แว๊บไปทานข้าวแก่งกระจาน กับ Multistrada 1200 s

แว๊บไปทานข้าวแก่งกระจาน กับ Multistrada 1200 s

สวัสดี เพื่อนสมาชิกทุกท่านนะครับ ผม โอ๊ต Kingkong Rider ครับพ้ม! ……. หลายคนคงจะเอิ่ม…. ใครหว่า??? 555 ช่างเถอะครับ เอาเป็นว่า ผมก็เป็นอีกคนนึง ที่รักการเดินทางท่องเที่ยวด้วยมอเตอร์ไซค์เป็นชีวิตจิตใจ หากมีโอกาสก็จะไปฝึกฝนทักษะการขับขี่จากศูนย์ฝึกต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง เรียกว่า พอเอาตัวรอดในการเดินทางได้อย่างปลอดภัย แต่ที่ผ่านมาเวลาผมเดินทางไปไหน ไม่ค่อยได้มาเล่าให้ใครในพันทิปได้ฟังซักที นี่เป็นโอกาสดี และเป็นกระทู้แรกของผมในพันทิป (ประมาณว่าเพิ่งลงทะเบียนกันเลยทีเดียว) แหะ ๆ อมยิ้ม16 รีวิวนี้คงไม่ได้มีข้อมูลทางเทคนิคอะไรมากมาย เรียกว่าผมขอเล่าสู่กันฟัง ในฐานะผู้บริโภคคนนึงก็แล้วกันครับ  ผิดบ้างพลั้งไป ก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ ตามมาครับ ผมจะลองเล่าให้ฟัง…

…..มีอยู่วันนึง หลังจากผมเสร็จภาระกิจจากงานประจำ นั่งเล่นมือถือไปเรื่อย มีสหายRider ท่านนึง คือ@omega จากทีม Just ride it ได้ทักเข้ามา (คือไม่ได้เจอกันนาน) แอบ งง ในเนื้อหาการสนทนา ก็ประมาณว่า
“เห้ย! โอ๊ต วันที่…. นี้ ว่างป่าว ไปขี่รถเล่นกินข้าวที่แก่งกระจานกัน”  (ผมก็นึกในใจ กรุงเทพฯ ไม่มีไรกินหรือไงเพื่อน 555)
“ถ้าว่างก้อไปขี่กันนะ”
เพื่อนผมก็ส่งแผนการเดินทางมาให้ดู ผมดูปุ๊บ ร้อง ว๊าว!   ซึ่งเป็นทริปของทาง Ducati Thailand ได้จัดขึ้นเป็นรอบสื่อ เพื่อเดินทางไปรับทานอาหารที่แก่งกระจาน และทดสอบรถรุ่น Multistrada 1200 S  ด้วยในโอกาสเดียวกัน
พออ่านกำหนดการปุ๊บ ผมแอบดีใจปั๊บ (มีโอกาสได้ขี่รถคันละล้านไปออกทริปเนี่ยนะ โชคดีจริม ๆ) อยากขี่รุ่นนี้มานานแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้แต่ไปลองคร่อมในงานมอเตอร์โชว์แค่นั้น แต่คราวนี้ได้ขี่จริง เดินทางจริง พบกับสภาพเส้นทางที่หลากหลาย ตื่นเต้น ๆ

มาถึงวันที่ต้องเดินทางจริง ผมรีบมาที่ Ducati Thailand แต่เช้าเลย  เพื่อนนัด 7.30 น. ผมมาถึง 8.00 น.เริ่ดมาก! 555  แต่ก็ไม่ช้าจนเกินไป มีเวลาได้พัก ทานของว่าง เครื่องดื่ม ซึ่งทางDucati Thailand เตรียมไว้บริการเป็นอย่างดี

บรรยากาศช่วงเช้า ภายในและภายนอกโชว์รูมก่อนเดินทาง


ทั้งหมด!……แถ๊วววววว!!…ตร๊ง!!!  จอดเฉย ๆยังหล่อ

พี่ ๆ สื่อจากค่ายต่าง ๆ กำลัง Morning Talk ตามอัธยาศัย

เวลาประมาณ 9.00 น. ตามกำหนดการ ก็ถึงเวลาเตรียมออกเดินทางกันแล้ว
คุณ ก้อง ผู้บริหารหนุ่มสุดหล่อของเรา ได้กล่าวต้อนรับอย่างเป็นกันเอง และวันนี้ คุณก้องก็จะร่วมเดินทางไปกับพวกเราด้วย

