊ะ ไม่ใช่เขตอุทยาน อิอิ)

อุณหภูมิเพลานั้น

หนาวขนาดไหน….ดูพระอาจารย์แกแต่งตัวก็แล้วกัน…ใจนึงก็เป็นห่วงสุขภาพพระอาจารย์นะ พาแกมาตรากตรำกับอากาศที่เข้าขั้นทารุณแบบนี้

แต่ดูแววตาแกสิ…เข็ดเสียที่ไหนกัน ๕๕๕ (อากาศแบบนี้ชาบูดไวมากครัช)

อุณหภูมิ ภายนอกในเวลานั้น

ระหว่างไปซื้อน้ำชามาเติม…แวะเล่นไฟเล็กน้อย

หลังจากดื่มชาเพื่อคลายเส้นและระบายธาตุทั้งห้าจนได้ที่แล้ว ก็ได้เวลาแยกย้ายกันห้องใครห้องเผือก

ก่อนนอนวัดอุณหภูมิในห้องน้ำ บรึ๋ยยยยยส์ อมยิ้ม24

ได้แต่ยินยอมรับความมมมมเจ็บปวดดดดดด ร้องไห้

เป็นอีกหนึ่งราตรีที่แสนสะท้านในชีวิตยาจกของเจ้าของกระทู้….

แม้ผ้าห่มจะมีให้สองผืน แต่มวลอากาศเย็นก็ยังทะลุทะลวงเข้ามาได้ สะใจ!! สะใจจริงๆ!!

คือ.. ถ้านอนเตนท์จะสะใจเกินไปไหมล่ะนี่…

ยามเหม่าซี้….ศิษย์ขอบกระโถนก็สะดุ้งตื่นตามที่ตั้งปลุกเอาไว้ด้วยกระดานชนวนดิจิตอล

แต่งกายให้รัดกุม จากนั้นท่ามกลางย่ำรุ่งที่มืดมนอนธการ ปรากฎชายร่างหมีขี่รถสองร้อยซีซีสีเหลืองขี่ฝ่าลมหนาวที่แสนทารุณฝ่าขึ้นยอดดอยอ่างกาเพียงลำพัง

ตรงลานจอดที่ยอดดอย…ถ่ายไปก็ฟุ้งด้วยหมอกเช่นนี้

ปล. เนื่องจากพระอาจารย์ได้แจ้งไว้ก่อนนอนแล้วว่า ข้าจักมาส่งเอ็งเพียงหลักที่ 31 เท่านั้นหนา เอ็งจงไปให้ถึงที่ระดับความสูง 2,565 แต่เพียงลำพังเถิดอ่ายพาดาวันจอมกะล่อน ไปเถิด ไปให้ถึงมรกตนคร!!! ว่าแล้วพระอาจารย์ร่ายมนต์… “สิทธิกิจจัง สิทธิกัมมัง สิทธิการิยะ ตถาคโต สิทธิเตโช ชโยนิจจัง สิทธิลาโภ นิรันตะรัง สัพพะสิทธิ ภะวันตุเต” แล้วก็เป่าพรวดลงที่กระหม่อมเจ้าของกระทู้ บัดนั้น ไอ่ที่หนาวจะแข็งตายอยู่แล้ว เจอะเอามหามนต์ปนน้ำหมากของพระอาจารย์เข้าไปอีกดอกยิ่งสะท้านไปทั้งสารพางค์กาย อูยยยย จะรอดไหมหนอโอมมี่

ที่สุดของที่สุดที่เคยขี่ฝ่าลมหนาวมาในชีวิต ทั้งสิบนิ้วมือปานจะหลุดออกจากฝ่ามือ แทบจะกำเบรคและครัทช์มืได้… จอดรถปั้บ ถ่ายรูปข้างบนปุ๊บ วิ่งหาที่อุ่นทันที…ได้ตรงนี้แหละ พักนิดนึงให้ตัวอุ่นขึ้นสักหน่อย แล้วค่อยไปพิสูจน์กัน

อืมมมม ดูไม่ออกเลย กี่องศาล่ะนั่น

ดิจิตอลดูหม่ายหลู่เหลื่อง …

ว่ากันแบบแมนนวลก็แล้วกัน

อืมมมมม ไม่ค่อยชัดเนอะ

ชัดเสียที!!!

