พา Africa Twin เที่ยวแดนปราสาทหิน..ถิ่น MotoGP..บุรีรัมย์

พา Africa Twin เที่ยวแดนปราสาทหิน..ถิ่น MotoGP..บุรีรัมย์

ถ้าหากถามขึ้นมาในตอนนี้…

ว่าจังหวัดไหนเป็นที่สนใจมากที่สุดของชาวมอเตอร์ไซค์..
จังหวัดไหนกำลังเป็นที่สนใจในเรื่องประวัติศาสตร์แห่งปราสาทหิน…
จังหวัดไหนที่มีชื่อเสียงในด้านทีมฟุตบอลมากที่สุด..

คำตอบคงไม่พ้น   บุรีรัมย์

ทริปนี้เกิดจากความตื่นเต้นและยินดีปรีดาที่บุรีรัมย์ของเรากำลังจะได้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันรถมอเตอร์ไซค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
นามว่า MotoGP  ก็เลยขอออกทริปจำลองการขี่รถไปดู MotoGP แบบ 2 วัน 2 คืน ( เสาร์-อาทิตย์ )ในปี 2561 เสียหน่อย
โดยเป็นทริปที่ไม่มีอะไรมาก กิน เที่ยว เปรี้ยว ชิล ไปเรื่อยๆ ตามสไตล์เราครับ

ทริปนี้ขอพาเพื่อนเก่าแต่คันใหม่ที่คนไทยคุ้นหน้าคุ้นตากันมาซักระยะแล้วไปด้วยเลยละกัน  เจ้าเพื่อนเก่าคันนี้มีนามว่า

Honda CRF1000L Africa Twin
หรือที่เรียกันสั้นๆ ติดปากกว่า Africa Twin เนี่ยแหล่ะ…

จริงๆ รีวิวรุ่นนี้คงเต็มเน็ทไปหมดแล้วคงเหมือนเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนแต่เอาน่ะครับมาช้ายังดีกว่าไม่มาเนอะ ^^
เอาเป็นว่าผมพามาขี่รถเที่ยวละกันครับแต่แอบเหลาให้ฟังตามความเห็น User บ้านๆ แห่ง#มอเตอร์ไซค์เนอะ

เอ้า…. ออกเดินทางกันเลยอมยิ้ม17อมยิ้ม17



ป.ล. ทริปนี้แบกโดรน Dji Phantom 4 ไปด้วย เพราะอยากลองเห็นมุมแปลกๆใหม่ๆของประเทศเราบ้าง  แต่ด้วยความที่เป็นมือใหม่ไม่ประสีประสาอะไรมากนัก ไม่ได้อ่านคู่มือ บินอย่างเดียวเลย  ก็ขออนุญาติ Tag Drone และมาเล่าสู่กันฟังกับการแบกโดรนไปกับมอเตอร์ไซค์นะครับ   สำหรับเจ้าโดรนลำนี้ผมเรียกมันว่า เจ้าท่อมครับ


แบกไปอย่างไรน่ะหรอ

ก่อนออกเดินทางมาสำรวจองค์ประกอบคร่าวๆ ของม้าศึกเราสักนิด

ป.ล.สำหรับตัวเลขต่างๆ ถ้ามีตรงไหนผิดพลาดไปต้องขออภัยด้วยครับ ร้องไห้ร้องไห้

ออกเดินทางจากเมืองที่เขาว่าเป็นเมืองฟ้าเมืองอมร

ถ้าพูดถึงการใช้งานในเมือง จากการที่ผมคลุกคลีกับเจ้า Africa Twin ในเมืองหลวงที่รถติดเป็นอันดับต้นๆ ของโลกอย่างกรุงเทพฯของเรา ต้องบอกว่า เจ้า Africa Twin สอบผ่านแบบเหลือเชื่อ  กับรถ Dual Sport 1000cc  ( ต่อไปเรียกรถ Adventrue ตามแบบที่บ้านเราคุ้นชินละกัน ) ผมไม่คิดว่ามันจะใช้งานได้ง่ายและคล่องแคล่วขนาดนี้

ส่วนหนึ่งต้องยกความดีความชอบให้สรีระศาสตร์อันยอดเยี่ยมของ Honda และเครื่องยนต์ที่ค่อนข้างเรียบเนียนในรอบต่ำแม้จะมีกระบอกสูบที่โตถึง 500cc ต่อลูก( แต่ก็ยังมีรถที่กระบอกโตกว่านี้และเรียบเนียนกว่านี้ )  และระบบเกียร์ DCT แบบ Auto ของมัน ทำให้สนามรถติดในเมืองกรุงเป็นสวนหลังบ้านของเรานั่นเอง

สวดยอด จุ๊บๆจุ๊บๆ

ป.ล. กระทู้นี้ขอทดลองให้คะแนนดู เผื่อจะอ่านง่ายขึ้น ดีไม่ดีอย่างไร แนะนำติชมได้ครับ อมยิ้ม17อมยิ้ม17

มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา จะไปต่างจังหวัดไกลๆ เสาร์-อาทิตย์สักที่จะออกกันตอนไหนดีหล่ะครับ
แน่นอนไม่เช้ามืดวันเสาร์ก็ค่ำวันศุกร์  ทริปนี้ผมเลือกค่ำวันศุกร์เพราะอยากชมอาทิตย์ยามเช้าวันเสาร์ ณ ดินแดนอีสาน

หลังจากฝ่ารถ( อภิมหา) ติดแห่งเย็นวันศุกร์มาได้   พอออกนอกเมืองมาหน่อยได้เวลาเดินคันเร่ง คงต้องบอกว่า คงไม่มีเครื่องยนต์แบบไหนที่เหมาะแก่การ Cruise บนทางยาวๆ ได้เหมาะกว่าเครื่องยนต์ 2 สูบลูกโตๆแล้วหล่ะ
รอบที่ไม่สูงมากนักทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายยามเดินทางแม้จะใช้ความเร็วสูงก็เถอะ ไฟหน้าที่สว่างไสวตามสไตล์ LED ช่วยให้เรามองทางได้ชัดเจน แต่ออกจะแสบตานิดหน่อย  ยามมันสะท้อนกับวัตถุสีขาว ถ้าฝนตกยิ่งร้ายหนัก  อย่างไรผมก็ยังชอบหลอดฮาโลเจนแบบเดิมๆ มากกว่าอยู่ดี