หลังจากนั้นก็เป็น พี่เล็ก ผู้นำการเดินทางในทริปนี้ พร้อมกับทีมมาแชล ได้แนะนำเส้นทาง และสัญญาณมือต่าง ๆ ในการเดินทางเพื่อความปลอดภัย

ทุกคนฟังกันอย่างตั้งใจ ดูจริงจังมาก โดยเฉพาะผม 5555

พี่ตูน หนึ่งในทีมมาแชล ได้แนะนำฟังค์ชั่นต่าง ๆ รวมถึงการใช้งานเบื้องต้น ของเจ้า Multistrada 1200s คันนี้

ว่าแล้วก้อถึงเวลาลองจริง

ส่วนตัวผมเอง เพิ่งเคยสัมผัสมัลติสตราด้าเป็นครั้งแรก แต่บอกเลยว่า ฟังค์ชั่นต่าง ๆ ใช้งานง่ายมาก ใช้เวลาทำความคุ้นเคยไม่เกิน5 นาทีก้อพร้อมจะลุยแล้วจ้า…

Gentleman! Start your engine!! ……แซ๊ก ๆ … ครึ่มมมมมมมม……. เสียงกระหึ่มของท่อไอเสีย ที่ดังพร้อม ๆ กันถึง15 ลำ พร้อมจะออกเดินทางแล้วครับพ้ม

พี่เล็กและทีมมาแชลส่งสัญญาณมือ พร้อมออกเดินทาง
หลังจากที่เดินทางออกจากโชว์รูม ก็วิ่งกันยาววววว เลยนะครับ ไม่มีภาพให้ชม(คือไม่มีเวลาได้หยิบกล้องเลย 555) จะเล่าให้ฟังคร่าว ๆ ละกันจ้า

สำหรับเส้นทางที่จะใช้ในวันนี้ จากศูนย์วิภาวดี มุ่งหน้าไปทางแยกวงศ์สว่าง แล้วเลี้ยวขวาเพื่อเข้า ถ.กรุงเทพฯ – นนท์ และตัดเข้า ถ.ราชพฤกษ์ มุ่งหน้ากาจนาภิเษก พระราม2 ปากท่อตามลำดับ และวิ่งเข้าสายในเส้นหนองหญ้าปล้อง และจอดพักที่ปั๊ม ปตท. เส้นหนองหญ้าปล้อง ระยะทางประมาณ 160 กิโล

ช่วงการเดินทางเริ่มสนุกสนานตั้งแต่ใน กทม.เลย เจอรถติดหลายช่วง แต่Multistrada คันนี้ สามารถพลิกพริ้วผ่านช่วงรถติดได้ดีมาก ควบคุมง่าย ซึ่งจุดนี้ เราสามารถเลือกฟังค์ชั่นการขับขี่ได้ 4 โหมด ได้แก่ Sport Touring Urban Enduro ซึ่งในช่วงรถติดๆ ผมเลือกปรับเป็นโหมด URBAN ซึ่งช่วยให้กำลังของเครื่องยนต์สมูทขึ้น ควบคุมคันเร่งได้เนียน สม่ำเสมอ ไม่กระโชกโฮกฮาก  ช่วงลำตัวรถไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป สามารถผ่านช่องระหว่างรถติดได้ไม่ยาก (มีแอบมุดตามรถเล็ก ๆ ด้วยนะอิ้อิ้) เรียกว่าเอาเท่าที่ไหวและปลอดภัย
สังเกตุผู้ที่ร่วมทริปในครั้งนี้ทุกท่าน ค่อนข้างมีทักษะและประสบการณ์การเดินทางกันเป็นอย่างดี สามารถปรับตัวในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดีมาก เรียกว่าไม่ต้องพูดไรกันเยอะ … รู้กัน ประมาณเนี้ย. 555