 

[RIDE NOW]Ride with The Legend >>> Finding the Zero Degrees <<< @Doi Inthanon with GPX CR5 200

 

>>> Mission Completed <<<

 

แว้บมาจอดถ่ายรูปเล่นที่ประจำที่จอดแวะตั้งแต่นมยังไม่แตกพานดี

เผื่อไม่ทราบว่าตรงไหน …ถ้าลงมาจากยอดดอย ก็เลยทางเข้ากิ่วแม่ปานมานิดนึงจ้า

อีกจุดที่ชอบแวะ กม.41

เดินขึ้นไปชมเมฆชมหมอกกันหน่อย
อ๊ะ พี่ตากล้องเขาส่องตรงไหน

ตรงนี้กระมัง

พานอราม่าแล้วสว่างไปหน่อย

เอาเป็นว่า ถ้าได้เห็นด้วยสองตา มันงามกว่าในภาพสิบเท่าร้อยเท่าล่ะเกลอเอ๋ย

แสงสวยๆ ก็ต้องเล่นกับแสง
หลังจากไถลไปกว่าสองชั่วยาม ลงมาถึงห้อง พระอาจารย์ก็แต่งตัวรอละ ป่ะ

ไปไหนดีน้ออออ

ดูนั่นก่อน ศิษย์ข้า นั่นใช่หุบเขานิลกาญจน์หรือไม่!!

จะบุกไปถึงหิมพานต์ หรือทะลวงเมืองบาดาล….หากได้เห็นพระอาจารย์บันเทิง…เราย่อมเป็นสุข เป็นกุศลของศิษย์ยิ่งนัก จุ๊บๆ

ตอนที่ถ่ายเนี่ย สิบโมงกว่าๆแล้วนะ

เพลงมา!!!

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

แค่แดดออกเดี๋ยวเดียว อากาศเปลี่ยนได้ขนาดนี้เลย (วันนั้นเส้น 1020 ขยับออกไปจากภาคเหนือของเราแล้ว)

ขาวๆปุยๆไกลๆนู่นน่ะหมอกนะพวกเธอว์ น่าเสียดายที่ก่อนหน้านี้ฝนตกต่อเนื่องมาหลายวัน ทำเอาเสือชมพูกลีบโรยไปแทบจะหมดเลย ร้องไห้

หลังจากออกมาจากขุนวางด้วยจิตใจที่บอบช้ำด้วยผิดหวังจากกลีบบุปผาที่โรยรา…

ไหนๆก็มาถึงอินทนนท์แล้ว แม้พระอาจารย์จะเคยขึ้นจุดสูงสุดแดนสยามมาหลายครั้งหลายครา คราวนี้เราก็ยังวนขึ้นไปอีกรอบ ดังภาพด้านบน

ขึ้นไปถึงก็จอดแปบนึง แล้วก็ลงมา อาจเพราะนักท่องเที่ยวที่เดินกันเต็มพื้นที่ เราจึงมาแสวงหามุมสงบๆพักผ่อนกัน

ตรงนี้ตรงข้ามที่จอดรถของกิ่วแม่ปานเลยจ้า

ข้างๆลานจอด ฮ.

ที่อยากแวะก็แวะครบแล้ว ขณะกำลังขี่ลงดอยนั่นเอง…มีเสียงเข้ามาที่บลูทูธติดหมวก สมาชิกแจ้งว่าจะมารับสติกเกอร์จ้า (ดีใจ นานๆจะมีคนอยากได้สติกเกอร์ T-T )

ที่นัดหมาย….นัดไปกินไป อิอิ ข้าวซอยไก่ตุ๋นลำไย ร้านข้าวซอยหมื่นใจ รสชาติโอเค ใช้ได้ ให้ผ่านนนนน

สมาชิกก็ใช่คนอื่นคนไกล ศิษย์ประจำห้องเรียนของเทร่ามาสเตอร์วิชิต บางซ่อน อีกท่านหนึ่งนั่นเอง  login “ผญานอนเย็น” โอ้ววว ตัวจริงหน้าตาดีนะตัว คราวหน้าไปเที่ยวกับเค้าสองคนไหม อิอิ อมยิ้ม05

รับสติกเกอร์ปลุกเสกจากมือพระอาจารย์ไปโลด!!!