ในเรื่องสรีระศาสตร์เบื้องต้นก็ต้องบอกว่า แฮนด์สูง ตัวตรง ขายืด เป็นรูปแบบการนั่งของรถสไตล์นี้อยู่แล้ว เมื่อควบรวมกับชิลหน้าที่ปรับไม่ได้ทำหน้าที่ได้พอหอมปากหอมคอ ไม่ได้ยอดเยี่ยมแต่ดีพอที่จะสร้างความสบายได้ในระดับที่คนทั่วไปพึงพอใจ

สรุปโดยรวมแล้วเจ้า AT มันเป็นรถเดินทางไกลที่ดีเยี่ยมคัน หนึ่งเลยทีเดียวหล่ะ


ด้วยความเร็วของเจ้า AT  200 กว่ากิโลนี่แป๊บเดียวจริงๆ

เรือนไมล์ของเจ้า AT ก็อย่างที่เห็นนี่แหล่ะครับ แบ่งออกเป็น 2 หน้าจอ  อะไรๆที่รถ Modern สมัยใหม่ควรจะมีมันก็มีให้หมดล่ะน่ะ  ที่สำคัญคือ มันตั้งอยู่ใกล้ระดับสายตามาก แทบไม่ต้องก้มมองเลยครับ

ค่ำคืนนี้ผมไปไม่ถึงบุรีรัมย์ ผมพักที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ เลยนางรองมา นิดหนึ่งครับ

340 กว่ากิโลมเตร ผ่านถนนหมายเลข 1 และ 2 ของประเทศ มาเข้าทางตรงยาวๆ ของถนนหมายเลข ที่ 24
ในที่สุดเราก็มาถึงอำเภอเฉลิมพระเกียรติที่ตั้งของปราสาทหินพนมรุ้งครับ


อันที่จริงเราแวะมาปราสาทหินพนมรุ้งแทนที่จะยิงตรงเข้าบุรีรัมย์เลยเพียงเพราะว่าแค่อยากมานอนแถวนี้เท่านั้นเองครับ
ขอชมปราสาทหินจากมุมที่แตกต่างจากที่เคยมายามเช้าก็มีความสุขแล้ว…

เอาเจ้าท่อมขึ้นบินดูบรรยากาศหน่อย แต่ไม่กล้าเข้าไปใกล้ปราสาทนะครับ เอาแค่เห็นบรรยากาศโดยรอบๆ จากมุมที่แปลกตาก็พอใจแล้ว


อีกสิ่งหนึ่งที่อยากชมคือ อาทิตย์ยามเช้าแห่งแดนอีสานจากมุมสูงครับ


เอาหล่ะ บอกลาปราสาทหินพนมรุ้งกันครับ คราวนี้ขออภัยที่อาจจะไม่ได้เจาะลึกมากมายนัก
สารภาพตามตรงว่าไม่ได้เดินเที่ยวด้านใน เพราะมีเวลาจำกัดและเคยมาแล้วครับ

กลับมาที่พัก เตรียมออกเดินทางต่อ

เอาจริงๆที่พักแถวๆอำเภอเฉลิมพระเกียรตินี้ก็เป็นอีกหนึ่งที่ที่น่าจะใช้ซุกหัวนอนยาม MotoGP ได้หากโรงแรมในตัวเมืองไม่เพียงพอที่จะรองรับจำนวนผู้คนที่จะแห่กันมาดู MotoGP
แถวนี้ค่อนข้างเงียบสงบและที่พักราคาไม่แพง ตกเฉลี่ยไม่เกิน 500 บาทต่อคืนครับ

ป.ล. สำหรับอำเภอนางรองคิดว่าที่พักน่าจะเต็มแน่ๆ เพราะเป็นทางผ่านไปยังบุรีรัมย์จาก กทม พอดี ถ้าเลี่ยงมาเฉลิมพระเกียรติคิดว่าน่าจะมีลุ้นกว่า ( คหสต นะครับ )


ก่อนจะออกเดินทางขอสำรวจระบบเกียร์กันหน่อย

เจ้า Africa Twin คันนี้มันมาพร้อมกับเกียร์ Dual Clutch Transmission หรือเรียกสั้นๆ ว่า DCT
เจ้าเกียร์แบบนี้มันทำงานยังงัย พูดง่ายๆ ก็มีชุดคลัทช์ 2 ชุดเชื่อมต่อกับระบบขับเคลื่อน 2 ชุด  ชุดหนึ่งสำหรับเกียร์เลขคี่อีกชุดเลขคู่  เวลาที่เกียร์เลขคี่ทำงาน เกียร์เลขคู่อีกชุดหนึ่งก็เข้าเกียร์ไว้รอเลย ทำให้เวลาเปลี่ยนเกียร์นั้นเพียงแค่สลับ เฟืองอะไรนิดหน่อยก็เปลี่ยนเกียร์แล้ว จึงเปลี่ยนเกียร์ได้เร็วมาก
เมื่อผนวกกับระบบอิเล็กทรอนิคส์ทำให้มัน เข้าเกียร์ให้เอง มันก็กลายเป็นเกียร์ Auto ดีๆ นี่เอง

แต่ไม่แค่นั้น Honda ยังแอบผนวก Auto Mode Sport ( S ) มาให้เพื่อความเร้าใจที่มากกว่าโหมด ( D )
ซึ่งคงต้องแอบกระซิบว่าโหมด D  นี่มันเปลี่ยนเกียร์เร็วเกินไปเร่งไปแป๊บเดียว ( แถวๆ 3 พันรอบ ) ก็เปลี่ยนเกียร์แล้ว( คงอยากจะประหยัดอ่ะนะ )  อัตราเร่งเลยออกมาแนวเฉื่อยชาและก็ไม่เร้าใจเอาเสียเลย
โดยส่วนตัวต้องบอกว่าผมขี่ Mode S   ตลอด ซึ่งการเปลี่ยนเกียร์จะเปลี่ยนที่รอบสูงมาหน่อย ( ค่อยเหมือนคนปกติเปลี่ยนเกียร์หน่อย ) ทำให้ส่งกำลังตอบสนองมีชีวิตชีวามากขึ้น

แต่ถ้ายังไม่สะใจพอ ก็เปลี่ยนเกียร์เองเลยด้วยการเลือกโหมด Manual!!!!!