ขี่มาเรื่อย ๆ จนออก ถ.พระราม2 ได้ ซึ่งก็สามารถทำความเร็วได้มากขึ้น ทีมมาแชล ส่งสัญญาณ ปรับรูปขบวน ตามหน้างาน แถวคู่บ้าง เรียงเดี่ยวบ้าง ซึ่งความเร็วที่ใช้สำหรับจุด ๆ นี้ ประมาณ 140-170 ตามสภาพการจราจร ผมเองจึงปรับโหมดการขับขี่เป็นแบบ Touring ลองดูซิ๊ว่าเป็นยังไง ซึ่งในโหมดนี้ รู้สึกว่าการตอบสนองของเครื่องยนต์จะมีมากกว่าเดิม อัตราการเร่งแซงในช่วงคับขันทำได้ดีมาก จากความเร็ว 100 – 170 ใช้เวลาไม่เกิน 5 วิ ประมาณเนี้ยครับ (ปกติผมเป็นคนขี่รถไม่เร็ว แต่Multistrada คันนี้ ผมรู้สึกว่าควบคุมได้อย่างมั่นใจในทุกย่านความเร็ว) คือสามารถปรับให้เข้ากับสถานการณ์ได้หลายโหมดตามความชอบเลยจ้า

ขี่มาเพลิน ๆ ประมาณชั่วโมงนิด ๆ ก็มาถึงจุดพักข้างทาง จอดยืดเส้นยืดสายกันโหน่ยยยย



ถัดจากจุดจอดข้างทางเมื่อครู่ ขี่มาอีกประมาณ 30 กม. ก็ถึงปั๊มน้ำมัน จุดพักจุดที่สอง แวะเติมน้ำมัน ดื่มน้ำดื่มท่ากันนิสสนึง

สำหรับกุญแจของเจ้ามัลติคันนี้เป็นแบบ สมาร์ทคีย์ เหมือนกับรถยนต์ บางรุ่นเลย คือไม่ต้องเสียบกุญแจตอนสตาร์ท แต่อย่าเผลอไปลืมกุญแจนะจ๊ะ ต้องติดตัวไว้ตลอด พอเดินใกล้รถ ก้อสตาร์ทได้เลย  แต่ถ้าเวลาเติมน้ำมัน ต้องใช้กุญแจเสียบเพื่อเปิดฝาถังเหมือนเดิมนะคร้าฟ

เติมน้ำมันเสร็จก็มาจอดพักกันซักแพร้บบ พี่ ๆ ทีมงานมาแชล ของDucati Thailand ดูแลผู้ร่วมทริปเป็นอย่างดีครับ

ทีมมาแชล ปรึกษาเรื่องการเดินทาง
ปล.พี่เล็ก เป็นผู้นำที่เก่งมาก สามารถเคลียร์เส้นทางต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ร่วมทริปได้เดินทางอย่างสะดวก ราบรื่น ขอบคุณพี่เล็ก และทีมงานมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ เยี่ยม

เหล่าผู้ร่วมเดินทางในทริปนี้ครับพ้ม สังเกตุว่า หน้าตาดีทุกคน 555

จุดหมายต่อไป มุ่งหน้าสู่สันเขื่อนแก่งกระจานจ้าา ไปกันต่อเล้ยย

จากรูปขบวนที่เห็น ใช้ความเร็วกันประมาณ 120 km/h + – ตามความเหมาะสม

ขี่ทางดำมาตลอดได้ซักพักนึง ก็มีสายฝนโปรยปรายลงมาเป็นระยะ สลับกับทางฝุ่น ระยะประมาณ 2-3 กิโล ทำให้ผมรู้สึกกระชุ่มกระชวยมีรอยยิ้มทันที (ส่วนตัวชอบทางฝุ่นมาก อิ้อิ้)


ระหว่างการเดินทาง จะมีฝน ตก ๆ หยุด ๆ ตลอดการเดินทาง แต่ก็ชุ่มฉ่ำดี (ส่วนตัวชอบมาก แหะ ๆ)
เส้นทางหนองหญ้าปล้องนี้ มีโค้งให้ได้แอคชั่นบ้างเล็กน้อย เพิ่มความสนุกในการเดินทางได้ดีทีเดียว
ขี่ลัดเลาะกันมาเรื่อย ๆ ใช้เวลาไม่นาน ก็ได้มาถึงสันเขื่อนแก่งกระจาน ชมวิวกันจั๊กหน่อย อมยิ้ม04