มาถึงแล้วก็จับลองรถสักหน่อยสิ หัวเราะ

ขี่ด้วยกันมาสามคัน มาเติมน้ำมันที่คาลเท็กซ์แถวดอยหล่อ เพื่อกลับทางที่มา @พญานอนเย็น จึงแยกขวาออกไปที่แยกไปบ้านโฮ่ง ส่วนเราสองคันก็มุ่งตรงมาที่นี่….ไม่ได้อยากจะมาดูโชว์อะไรหรอก แต่อยากจะมาเห็นพี่ใหญ่ใจดีแค่นั้นแหละ หทดค่าอ้อยไปหลายอยู่เหมือนกัน (เหมาหมดโต๊ะเลยจ้า)

ขณะกำลังขี่รถจากขุนตานลงมาลำปาง มีสายเข้ามา ปรากฎว่างานเข้าจ้า ต้องกลับกรุงเทพด่วนในคืนนั้นเลย เอิ๊กๆ ตอนแรกว่าจะไถลไปนอนแม่สอดด้วยกันอีกสักคืน เมื่อถึงเถิน…ศิษย์จึงจำต้องแยกกับพระอาจารย์ในเย็นนั้น

จากนั้นก็แวะกินข้าวที่ตาก แล้วก็หมดปลอกมายาว เติมน้ำมันอีกทีที่กำแพงเพชร และที่ชัยนาท ยาวถึงมีนบุรีตามลำดับ

มาคุยเรื่องตัวรถกันบ้างจ้า….

มาดูรูปทั้งสี่ด้านกันก่อน

เริ่มจากซ้ายยยย

ขวาาาาา

หน้าาาาา

หลังงงงงง

หลังแบบมีไฟท้าย อิอิ

โบราณว่า ดูนางให้ดูหน้า โอเค งั้นมาดูหน้าดูตากันก่อนเลย ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจฉันใด ไฟหน้าก็เป็นหน้าตาของมเตอร์ไซค์ฉันนั้น….(ใครบอกเอ็งฟะโอมมี่ มั่วอีกละ หัวเราะ)

มุมเฉียงหน่อยๆ อืมมม จมูกโด่งดีนะเรา ไปอัพดั้งที่ไหนมาล่ะ

บิดกุญแจแล้วจ้องตากันตรงๆ จะเห็นว่าไฟ LED หกเม็ดติดเป็น Day Light นะจ๊ะ

สตาร์ทเครื่องเปิดไฟหน้าสิ ชะแว้บบบบ

เจาะเข้าไป อ่อ H4 12V. 35/35w นะเออ (คราวนี้ไม่พิมพ์ผิดละนะ)

เจาะไฟหรี่ให้ดู มองเฉี่ยงๆจะไม่เห็นตัวหลอด LED  (แล้วแกจะเจาะเพื่อ…คือ ลืมถ่ายให้เห็นฮะ T_T เค้าขอโทษ)

ไฟเลี้ยวก็ทรงสปอร์ตยอดนิยมเป็นLED เช่นกัน

มีไฟ DAY Light ให้อีกแถบที่ชุดสีข้างถังน้ำมันด้วยนะ

ไหนๆก็ว่ากันเรื่องไฟแล้ว ก็ว่ากันให้จบ

มาดูแนวลำแสงของไฟหน้ากัน (ความสว่างจะดูไม่ได้นะฮะ เพราะใช้ DSLRถ่าย ดังนั้น กล้องมันปรับให้สว่างเอง) ว่าจะกระจายดีแค่ไหนเพียงไร

บิดกุญแจไปที่ ON ไฟมาตรวัดมา ไฟหรี่มา

สตาร์ทเครื่อง ไฟต่ำมา

ไฟสูงมาาาาา หูยยยย ไปนู่นนนน

เรื่องความสว่าง…ให้ผ่านนะครับ วิ่งกลางคืนยาวๆถือว่าใช้งานได้ดีจ้า ไม่มากไป ไม่น้อยไป