เล่นเกียร์เองแล้วเปลี่ยนเกียร์ยังงัย
ก็ที่แฮนด์ด้านซ้าย ใช้นิ้วชี้เพิ่มเกียร์ นิ้วโป้งลดเกียร์ดังภาพ
เนื่องด้วย DCT ของเจ้า Africa Twin นั้นถ้าจะให้นับน่าจะเป็น Generation ที่ 2 ที่ถูกพัฒนาต่อเนื่องมาจากยุค VFR1200F / X และ NC/Integra 700 / 750
จึงทำให้มันทำงานได้น่าพอใจกว่า Gen แรกมากมายนัก มันรวดเร็วและเรียบเนียนจนผมแอบมโนไปว่า  การ downshift และเบรกเพื่อเข้าโค้งอย่างรวดเร็วและหนักหน่วงมันต้องทำให้เจ้า Africa Twin เป็นรถ Dual ที่เข้าโค้งได้เร็วสุดๆ รุ่นหนึ่งแน่นอน

Road Handling

ด้วยการ downshift อันรวดเร็วและระบบเบรค Radial Mount ที่ตอบสนองได้ดี ทำให้การยัดลึกนั้นทำได้ง่ายมากกว่าเกียร์ธรรมดา
หากแต่เมื่อยัดลึกแล้ว ด้วยล้อหน้าขนาด 21 นิ้วของมัน ทำให้การพลิกรถในโค้งมันค่อนข้างอุ้ยอ้ายไปบ้าง  ถามว่ามากไหม ก็มากกว่ารถที่มีล้อหน้าขนาด 19 นิ้วแน่ๆ แต่ก็น่าประหลาดที่ล้อหน้าใหญ่ขนาดนี้แต่ กลับให้ความรู้สึกในโค้งที่เป็นธรรมชาติ  ไม่รู้สึกหวิวๆ หน้าลอยๆ เหมือนขี่รถวิบากซักเท่าไร

มันเอาเรื่องเหมือนกันนะเนี่ย เจ้า Africa คันใหม่ จุ๊บๆจุ๊บๆ


ลองเปลี่ยนมาลีนเอ้า กับความเร็วระดับหนึ่ง เอ่อ เหมือนมันจะไม่ใช่นะ….


โดยสรุปเอาเป็นว่า บนถนนมันทำได้ดีมาก ถ้าคิดว่ามันคือรถสายลุยคันเบิ้มล้อหน้าขนาด 21 นิ้วบนถนน มันนิ่งๆ แน่นๆ และเสถียรเอาเรื่องเลยทีเดียวจะติดก็แค่ว่ามันอุ้ยอ้าย พลิกไม่เร็วเพราะล้อหน้าขนาด 21 นิ้วนั่นแล…

ในส่วนของทางตรง คงต้องบอกว่าไม่มีอะไรจะบ่น มันนิ่งและเสถียรมากแม้บนความเร็วแตะๆ 200 กม/ชม ก็ตาม ระบบเบรกเองก็ทำงานได้ดี แม้ว่าจะไม่คมเป๊ะและละเอียดแบบชุดเบรกเทพยี่ห้อดัง แต่ก็จัดว่าสมราคาหล่ะครับ

ในเรื่อง Road Hanling ผมให้คะแนน 8.5 / 10 ครับ

อย่างที่บอก เพื่อให้การเดินทางนั้นไม่น่าเบื่อ พบเจอกับเส้นทางตรงๆ อย่างเดียว
แทนที่เราจะวิ่งด้วยถนนสาย 218  ( หลังจากวิ่งเส้น 24 ) มุ่งตรงสู่บุรีรัมย์เลย
เราวิ่งอ้อมเล็กน้อยเข้าสู่เส้นทางขุนเขา(เล็กๆ)สายวัฒนธรรม ซึ่งเป็นที่ตั้งของ “ปราสาทหินพนมรุ้ง” และ “ปราสาทเมืองต่ำ” แต่คราวนี้เราไม่ได้เจาะลึกทั้งคู่ เท่าไรนัก เนื่องด้วยมีเวลาน้อย

จากนั้นเราก็พุ่งตรงตัดขึ้นบุรีรัมย์ ด้วยถนนสาย 2445 ซึ่งถนนสายนี้จะผ่านที่เที่ยวหลายที่เหมือนกัน
เริ่มกันด้วย “ห้วยตลาด” ก่อน


ถนนสาย 2245 นี้ วิ่งพาดกลาง “อ่างเก็บน้ำห้วยตลาด”  ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับ “ห้วยจรเข้มาก” ซึ่งอีกหน่อย ทางบุรีรัมย์จะสร้างเส้นทางจักรยานรอบ ห้วยจรเข้มาก
ส่งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นเมืองแห่งการกีฬาเข้าไปอีก

อิจฉาคนจังหวัดนี่จริงๆ ให้ตายเถอะ!!!!

ภาพมุมสูงจากเจ้าท่อมมองจากห้วยตลาดไป ยังห้วยจรเข้มากครับ


แต่ด้วยความเร่งรีบนิดหน่อยในวันนี้ ชมวิวที่อ่างเก็บน้ำห้วยตลาดไปก่อน ห้วยจรเข้มากเก็บไว้คราวหน้าละกัน ^^

ออกจากห้วยตลาดขอขี่อ้อมนิดนึงไปเที่ยว “บ้านสนวนนอก”  ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเกี่ยวกับการทอผ้าไหม


หลังจากไปศึกษากระบวนการทำผ้าไหม 1 ผืนแล้ว
ความรู้สึกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น คือ  อย่าต่อราคาเลยครับ
กว่าจะได้ผ้าไหมเส้นหนึ่งมันใช้เวลาและ แรงงานมากมายแค่ไหน

ลองไปสัมผัสกันดูครับ…

มาบุรีรัมย์ เขาว่าต้องกิน “หมี่ยำ”
เจ้าดังอยู่ที่อำเภอ “กระสัง” แต่ว่าเราเข้ามาตัวเมืองแล้วกินเจ้าไหนดี

ลอง Search ข้อมูลดูเจอร้าน “ป้าเปลี่ยน” ไม่รู้ดังไหม แต่สะดวกดี เพราะอยู่ใจกลางเมืองบุรีรัมย์เลย


หน้าตาหมี่ยำเป็นอย่างไร
ก็แบบนี้งัย  ถึงชื่อเป็นหมี่แต่แท้จริงเส้นมันขนมจีนราดด้วยน้ำปลาร้า ปลาป่นรสชาติเข้มข้นมาก เคล้ากับอากาศที่ร้อนจัด
เหงื่อไหลไคลย้อยไม่ขาดสาย

แต่คงต้องบอกว่า รสชาติมันเด็ดพอสมควรเลยหล่ะ  นี่ผมยังน้ำลายไหลอยู่เลยเวลาดูภาพ ( ทั้งๆ ที่จริงๆผมเป็นคนไม่กินปลาร้า )