ดูสภาพรถ หลังจากที่ลุยฝุ่นโคลนมานิด ๆ ชุดกันดีดหลัง ถือว่าทำงานได้ดีทีเดียว

วิวจากสันเขื่อน ก็ยังสวยงามเหมือนเดิม แต่รู้สึก น้ำน้อยไปหน่อยนะ อิอิ

ผมชอบการบริการของทาง Ducati Thailand มาก มีรถเซอร์วิสดูแลตลอดการเดินทาง

ขอบคุณ คุณทราย Marketing คนสวย กับการดูแลเป็นอย่างดีนะครับ วันนี้มาในมาด Bike girl. อมยิ้ม04

มาต่อกันเลยจ้าา
หลังจากยืนชมวิวทิวทัศน์ บริเวณสันเขื่อนกันจนพอใจแล้วก็ถึงเวลา…….
พบกับนายแบบสุดเท่ห์ เป็นลำดับต่อไปครับ อิอิ



กินกันไม่ลงจริง ๆครับ แต่ละท่าน อมยิ้ม16อมยิ้ม16


ปิดท้ายด้วย คุณ ก้อง สุดเท่ห์ ครับพ้ม

ก่อนที่จะลงจากสันเขื่อน ทางทีมงานช่างภาพ ก็ได้ปีนขึ้นไปบนยอดเสาไฟฟ้า เพื่อถ่ายภาพมุมสูงนะครับ! 555555
ม่ายช๊ายยย….. ใช้โดรนติดกล้องจ่ะ แหม่.. โล่ง อก 5555
ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกันหน่อยย เอ้าโบกมือสูง ๆจ้า

หลังจากโบกมืออำลาสันเขื่อน ก็ได้เวลารับประทานอาหารกันแล้วว (เริ่มหิว อิอิ)

เส้นทางจากสันเขื่อนมุ่งหน้าสู่ร้านอาหารนั้น ค่อนข้างสนุก เพราะมีโค้งซิกแซก ซ้ายขวา ประกอบกับถนนซึ่งเลาะตามไหล่เขาที่มีความลาดชันพอสมควร ซึ่งกำลังรถ รวมถึงการคอนโทรลไปตามเส้นทาง สมรรถนะของรถถือว่าทำได้ยอดเยี่ยม สามารถไต่ขึ้นทางชันได้อย่างสบาย แม้จะเปิดคันเร่งเต็มแรง ก็ยังมีระบบความปลอดภัยในจุดนี้ด้วยคือ DCT (Ducati Traction Control) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ไม่ให้ล้อหลังมีอาการปัด (สามารถปรับสูงสุดได้ 8 ระดับ ซึ่งโหมดที่ผมใช้อยู่ในตอนนี้คือโหมด Touring  DCT จะปรับอยู่ในระดับ5 โดยอัตโนมัติ) ทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้อย่างราบรื่น ไม่มีเสียอาการ หรือแม้แต่การขี่ลงทางลาดชันที่คดเคี้ยว ระบบเบรคหน้าแบบดับเบิ้ลดิสท์ 4ลูกสูบของ Brembo มาพร้อมABS  และระบบกันสะเทือนของ OHLINS ทั้งชุด (ในรุ่น 1200 s) บวกกับช่วงล่างอิเลคทรอนิคส์ (DES) จะปรับอัตราการยุบและคืนตัวของโชคอัพอย่างมีประสิทธิภาพ เรียกได้ว่า มั่นใจในทุกการเดินทาง ทุกสภาพถนนจริง ๆครับ

แล้วเราก็มาถึงที่หมายซักที (เริ่มหิวหนักขึ้น 555)
พี่ ๆ ทีมงานมาแชล ยังคงทำหน้าที่ดูแลผู้ร่วมทริปอย่างดีเยี่ยมเหมือนเดิม ขอบคุณมาก ๆครับ