เปิดไฟแลัวหน้าตาเป็นไงบ้างล่ะ

บิดกุญแจไปที่ ON ยังไม่สตาร์ท ไฟหรี่มา ไฟDay Light ที่ชุดสีด้านข้างก็มา

ดูจากด้านข้าง

สตาร์ทเครื่อง ไฟหน้าเพิ่มมาอีกดวง

ดูจากด้านข้างอีกที

ตบท้ายด้วยไฟท้าย

มาไล่กันทีละจุดเนอะ

ไล่จากช่วงหน้ากันเล้ยยยย

โช๊คอัพหน้า เทเลสโคปิค ขนาดแกนโช๊คหน้า 37mm มีตาแมวหรือพรายน้ำสะท้อนแสงเพิ่มความปลอดภัยติดกับโช๊คมาด้วย (มีกันฝุ่นให้แกนโช๊คหน่อยๆด้วยนะ เก๋ดี) บังโคลนหน้าสไตล์สปอร์ต เฉี่ยวมาตั้งแต่เกิดเลยเชียว

เบรคหน้าแบบดิสก์จานเดี่ยว ขนาด 275mm ปั้มเบรคแบบลูกสูบคู่ ชุดเบรคหน้าใช้งานได้ดี เอาอยู่แบบจึ้กๆเลยจ้า

มาดูล้อหน้ากันบ้าง พลิกมาอีกด้านจะได้เห็นลายก้านล้อแม็กซ์กันเต็มๆ

ล้อหน้าขนาด 17 นิ้ว มาตรฐานรถสไตล์สปอร์ต ใส่ยาง Tubeless ยี่ห้อ IRC รุ่น ROAD WINNER 100/80 มาให้จ้า

ไล่ขึ้นบนกันบ้าง

ชุดมาตรวัดต่างๆ เรียบง่าย ดีไซน์พอให้ผ่านได้ ชอบตรงที่วัดรอบเป็นแบบเข็มนี่แหละ ถูกใจ การออกแบบตัวเลขวัดรอบก็ดูไม่ยาก ความเห็นส่วนตัว…จะให้ดีอยากให้ไฟต่างๆมาเรียงรวมกันไว้สักที่นึงเนอะ

เกจน์แสดงความจุน้ำมันเป็นดิจิตอล มาตรวัดสามารถ trip ได้ด้วย แต่….โอววว มีไฟบอกเกียร์ด้วยนะพวกเธอว์

ชุดแผงคอบนโดยรวม ไม่มีอะไรติดขัดสายตา ผิวงานและวัสดุ ดูดีมีราคาพอตัว

มาดูชุดแฮนด์ขวากันบ้าง กระจกมองข้ามก้านยาวกำลังดี มุมมองใช้งานได้ดี แต่ถ้าวัยรุ่นใช้ รับรองว่ากระจกคู่นี้โดยเก็บแน่นอน ๕๕๕

จากภาพนี้ จะเห็นว่าตาแมวสำหรับดูระดับน้ำมันเบรคจะอยู่ด้านหน้าของกระปุกน้ำมันเบรคนะฮะ

ประกับขวา มาพร้อม off-run และ start engine ตามที่ควรจะเป็น ส่วน switch ปิดเปิดไฟหรี่ไฟหน้า ไม่ได้ใช้นะคร้าบ ติดไว้ให้ดูไปงั้นเอง (เอ๊ะ หรือต่อเองหลัง switch ได้นะ อิอิ)

มาดูชุดแฮนด์ซ้ายกันบ้าง

ประกับซ้ายก็เช่นกัน มีเปิด-ปิดไฟสูง เปิด-ปิดไฟเลี้ยวซ้ายขวา และแตรมาให้ตามที่ควรจะมี