ท้องอิ่มตกบ่ายหาที่เที่ยวหลบร้อนหน่อย มาคราวนี้อยากเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมากกว่าเชิงธรรมชาติ
จะเรียกให้เข้ากับ concept การท่องเที่ยวของทาง ททท คือ “เที่ยวเก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง”

แต่ของเรา “เที่ยวเก๋ไก๋สไตล์ชะโงกทัวร์” เสียมากกว่า หัวเราะหัวเราะ


สถานที่ท่องเที่ยวต่อไป  “ศูนย์วัฒนธรรมอีสานใต้จังหวัดบุรีรัมย์”
ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และโบราณคดีของแดนอีสานใต้ได้ดีพอสมควรเลยหล่ะ


เดินเข้าไปด้านในพบโครงกระดูกช้างโบราณ ใหญ่โตและสมบูรณ์มาก ประหลาดใจประหลาดใจ


ได้ความรู้เพิ่มว่าชีวิตชาวอีสานใต้สมัย ก่อนปัจจุบันเขากิน เขาอยู่กันอย่างไร

ประวัติศาสตร์เมืองบุรีรัมย์แต่โบร่ำโบราณ ผังเมืองมีหน้าตาเหมือนหอยสังข์

ป.ล. อันที่จริงในศูนย์นี้มีความรู้ให้ศึกษามากมายกว่าที่ผมเอามาให้ดูนี้มาก แต่เกรงว่าจะเบื่อกัน เลยนำมาเพียงนิดเดียว เอาแค่พอหอมปากหอมคอพอ

เขาว่าอย่าเชื่อสิ่งที่เขาบอกมา จงพิสูจน์ด้วยตาตัวเอง

เมื่อเอาโดรนขึ้นพิสูจน์ ผมพบว่าผมต้องตามหาของกินอีกหลายอย่าง  แผล็บๆ !!!! หัวเราะหัวเราะ

ป.ล. ด้วยความโง่เขลา ลืมกางเสาสัญญาณเจ้าท่อม ปรากฏว่าขึ้นไปได้ไม่สูง สัญญาณหลุด ตกใจแทบแย่ พอกางเสาออกสัญญาณก็กลับมา connect กับเจ้าท่อมอีกครั้ง แต่ใจผมฝ่อแล้วหล่ะ เอาสูงแค่นี้ก่อน ( เลยไม่เห็นหอยสังข์เลย )

เสียงลือเสียงเล่า อ้างว่า “เต้าส่วนเจ๊ตุ่ม”  อร่อยมาก ไปช้ามีหมด มีอดไม่รู้ด้วย
ต้องไปตั้งแต่ตอนเย็นๆ เพราะหัวค่ำคงอดกินแน่นอน

บนล้อและยางที่มีขนาดกระเดียดไปทาง Enduro ผมบิดท้ายสไลด์ ( มะโน ) เข้าโค้งที่สี่แยก ด้วยการปิดระบบ ABS ที่ล้อหลัง ( อันนี้ทำได้จริง )ทำให้การสไลด์ยาง ขนาด 150 / 70 ขนาด 18 นิ้วที่รัดด้วยยาง Dunlop Trailmax ที่ทำงานได้ดีทั้งทางเรียบและทางเถื่อนไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด

ถึงกระนั้น ผมก็ยังทำไม่เป็น กลัวรถเค้าล้ม ไม่มีปัญญาใช้


แม้ว่าขนาดความ กว้างของยางหน้าจะ แค่ 90mm  แต่อย่างไรเสีย สมรรถนะของระบบเบรกจานคู่ที่ถูกกัดหนึบหนับ ( เหมือนที่ผมอยากจะไปกัดปาท่องโก๋จิ้มเต่าส่วนเร็วๆ )
ด้วยคาลิเปอร์แบบ Radial Mount ของ Nissin หน้าตาธรรมด๊า ธรรมดา แต่สมรรถนะไม่ธรรมดาด้วย มันเอาอยู่แบบหนึบ หนับเลยหล่ะ

มันควรได้คะแนน เกือบเต็ม ถ้าไม่ได้อยู่บนล้อและยางของรถ Dual Sport!!!!


ว่าแล้วก็เบรกเอี๊ยดดดดเลี้ยวเข้าร้านเต้าส่วน

เต้าส่วนเจ๊ตุ่ม

เนื่องจากว่าขายดีมาก คนมารอเยอะพอสมควร แถวยาวเลยทีเดียว ถ้าซื้อกลับบ้าน
แต่ถ้านั่งทานที่นี่ ไม่มีคิว นั่งโต๊ะปุ๊บ ได้กินเลย เย่ๆ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวมาก (  เพราะเราคงไม่ซื้อไปกินที่โรงแรม )


ใกล้ๆร้านเจ๊ตุ่ม มีร้านขายปาท่องโก๋อยู่ซึ่งตามที่กินมา ต้องบอกว่า ถ้ากินเต้าส่วนอย่างเดียว แม้มันจะเลิศ เหนียว นุ่ม นวล เนียน แค่ไหน ก็ยังเหมือนขาดอะไรไป พอได้ปาท่องโก๋มาชิดใกล้ มันใช่ในบัดดล

เอาไปเต็ม 10  อย่าลืมแวะมากินกันนะครับ ^^

อันที่จริงการเที่ยววัดไม่ใช่ทางผมเลย ผมร้อนไปหมด ( แน่ละ ฤดูร้อน ฮี่ฮี่ )
แต่วัดกลาง ที่อยู่กลางเมืองบุรีรัมย์ก็ต้องขอแวะไปชมเสียหน่อยครับ


ศาลหลักเมือง อยู่ตรงข้ามกันเลย

เมื่อเวลาเย็นย่ำมาเยือน  เราไปเที่ยว “เขากระโดง” ซึ่งเป็นภูเขาโดดๆ อยู่ใกล้ตัวเมืองกันดีกว่า
ที่นี่เป็นภูเขาไฟเก่าด้วยนะ มีบันไดเดินขึ้น  แต่แน่นอน อ้วนๆ อย่างเรา ขี่มอไซค์ขึ้นสิครับ  ร้องไห้ร้องไห้


จากเขากระโดง เราสามารถมองเห็นสนามช้าง  เป้าหมายของเราที่จะเข้าไปดู MotoGP ในวันพรุ่งนี้ ( มะโน )

แวะกลับที่พักหน่อย

พอพูดถึงเรื่องที่พัก  ในบุรีรัมย์และรอบๆ สนามช้างมีที่พักให้เลือกอยู่พอสมควร ถือว่าเยอะในวันที่ไม่มีการแข่งขันอะไร แต่ถ้าช่วง MotoGP ขึ้นมาเมื่อไร บอกเลยว่าคงจะไม่พอ  ต้องหานอนกันเอาตามมีตามเกิดหรือไม่ก็จองล่วงหน้ายาวๆ หล่ะครับ