ร้านนี้นะจ๊ะ

ทางร้านได้จัดเตรียมโต๊ะเพื่อรอต้อนรับผู้ร่วมทริปไว้เรียบร้อย

พอนั่งปุ้บ อาหารมาปั้บ ไม่พูดพล่ามทำเพลง บรรเลงการกินกันเลยจ้าาา เพี้ยนกิน

คุณ ก้อง และพี่ ๆ สื่อ ก็สนทนาแลกเปลี่ยนกันอย่างสนุกสนาน เคล้ากับบรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน …เริ่มฟิน…

พอกินอิ่มบวกกับบรรยากาศช่วงบ่าย ๆ ลมพัดเอื่อย ๆ มองไปนอกร้านไกล ๆ จะเป็นวิวทิวเขาและสายฝน ตกลงมาเป็นหย่อม ๆ (ไม่มีภาพนะครับ ให้นึกภาพตามเอา 555) ถ้านั่งต่อไป อาจจะมีอาการเคลิ้ม
เอาเป็นว่า เดินย่อยดีกว่า ขี่เจ้ามัลติ มาทั้งวัน ยังไม่ได้พิจารณาเป็นจริงเป็นจังซักที เลยเดินสำรวจรถดีฝ่า

หน้าตา ออกแบบมาได้อย่างลงตัว ดูมีสไตล์ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นมาก (หล่อ)

การ์ดแฮนด์ที่มาพร้อมไฟเลี้ยว LED มองเห็นชัดเจนแม้แสงจ้า และกระจกมองหลังขนาดใหญ่(มาก)พอ ๆกับกระจกรถยนต์ หรืออาจจะเล็กกว่าหน่อย ช่วยให้มองเห็นได้เคลียร์และปลอดภัย

ทางด้านขวาบริเวณปุ่มสตาร์ท ใช้งานง่าย เลื่อนขึ้นแล้วกด เวลาดับเครื่องก็เลื่อนปุ่มสีแดงลงมา

ทางด้านซ้ายเป็นปุ่มควบคุมฟังค์ชั่นการทำงานในโหมดต่าง ๆ ซึ่งสามารถใช้งานสะดวกเวลาที่ต้องการเปลี่ยนโหมดการขับขี่

แฮนด์บาร์มีขนาดกว้าง (แต่ไม่กว้างจนเกินไป) ช่วยในการบังคับทิศทางได้ง่ายและคล่องตัวมาก

สำหรับรุ่น Multistrada 1200s นี้ จะมีโช๊คอัพสปริงทำงานร่วมกับสวิงอาร์มเดี่ยวแบบอลูมิเนียม พร้อมกับสามารถปรับความหนืดด้วยระบบไฟฟ้าได้อีกด้วย

ล้อหลังเป็นล้ออลูมิเนียมน้ำหนักเบา ก้านรูปตัว Y ขนาด 17 นิ้ว ส่วนยางหน้าและหลังใช้ Pirelli Scorpion Trial 2 ตัวเนื้อยางมีสองลักษณะ คือบริเวณผิวกึ่งกลางของยางจะแข็ง เพื่อรองรับแรงกระชากในการเคลื่อนที่ ส่วนบริเวณขอบยางด้านข้างจะนิ่มกว่า เพื่อรองรับการเข้าโค้งเพิ่มการยึดเกาะผิวถนนได้ดียิ่งขึ้น

ชุดไฟท้ายออกแบบมาอย่างลงตัว ไฟหรี่สามารถมองเห็นชัดเจนแม้แสงจ้า

การออกแบบชุดแฟริ่ง หรือตัวถังของรถ ได้เน้นถึงสรีระท่าทางการนั่งของผู้ขับขี่ รวมถึงคำนวนเกี่ยวกับแรงต้านมาเป็นอย่างดี เพื่อการขับขี่อย่างมีประสิทธิภาพ

ชุดเบรคหน้า ดับเบิ้ลดิสค์4 ลูกสูบ ของ Brembo มาพร้อมระบบ ABS เพิ่มความปลอดภัยทุกการเดินทาง