แต่ที่ดีคือมี Switch ยกไฟสูงมาให้ด้วยจ้า

มุดลงล่างนิดนึง เอ๊ะ อะไรอยู่แถวๆแผงคอล่าง

อ่อ ชุดกุญแจล๊อคคอนี่เอง…

แผ่นชาร๋ล์จก็มาซุกอยู่ใกล้ๆกัน

ขยับเข้ามานิดก็จะเจอะ..ถังน้ำมันจ้า ความจุ 10ลิตรครับผม

เล่นลายด้วยสติกเกอร์ชื่อรุ่น CR5 ออกแบบกราฟฟิกตรงนี้ได้ดี font ดูไม่เชย

ครอบถังน้ำมันเป็นพลาสติกทั้งหมดนะครับ ถ้าจะใช้กระเป๋าติดถังแบบแม่เหล็กก็ไม่ได้สิเนอะ

ที่ดีงามคือ ทรงถังด้านข้าง ช่วงล่างๆจะเว้ารับกับขาของผู้ขับขี่ เมื่อเข่าหนีบถัง การทรงตัวจะมั่นคงดี

ฝาเปิดถังน้ำมันสไตล์สปอร์ต

ให้ฝาเปิดถังน้ำมันแบบบานพับมาด้วยจ้าาาาาา

เลี้ยวลงล่างกันก่อน (เครื่องยนตร์ ไว้หลังสุดละกันเนอะ)

พักเท้าผู้ขับขี่ด้านขวา สไตล์สปอร์ตก็ต้องพับได้ตามยุคสมัย มีทั้งเซนเซอร์และยางกันลื่นมาให้ แป้นเบรคหลังดูแล้วแน่นหนาดี

พักเท้าผู้ขับขี่ด้านซ้าย พับได้เช่นกัน

จากภาพด้านบนทั้งสองจะเห็นว่าตัวแผ่นเหล็กที่บังช่วงส้นเท้าทั้งสองข้างมีรอยขูดขีด เกิดจากการเสียดสีของรองเท้าบูทแบบเรซซิ่ง จะให้ดีตรงนี้ควรปรับปรุงการอบสีให้ทนทานหน่อยจ้า (เจอจุดที่ต้องปรับปรุงแล้ววว) แต่เอาจริงๆหลายๆยี่ห้อถ้าเป็นสีแบบนี้ สักพักก็ได้รอยหมดแหละ๕๕๕

ชุดพักเท้าผู้ซ้อนท้ายทั้งสองข้าง ตัวโครงขาที่ยึดกับเฟรมดูแข็งแรงดีมากๆ

ตัวพักเท้าคนซ้อนพับได้ บากเป็นร่องกันลื่น แถมแผ่นกันส้นเท้าด้านข้างให้ด้วยเหมือนผู้ขับขี่

เลื้อยต่อไปที่ช่วงหลังกันจ้า

ว่ากันที่กันสะเทือนหลังก่อน ให้โช็คหลังแบบเดี่ยวมาสมเป็นรถสไตล์สปอร์ต สามารถปรับได้โดยไม่ต้องถอด(โดยใช้เครื่องมือเฉพาะ) ความยาวโช็คหลังอยู่ที่ 320mm

มีชุดบังโคลนชั้นในของซุ้มล้อมาให้อีกด้วย ป้องกันโคลนก้อนใหญ่ๆไม่ให้กระเด็นไปหาโช๊คหลังได้ดี

ดูจากซุ้มบังโคลนหลังด้านนอก จะเห็นว่าโคลนจะกระเด็นไปแค่ตรงกลางซุ้มเท่านั้น ส่วนที่ไหลไปทางโช๊คหลังจะเป็นแค่น้ำ จึงทำให้ทำความสะอาดได้ง่าย และสิ่งที่จะไปอุดตันจุดยึดหรือข้อต่อก็จะน้อยลง

บังโคลนหลังช่วงท้าย…แม้จะให้มาขนาดนี้ ก็ยังมีดีดบ้างนิดๆ จุดยึดป้ายทะเบียน ตามระยะทางที่ใช้ไป ป้ายทะเบียนยังอยูดีมีสุข

อ่อ รูกุญแจสำหรับเปิดเบาะอยู่ที่บังโคลนหลังนะจ๊ะ ชุดไฟท้าย ทรงโคมไฟท้ายเหมือนตา Ironman ยังไงไม่รู้ แต่พอดูรวมกับกันตกแล้วเหมือนด้วงเขาคู่ อิอิ