สำหรับผมในคืนนี้ เราพักที่โรงแรม Sky View ข้างๆ สนาม i-Mobile Stadium แหล่ะ  เดินมาเที่ยวได้เลย
สนนราคาก็คืนละ 600 บาท  แอร์ วิทยุ เทป แม๊ก  พร้อม

เอ้ย ไม่ใช่ แอร์ ทีวี ตู้เย็น พร้อมสรรพ หัวเราะหัวเราะ


มีอาหารเช้าให้ด้วยนะ

เท่านั้นยังไม่พอ สระน้ำก็ยังมีให้  นี่คืนละ 600 นะครับ เท่าที่นอนมาหลายๆ ที่รอบๆ สนามช้าง ที่นี่คุ้มค่าสุดแล้ว
#รับค่าโฆษณามา 2 ล้านบาท

เย็นย่ำค่ำลง ไปสำรวจปลายทางของเราหน่อย

ปลายทางแห่งความเร็ว กำลังจะประทุพรุ่งนี้กับ รายการ MotoGP ( มะโน )


ทไวไลท์สาดส่องทั่วท้องฟ้าบุรีรัมย์  เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า พร้อมแล้วที่เจ้า Africa Twin จะไฝว้!!!!
แต่ก่อนจะไฝว้อะไรสักอย่าง  มารู้จักอาวุธสำคัญที่สุดของเจ้า Africa Twin กันหน่อย สิ่งนั้นคือ “เครื่องยนต์”

จากอดีตที่เคยเป็นเครื่องยนต์ V-Twin จนปัจจุบันปรับมาเป็นสูบเรียงที่ได้เปรียบในเรื่องความเล็ก เบา จุดนี้ทำให้ Africa Twin รุ่นใหม่มีราคาที่จับต้องได้แล้วก็ยังออกแบบรถให้เอื้อประโยชน์   กับผู้ขับขี่ในหลายๆ ด้าน หากจะเหลาคงต้องเล่าเป็นวัน เอาเป็นว่าเพราะเครื่องเล็กไม่สูง ทำให้รถมันดีขนาดนี้ละกัน  แม้ว่าจะเปลี่ยนจากสูบวีมาเป็นเรียงแต่สุ้มเสียงที่มีเอกลักษณ์ก็ยังคงดำรงอยู่   คงต้องขอบคุณการจุดระเบิดแบบ 270 องศาที่ทำให้สุ้มเสียง 2 สูบเรียงบล๊อคนี้มันมีเอกลักษณ์ใกล้เคียงสูบวีพอสมควร แม้แต่ท่อเดิมก็ให้สุ้มเสียงที่ดุดันเล็กๆ

ในแง่สมรรถนะทางตัวเลขมันไม่น่าสนใจเท่าไรกับ 94 แรงม้า และ 98นิวตัน/เมตร  หากแต่เจ้าเครื่องบล๊อคนี้มันกับส่งกำลังได้เรียบเนียนแบบ Honda จนค่ายอื่นต้องอิจฉา แถมอัตราการกินน้ำมันยังโดดเด่นโดยรวมๆ กับการใช้งานตั้งแต่ในเมืองรวมถึงเดินทางไกลกินเพียงแค่ 20 กม/ลิตร ซึ่งในระดับพิกัดรถ 1000cc ถือว่าประหยัดเอาการอยู่  ในเชิงสมรรถนะที่ถ่ายออกออกมา การเดินทางไกลทำได้ผ่อนคลายมากเพราะรอบต่ำ การเดินทางในช่วงความเร็ว 120-180 กม/ชม นั้นเป็นไปแบบสบายๆ หรือว่าอยากจะจี๊ดทะลุ 200 กม/ชม ขึ้นไปก็พอจะทำได้ แม้ตัวรถจะออกอาการหวิวๆ บ้างเล็กแล้วก็ตาม แรงบิดมีให้เรียกใช้ตลอดย่านการทำงานของเครื่องยนต์  การจ่ายน้ำมันเองก็ทำได้ยอมเยี่ยม ไม่มีสะดุดหรือสะอึกให้เห็นเลยแม้แต่น้อยไม่ว่าจะเปิดคันเร่งเร็วหรือช้า

จุดเด่นอีกจุดหนึ่งเลยคือ การถ่ายทอดกำลังจากคันเร่งสู่เครื่องยนต์นั้นตรงไปตรงมา ไม่มีหน่วงหนืด น่าจะถูกใจสายทางดินพอสมควร

กล่าวโดยสรุป เครื่องยนต์บล๊อคนี้มีความสามารถรอบด้าน เป็น All Round Engine ที่ยอดเยี่ยมบล๊อคหนึ่งของโลกนี้ที่สร้างมาเลยทีเดียว

Good job Honda !!! พร้อมไฝว้กันหรือยัง

ป.ล. ชมขนาดนี้ไม่ให้คะแนนเต็ม เพราะมันขาดคาแร็คเตอร์บางอย่างไรและยังมีเครื่องยนต์ที่ผมหลงรัก ( ด้วยอารมณ์ล้วนๆ ) มากกกว่านี้น่ะสิ !!!

งานไฝว้คราวนี้คือ งานแดร๊กสายแว๊นซ์แห่งเมืองบุรีรัมย์ที่จัดขึ้นในลานกว้างระหว่างสนามช้าง กับ i-Mobile Stadium ที่เปิดเหล่าวัยรุ่นผู้มีใจรักในสองล้อและความเร็วมาสู้กันในพื้นที่ปิดที่มีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้  ผู้ที่ลงแข่งจะต้องสวมหมวกกันน๊อคเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ที่สำคัญ ฟรีตลอดงาน

นับเป็นโครงการดีๆ จากผู้ใหญ่ที่เข้าใจเด็กและลดปัญหาการแข่งขันกันบนท้องถนนที่อันตรายทั้งตน เองและผู้อื่นไปได้เปราะหนึ่ง แต่นี่คือมุมดีๆ นะครับ แน่นอนเหรียญมีสองด้าน

แต่มันดีกว่าไม่ทำอะไรเลยแน่นอนครับ
อย่างน้อยบุรีรัมย์ก็ยังมีคนทำ…มากกว่านอนอยู่เฉยๆ แก้ปัญหารายวันไป


รถ แข่ง โมเต็ม  ผมชักจะเริ่มป๊อดว่าจะสู้ได้ไหม  เอาเป็นว่าขอถอนตัวด้วยความป๊อดละกัน >_____<