หน้าจอแสดงผล เป็นTFT ขนาด 5″ โชว์การทำงานของโหมดต่างๆได้ชัดเจน และสามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ผ่าน Bluetooth ได้อีกด้วย

โหมดนี้จะเป็นการปรับ การรับน้ำหนักแบบต่าง ๆ เช่นขี่คนเดียว มีคนซ้อน หรือมีสัมภาระ ซึ่งใช้งานง่าย และระบบช่วงล่างจะปรับอัตโนมัติด้วยไฟฟ้า ตามความต้องการของผู้ใช้งาน

ภาพหล่อ ๆ จากหลาย ๆมุมจ้า


อีกส่วนนึงที่ผมชอบคือ ชิวหน้าของรถนะครับ จะสังเกตุแป้นสีดำ ๆด้านบน คือสามารถใช้มือเดียวในการเลื่อนชิวได้ในขณะขับขี่ ซึ่งสะดวกมาก หากต้องการให้ลมข้ามหัว ก็บีบและยกแป้นนี้ขึ้นลงได้ตามสรีระของผู้ขับขี่เลยครับ (ผมสูง 186 รูดยกขึ้นสุดเลยจ้า)

หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยมาประมาณ บ่ายสอง …. เตรียมตัวเดินทางกลับละครับ

ตั้งขบวนหน้าร้าน แล้วก็ค่อย ๆเคลื่อนตัวออกมา ใช้เส้นทางเดิมในตอนขามา ระหว่างทาง ที่ขาดไม่ได้เลยในภูมิภาคนี้คือ ฝน ตกหนักบ้าง เบาบ้าง ประกอบกับทางโค้ง ถนนเปียกแฉะ ซึ่งในจุดนี้ ระบบช่วงล่าง และยางที่ติดมากับรถ ถือว่ามีประสิทธิภาพดีมาก ช่วยในเรื่องความปลอดภัยได้ดีทีเดียว
พอหลุดจากฝนมาได้ ถนนแห้งปุ๊บ เปลี่ยนโหมดปั๊บ ผมลองปรับจากโหมดTouring มาเป็นโหมด Sport อย่างไว
ซึ่งในโหมดSport นี้ กำลังรถยังอยู่ที่ 150 แรงม้าเท่าเดิม แต่ที่เพิ่มเติมคือ ความสนุก อารมณ์แบบดิบ ๆ มีแรงทอล์คเยอะๆ กลับเข้ามาอีกครั้งในโหมดนี้ เรียกว่ารอบเครื่องยนต์จัดจ้านกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
(ปล.ในช่วงระหว่างเปลี่ยนโหมดการขับขี่ จำเป็นต้องปิดคันเร่งก่อนนะครับ ไม่สามารถเปลี่ยนได้ในขณะเปิดคันเร่งอยู่)

ช่วงนี้เรียกได้ว่า ขี่กันยาาาวววววว เหมือนเดิม แต่ช่วงขากลับ จะค่อนข้างทำเวลาได้เร็วกว่าช่วงขาไป เพราะบรรยากาศครึ้มฝนอยู่ตลอด (ประมาณบิดหนีฝน 555) ความเร็วในช่วงนี้จะอยู่ที่ประมาณ 150-180 กม./ช.ม. ความจุถังน้ำมัน 20 ลิตร ถือว่าเพียงพอในการเดินทางไกล เพราะด้วยความเร็วนี้ อัตราการบริโภคน้ำมันจะอยู่ที่ 17-18 กม./ลิตร  เรียกว่า ถังนึงวิ่งได้สองร้อยกว่าโลสบาย
สำหรับการเข้าโค้งไฮสปีด ที่ความเร็วประมาณ170 รู้สึกว่าตัวรถจะมีเหินลมบ้างเล็กน้อย (อาจเพราะผมตัวใหญ่มั๊ง เลยต้านลมเยอะ 555)  แต่ก็ไม่ถึงกับเสียอาการนะครับ ด้วยสมรรถนะของรถ สามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ
หลังจากนั้น ผมก็ลองเปลี่ยนมาใช้โหมดสุดท้าย นั่นคือโหมด Enduro ซึ่งในโหมดนี้ กำลังแรงม้าจะลดลงเหลือ 100 แรงม้า และตัดการทำงานของABS ซึ่งจะโชว์ที่หน้าจอ แต่ด้วยระยะทางที่จำกัด ประกอบกับสภาพถนนเป็นทางดำซะส่วนใหญ่ เลยไม่ได้ใช้งานโหมดนี้ได้เต็มที่