ถ้าหลอดไฟท้ายเกิดขาด ก็ยังมีพรายน้ำสีแดงสะท้อนแสงช่วยได้หน่อยนึง

ไหนๆก็กล่าวถึงกุญแจเปิดเบาะ มาดูทรงของเบาะกัน เบาะแบบชิ้นเดียวใช้ด้วยกันทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อน ทรงของเบาะ ตรงนี้ต้องชมนะว่าส่วนของผู้ขับขี่ มันนิ่มสบายบั้นท้ายดีมาก รูปทรงเข้ากับก้นไซส์หมีได้ดีมาก คือ…ปกติวิ่งสักร้อยโลนี่ต้องยกก้นขึ้นแว้บๆนิดๆนี่ไม่ต้องเลย สองร้อยโลยาวๆได้เลย

ส่วนของผู้ซ้อน เท่าที่ถามก็ตอบว่านั่งสบายดี มีโหนกมาให้กันลื่นมาข้างหน้าได้นิดๆ

ตำแหน่งและรูปร่างของกันลื่นก็สวยงามใช้งานได้ดี

ว่ากันเรื่องเบาะ ก็เอาให้จบ เปิดดูใต้เบาะสิ ก็พอใส่เอกสารได้ ใส่เครื่องมือได้นิดหน่อย

แต่ทุกอย่างให้ใส่ซองหรือรัดไว้ให้ดี อย่าให้ไหลลงช่องอากาศเข้ากรองอากาศนะจ๊ะ

วกเข้ามาที่แถวๆแกนล้อ สเตอร์หลังไม่ทราบขนาด แต่ไม่ค่อยชอบการออกแบบ อยากให้มีการฉลุลายเพิ่มให้ดูมีศิลปะอีกนิด คือ…ส่วนตัวผมว่ามันทื่อๆทึบๆไปหน่อย

ส่วนของสวิงอาร์มที่ยึดกับแกนล้อ มีมาร์คสำหรับปรับตั้งโซ่ไว้ด้วย

เบรคหลังจานเดี่ยว ปั้มเบรคก็เป็นสูบเดี่ยวเช่นกัน ใช้งานได้ดี เบรคได้อยู่สบาย ขนาดจานเบรคหลัง220mm

หัวน๊อตตั้งโซ่มาแบบหกเหลี่ยม เก๋ไปอีกแบบ (ได้พกเครื่องมือเพิ่มอีก หัวเราะ)

สวิงอาร์มเหล็กทรงกล่องแบบคู่ มีสติ๊กเกอร์แจ้งข้อควรระวังในการปรับตั้งโซ่แปะไว้คลายเหงา แปลง่ายๆ คืออย่าตั้งโซ่ตึงไปนะจ๊ะ ให้มันมีระยะให้ตัวตามการยุบตัวของโช็คหลังบ้าง

ขนาดของข้อโซ่ ให้มาค่อนข้างหนาน่าจะ520 ดูแล้วแข็งแรงดี แต่จะแข็งแรงแค่ไหนต้องว่ากันยาวๆ ใครรู้แล้วมาบอกด้วย ๕๕

ล้อแม็คหลังขนาด 17 นิ้ว รัดไว้ด้วยยางTubeless ยี่ห้อ IRC รุ่น ROAD WINNER ขนาด 130/70 มาให้จ้า

ชุดปลายท่อไอเสีย มีพลาสติกหุ้มกันความร้อนหน้าตาเบิ้มๆมาให้ จากการทดสอบ เอากระเป๋าข้างแบบทัวร์ริ่งที่เป็นผ้าโพลีเอสเตอร์ไปวางแปะไว้บนท่อ วิ่งยาวๆไม่มีปัญหาเรื่องกระเป๋าละลายแต่อย่างใด สุ้มเสียงท่อที่ได้ก็กำลังดี ถือว่าเงียบเลยล่ะ