ออกมาเดินเล่นยามค่ำคืนบริเวณใกล้ๆ สนาม i-mobile stadium กันต่อ ยามค่ำคืนจะมี “ไนท์เซราะกราว” ที่เป็นตลาดย่อมๆ มีอาหารให้เลือกสรรค์และมีหญ้านุ่มๆ ให้เลือกกิน เอ้ยนั่งกันสบายๆ ภายใต้แสงดาว

ผมละอิจฉาคนจังหวัดนี้จริงๆ

กล่าวถึงเครื่องยนต์ไปแล้วจะไม่กล่าวถึงระบบเกียร์และระบบขับเคลื่อนก็คงไม่ได้

เจ้า Africa Twin คันนี้มาพร้อมกับเกียร์แบบ Dual Clutch Transmission หรือเรียกสั้นๆ ว่าเกียร์ DCT ตามที่อธิบายไปข้างต้นแล้ว
แน่นอนว่า เกียร์ DCT ของเจ้า Africa Twin มันดีงามพระรามเก้าพอสมควรแในแง่ความสะดวกสบาย และยังส่งผลถึงสมรรถนะการเปลี่ยนเกียร์ขึ้น และลงอย่างรวดเร็วด้วย คือในด้านดีมันดีใจหาย แต่ไม่ใช่ว่ามันจะไม่มีจุดด้อย  สำหรับคนที่ขับรถ Manual Clutch มาบางอารมณ์มันอยากจะตัดต่อกำลังด้วยก้านคลัทช์เองในบางจังหวะ  เช่น การแข่งแดร๊ก( จะอ้างว่าป๊อดเพราะเกียร์ ว่างั้น!!! ) เป็นต้น
ไม่เพียงแค่นั้น บางทีเราก็อยากเลียคลัทช์บางจังหวะเพื่อสร้างความนุ่มนวลในการออกตัวหรือขับ ขี่  แต่เจ้า DCT มันทำไม่ได้

โดยรวมๆ การใช้งานทั้งหมดทั้งมวลนั้นมันโคตรจะ Perfect แต่ทีตัดไป 1 คะแนนแค่มันขาดก้านคลัทช์ไปอันเดียว  ถ้ามีคลัทช์หลอกๆ เหมือนรถแม่บ้านสมัยก่อนที่บีบก็ได้ ไม่บีบก็ได้ ( ใครเกิดทันและจำได้บ้างว่ารุ่นอะไร อิอิ )
ผมจะให้ 10 เต็มไปเลย ( อันนนี้เป็นมะโนส่วนตัวนะครับ 555 )

อีกอย่างหนึ่งที่ผมไม่ชอบเกี่ยวกับ DCT คือ ด้วยความที่มันไม่มีคลัทช์ ตอนออกตัวมันจะพุ่งๆ ควบคุมยากนิดนึง ( อันที่จริงต้องโทษการตอบสนองของคันเร่งมากกว่า ) ผมต้องเบรกหลังไว้ด้วย สร้างความลำบากลำบนตอนออกตัวนิดนึง

ส่วนระบบขับเคลื่อนนั้นยังคงภักดีกับระบบโซ่ เพราะตามสไตล์รถแล้วมันก็ควรจะใช้โซ่แหล่ะ นะ  แต่ใครขี่รถเพลามาแล้วมันช่างง่ายต่อชีวิตเหลือเกิน ไม่ต้องคอยดูแลหยอดโซ่ตั้งโซ่  แต่ก็นะถ้าเป็นเพลา เจ้า AT มันคงไม่น้ำหนักเบาขนาดนี้หรอก

จริงไหม!!!

ภาพ : ปราสาทจำลองภายในบริเวณสนาม i-Mobile Stadium

ตื่น เช้ามา วันนี้แหล่ะ ที่เราจะไปดู MotoGP ( มะโน ) กัน

ดูอยู่ด้านนอกด้วยเจ้าท่อมนี่แหล่ะ อิอิ

จากเรื่องที่ Rossi บ่นสนามช้างไม่ต้องกังวลไป..

ผมคาดการเรื่องนี้ไว้แล้วและบินสำรวจข้อดีข้อเสียทางกายภาพทั้งหมดของสนามช้างไว้แล้วเพื่อนำมาสร้างสนามใหม่แถวๆ เรียบมอเตอร์เวย์ไม่ไกลจากสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อรับช่วงต่อจากสนามช้าง ผมซื้อที่ไว้แล้ว

Layout สนามคราวนี้ไม่ถูกจำกัดด้วยทางตรงที่เยอะเกินไปเพราะที่ดินที่ผมซื้อไว้เป็นรูปสี่เหลี่ยมพอดีๆ จะสร้างสนามหน้าตาอย่างไรก็ได้

เรื่องโรงแรมไม่ต้องห่วงเพราะผมจะสร้างโรงแรมไว้รอบสนามเลยแล้วก็อาศัยโรงแรมในกรุงเทพอีก

อ๊ะ…
แป๊บนึงนะ หมอเรียกกินยา เดี่ยวมาเล่าต่อ


วนมาด้านหน้าเป็นสนาม i-mobile statdium  เห็นสนามช้างด้านซ้ายไกลๆ นู้นนน

Ergonomic/Comfort

ต่อมาเป็นเรื่องที่น่าสนใจของคนที่ซื้อรถ สไตล์นี้ นั่นคือสรีระศาสตร์และความสบายในการใช้งาน

ด้วยความที่เป็นรถ Adventure ที่กระเดียดมาทางสายฝุ่น เบาะที่ให้มาจึงไม่อาจจะกว้างได้มากนักเพราะมันจะทำให้ท่าทางการยืนขี่นั้น ยากขึ้นและการควบคุมรถก็จะลำบากขึ้นไปด้วย  ดังนั้นทรงเบาะจึงแคบนิดหน่อยในช่วงด้าน หน้าและมาแผ่ด้านหลังเพื่อรองรับบั้นท้าย อันอวบอัดของเราๆ ฟีลที่ให้จากเบาะก็นุ่มๆ นิดหน่อย เอาเป็นว่ามันให้ความสบายตลอดวันละกัน ขี่ทั้งวันก็ยังไม่มีอาการปวดบั้นท้ายแต่ อย่างใด

เบาะคนซ้อนก็เช่นกัน…


สำหรับท่าทางในการนั่งก็คือ หลังตรง ขาไม่งอมากมายนัก แขนเหยียดไปจับแฮนด์สบายๆ  สำหรับคำถามว่ารถสูงไหมก็อย่างที่เห็น ผมสูง 177ซม น้ำหนักหรอ อวบอัด ไม่พูดถึงละกัน จอดรถวางเต็มเท้าตามมาตรฐานท่าทางการจอดรถ