ขี่กันมาประมาณ 120 กิโล ก็มาแวะเติมน้ำมันแถวปากท่อ ปั๊มสุดท้าย ก่อนเข้า กทม.ครับ

ขี่มุดกันไปมาจากป่าสู่เมือง อีกครั้ง กลับมาถึงโชว์รูมอย่างปลอดภัยกันทุกท่าน ประมาณ 16.00 น.

ก่อนกลับ ก็มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันตามอัธยาศัย ก่อนที่จะแยกย้าย และปิดทริป……..

จากการที่ได้ทดลองขี่เจ้า Multistrada 1200s คันนี้ ตลอดทั้งวัน ผมบอกได้เลยว่าประทับใจมาก
ข้อดีคือ
– อันดับแรกเลยคือรูปทรงสวยงาม (ขี่แล้วเท่ห์)
– โหมดการขับขี่ที่หลากหลาย มีให้เลือก 4 โหมด ซึ่งสามารถเปลี่ยนได้ทันใจตามสถานการณ์และความต้องการของผู้ขับขี่
– ระบบความปลอดภัยที่เพิ่มเข้ามาเช่น DCT ป้องกันล้อฟรี ,ระบบเบรค ABS , ระบบป้องกันการยกล้อ DWC
– สรีระการนั่งขับขี่ นั่งสบาย แฮนด์บาร์กว้าง บังคับรถง่าย
– ความสูงของเบาะปรับได้ ตัวเล็กตัวใหญ่ขี่ได้หมด
– โช๊คอัพเป็นไฟฟ้า ปรับได้ง่ายตามการใช้งาน
– ชิวบังลมหน้า ปรับง่าย คือบีบแล้วยกขึ้นลงได้เลย ไม่ต้องหมุน เหมือนรุ่นอื่น ๆ

ข้อเสีย น้อยมาก
แต่ก้อมีหลัก ๆคือเรื่องความร้อน บริเวณใต้ถังน้ำมัน ถ้าขี่รถติด ๆ ในเมืองที่ความเร็วต่ำ ไอร้อนจะตีขึ้นมาใต้ขา เอาเรื่องเหมือนกัน

ด้วยระยะทางและระยะเวลาที่ได้เดินทางกับ Multistrada 1200s คันนี้ ประมาณ 400 กิโล ถือว่าไม่มากไม่น้อย นับว่าDucati ผลิตรถที่รวมเอาความสามารถของรถหลาย ๆ ประเภทมารวมกัน สปอร์ตแบบดุดันก็ได้ ทัวร์ริ่งเดินทางไกลเร่งแซงได้ดังใจก็ไหว มีความนุ่มนวลเวลาขี่ในเมืองก็ทำได้ หรือแม้แต่ขี่อารมณ์ล้อปัดในสายฝุ่น ก็ทำได้ เรียกได้ว่า ขี่ในเมืองเข้าป่า หรือออกจากป่าเข้าเมือง คันนี้คนเดียว จบ.

ขอขอบคุณทาง Ducati Thailand https://www.facebook.com/ducatithailand/ สำหรับกิจกรรมนี้ และการดูแลอย่างดีเยี่ยม
ขอบคุณ เสื้อการ์ด และถุงมือ จาก Held Thailand   https://www.facebook.com/HeldThailand/ มา ณ ที่นี้ด้วยครับ
ขอบคุณ ทีมงาน Just ride it ที่เปิดโอกาสในการทดสอบรถครั้งนี้
ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนจบนะครับ

ไว้พบกันใหม่หากมีโอกาสนะครับ ขอให้ทุกท่านโชคดี และมีความสุขมาก ๆครับพ้ม……. สวัสดีครับ…
#โอ๊ต Kingkong Rider

 

บทความโดย #โอ๊ต Kingkong Rider สมาชิกหมายเลข 868842

 

Comments

comments

SHARE :)