ตบท้ายกันที่เรื่องของหัวใจสำคัญก็คือเครื่องยนตร์นั่นเอง

เครื่องยนต์สูบเดี่ยว สี่จังหวะ ระบายความร้อนด้วยอากาศ (มีออยคูลเลอร์เป็นตัวช่วยด้วยหน่อยนึง)
ปริมาตรกระบอกสูบอยู่ที่ 197cc.
อัตราส่วนกำลังอัดที่ 9 . 0 : 1
ช่วงชัก 65×62.3mm
กำลังสูงสุด 11.5 kw/8000 rpm
คลัทช์เปียก
สตาร์ทด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า(สตาร์ทมือนั่นแหละ)
จุดระเบิดด้วยระบบ cdi
จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์



สรุป…

ในบรรดาเครื่องยนตร์พิกัด 200cc ระบายความร้อนด้วยอากาศ…เครื่องยนตร์ตัวนี้ถือว่าดีที่สุดเท่าที่ผมเคยสัมผัสและทดลองใช้งานงาน เสียงเครื่องยนตร์จัดว่าเงียบใช้ได้ไม่มีโคร้งคร้างๆให้รำคาญรูหู เดินเรียบไม่สะท้านมากมายอะไร แถมยังสะท้านน้อยกว่าที่คิด จุดนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับการออกแบบบาลานซ์ชาฟท์ที่ทำได้ดี จุดนี้หากไปเปรียบกับคู่เปรียบจากแดนมังกรถือว่าเครื่องตัวนี้สะท้านน้อยกว่าชัดเจนมาก น่าชื่นชมสำหรับแบรนด์ไทย

ย่านกำลังของเครื่องตัวนี้มาดีต่อเนื่องกันทุกช่วงช่วงต้นดี ช่วงกลางดีมาก ช่วงปลายไม่ห้อย ทุกย่านกว้างกำลังดีลากสนุกไม่ชิดกันจนเกินไป การเร่งแซงแทบไม่ต้องรอรอบเรียกมาๆแบบลื่นไหลดีสมตัว ขึ้นดอยอินทนนท์ช่วงที่ชันๆถ้าการจราจรไม่ติดขัดใข้แค่เกียร์สามก็สบายๆ ถือว่าให้แรงบิดมาใช้งานได้ดี

การจ่ายน้ำมันของคาร์บูเรเตอร์ จ่ายได้ต่อเนื่องดีไม่มีสะดุด ช่วงขึ้นที่สูงที่อากาศเบาบางอาจมีสะดุดบ้างตามปกติของเครื่องคาร์บูเรเตอร์(ปรับจูนเองได้ไม่ใช่เรื่องต้องวิตกแต่อย่างใด) ตอนเครื่องเย็นๆจอดข้ามคืนบนดอยสูงและอากาศหนาวจัด ก็ยังสตาร์ทฉึ่งเดียวติด

เกียร์นุ่มนวลดีมาก หาเกียร์ว่างไม่ยากเลย ถือว่าใกล้เคียงยี่ห้อจากแดนปลาดิบกันเลยทีเดียว น่าดีใจสำหรับรถแบรนด์ไทยที่พัฒนามาถึงจุดนี้ได้

ความเร็วเดินทางที่ย่านที่สบายๆ จะอยู่ประมาณ 100-110 km/h ส่วน110-120 ก็ยังไว้แซงได้ดี (อ้างอิงตามการแสดงผลของมาตรวัดติดรถ)

ความเร็วสูงสุดตามมาตรวัดติดรถที่ทำได้อยู่ประมาณ147 km/h (ตามน้ำหนักของผู้ขับขี่ร่างหมี)

การจับความเร็วรอบนี้ไม่ได้ใช้ GPSนะจ๊ะ (ว่าจะจับก็ลืมตลอด) เอาเป็นว่าไปลองจับกันเองดูละกัน

ทั้งนี้ ปัจจัยต่างๆอาจทำให้ความเร็วสูงสุดที่ได้ไม่เท่ากันเสมอไป ไม่ว่าจะเป็นผิวถนน ทิศทางและความเร็วลม น้ำหนักผู้ขับขี่หรือรวมน้ำหนักผู้ซ้อน น้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ ฯลฯ

โดยรวมเกณฑ์ของเครื่องยนตร์คันนี้ ถ้าตามพิกัดและคู่เปรียบ ผมให้9/10คะแนนกันไปเลย (ยังไม่เคยให้เต็มสิบ อิอิ)