กับท่ายืนขี่ทำได้เป็นธรรมชาติดี ไม่มีติดขัด

โดยรวมด้านสรีระศาสตร์ความสบายนั้นเชื่อ มือ Honda ได้เพราะเขาถนัดนักในด้านนี้ จัดไปเลย 9/10

อันที่จริงควรจะให้คะแนนเต็มเพราะว่ามัน ดีมากในแบบที่มันควรจะเป็นแล้วสำหรับรถ Adventure สายกระเดียดไปทางฝุ่น หากเพียง แต่ตัวเรานั้นใช้งานบนถนนส่วนใหญ่  คะแนนที่หายไปเป็นเพียงเพราะการใช้งาน ของผมเองครับ

กลับมาเรื่องกินต่อ สำหรับมื้อเที่ยงก่อนเดินทางกลับ กทม  เราไว้ใจ “ไก่ย่างสีดา”


ถ้าถามถึงอาหารอื่นๆ ในร้าน เช่น ส้มตำ ก็ต้องขอบอกว่ากลางๆ ไม่มีอะไรโดดเด่น แต่ถ้าเป็นไก่ย่างก็ต้องจัดว่าเด็ดใช้ได้
เพราะมาแนวไก่บ้านย่างแห้งๆ หอมๆ นิดๆ กินกันเพลินหล่ะ เพราะไม่ได้กินไก่แบบนี้นานแล้ว เพราะพักหลังๆ กินแต่ไก่อวบๆ ย่างฉ่ำๆ


ฝั่ง ตรงข้ามไก่ย่างสีดายังมีอาหารเด็ดเป็น ของฝากอยู่
“กุ้งจ่อมแม่คิม”


แล้วกุ้งจ่อมหน้าตาเป็นอย่างไร ก็แบบนี้แหล่ะครับ

เอามาทรงเครื่องแล้วก็ประมาณนี้ รสชาติดีทีเดียว มาบุรีรัมย์ก็อย่าลืมซื้อติดไม้ติดมือกันไปนะครับ
#รับค่าโฆษณามา 2 ล้านบาท

ได้ของฝากแล้วถึงเวลา เดินทางกลับกทม
ขากลับเราใช้เส้นทางนครราชสีมา – เขาใหญ่เลยขอลองสมรรถนะทางเถื่อนที่ยัง ไม่ได้ลองสักหน่อยเถอะ

กดปุ่ม G ปิด ABS ล้อหลังแล้วลุยยยยย


เขาบอกว่า ถ้ากดปุ่ม “G” แล้ว จะทำให้รู้สึก ฟีลจากล้อหลังมากกว่าปกติ
และทาง Honda แนะนำว่าเวลาขี่ Offroad ควรใช้ปุ่ม “G” นี้

ถ้าทำตารางที่รวมระหว่างโหมดการขับขี่ และระดับ HSTC ( Traction Control ) จะได้โหมดการขับขี่ถึง 80 โหมดแหน่ะ

โอ้ยยย ตาลาย  ดูเอาละกันครับ ไม่ถนัด เลยเยอะๆ แบบนี้


ผมพบว่าบนทางนอกถนน เจ้า Africa Twin มันเฉิดฉายพอสมควร โดยเฉพาะการขี่รูดฝ่าผ่านอุปสรรคไปเร็วๆ ช่วงล่างซับแรงได้ดีทีเดียว การควบคุมในทางเถื่อนเป็นไปอย่างมั่นใจ สมกับเป็นตำนานสาย Rally ในยุคสมัยหนึ่ง แต่ๆ….


การตอบสนองคันเร่งในช่วงความเร็วต่ำโดย เฉพาะเกียร์ 1 มันรุนแรงจนเหวอๆ ควบคุมยากพอสมควรสำหรับคนที่ไม่ได้ดีเด่ทางเถื่อน แต่อย่างใดอย่างผม การปีนป่ายด้วย Walking Speed นี่ต้องตั้งสมาธิและเลียเบรกหลังเพื่อแต่งการเดินคันเร่งให้เนียนๆ ซึ่งมันยากนิดหน่อยเหมือนกัน

อันที่จริงคงต้องบอกว่า มันไม่ได้บกพร่องที่ตัวรถหรอก มันบกพร่องที่ Skill คนมากกว่า  ถ้าจะขี่เจ้านี่ลุยหนักๆ นิดนึงคงต้องมี Skill ระดับหนึ่งแหล่ะ

เอ้า ไปไม่รอดละ หมุนรถ…..

เออ อย่างน้อยมันก็เบาพอที่จะกู้รถคน เดียวได้หล่ะนะ  หัวเราะหัวเราะ


สำหรับบทสรุปของ Offroad Handling

วิ่งเร็วๆ ไปบนเส้นทางเถื่อนน่ะ นุ่มสบายและยอดเยี่ยม  แต่ช้าๆ คุมยากนิดหน่อย สำหรับคนที่มือไม่ถึง แต่ก็ยังดีที่มันไม่หนักมากมายเกินไปนัก เหมือน Adventure บางคัน

โดยรวมๆ มันก็ยังดีอยู่ดี เอาไป 8.5 แต้มละกัน

เมื่อ เรารู้จักเจ้า Africa Twin ในหลายๆ แง่และลองหลายๆ อย่างแล้ว ก็ขอถือวิสาสะ อนุญาติให้คะแนนช่วงล่างมันเลยหล่ะกัน

กับช่วงล่าง Fully Adjustable หน้าหลัง แต่ผมเองก็ไม่ได้ปรับอะไรมากใช้ค่า Deafult Setting จากโรงงานนี่แหล่ะ พบว่ามันตอบสนองได้ครอบคลุมพอสมควร สำหรับการขับขี่บนทางดำ ทางไกล มันให้ความนุ่มสบายก้นพอสมควร พอไปลองทางโค้ง ซ้อน 2 แต่ไม่มีสัมภาระ เข้าแรงๆ ก็ตอบสนองได้ดี ไม่มีย้วย ( สงสัยจะแรงไม่พอครับ 555 )
พอไปทางเถื่อนหน่อย รูดหลุม เนิน ด้วยความเร็วสูงมันก็ไปได้แบบชิลๆ

คือดีอ่ะ….

ป.ล. แต่สำหรับสายโหด ผมคิดว่า ควรจะปรับค่า Setting ตามเส้นทางที่ขับขี่หน่อยน่าจะดีขึ้นมาก ( มันชัวร์อยู่แล้ว )
และสำหรับสายแข็งจัดๆ ในทางเถื่อนผมว่า ช่วงล่างชุดนี้มันอาจจะนุ่มไปนิด แต่สำหรับเราๆ ท่านๆ ขับขี่บ้านๆ ทั่วไป

เอาอยู่ครับ เยี่ยมเยี่ยม

ก่อนจะลงจากเขาใหญ่  เจอเจ้าถิ่น…

และสุดท้ายก็กลับถึงกรุงเทพเมืองฟ้าอมร ในยามพลบค่ำ เป็นอันจบทริปซ้อมไปดู MotoGP 2 วัน 2 คืนในปีหน้าของผมโดยบริบูรณ์ ตามแผนนี้ถือว่า ได้เที่ยวแบบชะโงกทัวร์เล็กๆ แล้วก็ได้ดู MotoGP ในวันจริงไปด้วยเลย  ( แต่อาจจะไม่ได้ดูรอบ Qualify นะ แต่ทำงัยได้ เวลาน้อยก็ต้องตัดไปอ่ะนะ )

ใครจะลอกแผนเยือนปราสาทหิน ถิ่น MotoGP ก็ไม่ว่ากันนะครับ อิอิ

เอาหล่ะ มาถึงบทสรุปของเจ้าสูบคู่แดนทมิฬ Africa Twin กันดีกว่า  กับรถหน้าทู่ Dual Sport ที่ดูดี พ่วงตำนานและดีกรีแชมป์ Paris Dakar อันหฤโหดหลายปีดีดักและถูกฟูมฟักกลับมาเกิดใหม่ในรหัส CRF1000L  ที่พ่วงแถมมากับเครื่องยนต์ All round สุด Modern กระแทกซ้ำด้วยสุดยอดเกียร์ ที่ต้องบอกว่าล้ำที่สุดในโลกมอเตอร์ไซค์ Production เวลานี้ ไม่มีใครกิน DCT ได้ลง  แท็กทีมกับช่วงล่างและล้อยางสไตล์ กระเดียดไปทาง Dirt เล็กๆ แต่ไม่ทิ้งสมรรถนะอันกลมกล่อมบนทางดำ ตบท้ายด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้าโอบอุ้มผู้ขับขี่ตามสมัยนิยมจนกลายเป็นรถ ที่กลมกล่อมในทุกกระบวนท่า
และฆ่ากันให้ตายทั้งเป็นด้วยราคาที่เปิดมาแสนจะคุ้มค่า แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ราคี เพียงแค่คิดดีๆ ก่อนซื้อหาว่าจะใช้ในมุมไหน เท่านั้นเอง …

ข้อดี

+ ยอดเครื่องยนต์ ประหยัด สมรรถนะดี สมูธ นุ่มนวลและมีเอกลักษณ์การส่งกำลัง
+ สุ้มเสียงท่อเร้าใจ
+ เกียร์ DCT ที่สะดวกสบายและมันส์ได้พอ สมควร
+ สรีระศาสตร์ดีเยี่ยม
+ ใช้งานง่าย
+ ความสะดวกสบาย
+ ช่วงล่างตอบโจทย์ครอบคลุมเกือบทุกด้านและยังให้ สมรรถนะที่ดีในทุกๆด้าน
+ เบรกดีงามแม้ไม่สุดยอดก็เถอะ
+ น้ำหนักกำลังดี
+ ราคา

ข้อเสีย/ข้อสังเกตุ

– อุ้ยอ้ายบ้างในทางดำ ไม่พลิกพลิ้วเหมือนรถที่ใช้ล้อหน้าขนาด 17 หรือ 19 นิ้ว
– ใช้ยางแบบมียางใน
– เน้นการลุยเสียสมรรถนะทางเรียบไปนิดหน่อย
– เบาะเน้นการควบคุม อาจสบายน้อยกว่าคู่เปรียบไปบ้าง
– การควบคุมในทางเถื่อนความเร็วต่ำต้องมี Offroad skill ระดับหนึ่ง
– ชิลด์หน้าปรับไม่ได้
– ขอขาตั้งคู่ด้วยได้ไหม
– ถ้าเน้นท่องเที่ยวทางดำ แวะทางเถื่อนนิดๆหน่อยๆ ยังมีรถที่เหมาะกว่านี้
– ไม่มีตังค์ซื้อ


ขอฝาก VDO มือใหม่หัดถ่ายหน่อยครับ  คือปูๆ ปลาๆ มาก ( ที่บ้านไม่มีเน็ต ไม่เคยดู VDO เลย กลัวเปลือง 3G )
อุปกรณ์ก็ใช้ไม่เป็น เสียงอาจจะเบาหน่อย ขอเวลาปรับตัวกันหน่อยครับ

ด่าได้ แต่ขอเบาๆ ร้องไห้ร้องไห้

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

สุดท้ายวันนี้ขอลาไปทำงานก่อนคร๊าบบบ ขอบคุณที่อ่านจนถึงตรงนี้ อมยิ้ม17อมยิ้ม17

และที่ขาดไม่ได้คือผู้สนับสนุนของเราที่ทำให้ผมมีรถขี่ไปเที่ยวโดยที่ไม่ต้องควัก( เนื้อ ) มากนัก แต่ก็ยังควักอยู่ดี แต่ก็ทำด้วยใจรักแหล่ะครับ ยังพอมีแรง มีตังค์ก็ทำกันไปอย่างน้อยก็มีเรื่องมาเขียนเล่าสู่กันฟังไม่หายหน้าหายตาไปไหนหล่ะเนอะ ^^

อย่างไรก็ฝากสนับสนุน Sponsor ของเราด้วยครับ  อมยิ้ม17อมยิ้ม17

V V S P O N S O R V V
V V V V V V V V
V V V V V V
V V V V
V V
V

 

  


ขอบพระคุณ Honda Bigwing https://web.facebook.com/HondaBigWingBKK/?_rdc=1&_rdr ผู้เอื้อเฟื้อ Honda CRF 1000L Africa Twin สำหรับการทดสอบ


ขอบพระคุณ Just Ride it ผู้ดำเนินการจัดทำบทความทดสอบ

^
^ ^
^ ^ ^ ^
^ ^ ^ ^ ^ ^
^ ^ ^ ^ ^ ^ ^ ^
S P O N S O R

บทความโดย เตี้ย ล่ำ ดำ แก่
Linkต้นฉบับ https://pantip.com/topic/36584666

Comments

comments

SHARE :)