งานประกอบตัวรถทั้งหมดเข้าขั้นดีมาก อาจมีบางจุดที่ยังหยาบไปบ้างแต่ก็ไม่มากมายชัดเจนแต่อย่างใด วัสดุที่ใช้ดูดีได้สมราคาค่าตัว ส่วนจุดที่ต้องปรับปรุงก็ได้แจ้งไปแล้วด้านบน

สำคัญกว่าเครื่องยนตร์ ผมให้น้ำหนักกับช่วงล่าง คือ เครื่องพังก็แค่จอด แต่ถ้าช่วงล่างห่วยนี่อันตรายมากกว่าเยอะ ชุดกันสะเทือนหน้าหลัง ทำงานอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ถ้ารวมไปถึงบาลานซ์การทรงตัวทั้งหมดจัดอยู่ในขั้นดีมาก ขี่ในเมืองก็สนุก ขี่ทางไกลก็สบาย เข้าโค้งได้ดีทุกย่านความเร็ว(เท่าที่ตัวเครื่องทำได้) ยางหน้า-หลัง มีการปรับปรุงจากตัว150cc ให้ตัวที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น ยี่ห้อยางไม่ขี้เหร่ เนื้อยางใช้งานทั่วๆไปได้อย่างเหมาะสม เจอฝนเจอน้ำหมดปลอกยาวทั้งทางตรงและโค้งไฮสปีดก็ยังไปได้ (แต่โค้งแคบๆก็ผ่อนตามสมควรนะ อย่าไปเสี่ยงเลย) ยางชุดนี้ถือว่ารีดน้ำได้สมราคา

ว่ากันเรื่องขนาดยาง ดูจากขอบล้อแม็กซ์แล้ว ยางหน้ายังเพิ่มขนาดได้อีกหนึ่งไซส์ ส่วนยางหลังอาจเพิ่มได้ถึงสองไซส์ (อยากลอง อิอิ) จากช่วงล่างและบาลานซ์ที่ดีมาก ถ้าได้ยางเทพนี่คงเอามาเล่นยิมคาน่าได้สนุกอีกคันหนึ่ง

อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง จากการจัดแบบหมดปลอกไม่รอรันอิน ซัดกันยาวๆไปกลับสิริรวมแล้วกว่า1600กิโลเมตร โดยเฉลี่ยนแล้วอยู่ที่ประมาณ24-25 km/lite จัดว่ากินน้ำมันอยู่บ้าง แต่ก็ในธรรมชาติของเครื่องที่ใช้คาร์บูเรเตอร์ หากแต่วัดกันที่ความเร็วเดินทางปกติ ย่อมประหยัดกว่านี้ไปตามสัดส่วน

น้ำหนักตัวประมาณ140kg นับว่าออกแบบมาได้พิกัดน้ำหนักใกล้เคียงกับคู่เปรียบเจ้าตลาด ถ้ามีรุ่นมีแฟริ่งช่วยให้แอร์โรว์ไดนามิคดีขึ้น ย่อมทำความเร็วได้ดีขึ้นอีกและประหยัดน้ำมันได้ดีกว่านี้

โดยรวมแล้วจากทั้งหมดที่ได้เทียบกับราคาที่ต้องจ่าย จัดว่าดีสมตัว แต่จุดที่ทำให้ตัวนี้เป็นที่นิยมของวัยรุ่นในระดับนึง อาจเป็นเพราะดีไซน์ของเนคเกตสปอร์ตที่โฉบเฉี่ยวและจับต้องได้ในราคาที่สมเหตุสมผล จากยอดจำหน่ายที่ดีขึ้นเรื่อยๆ รถจากแบรนด์ไทยค่ายนี้ในช่วงหลังๆถือว่าน่าจับตามองทุกตัว

อ่อ…ตัวที่ยอดจองถล่มทลายใน motor expo ที่ผ่านมา ดูแล้วใช้เครื่องตัวเดียวกับคันนี้ชัดเจนเลยนะ อิอิ

ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านข้ามวันข้ามคืนจนจบจ้า อมยิ้ม17

บทความโดย สมัญตาชีวบุตร_omega_13

Comments

comments

SHARE :)