เมื่อชีวิตเปลี่ยน… สไตล์รถก็อาจเปลี่ยน… Kawasaki Vulcan S

เมื่อชีวิตเปลี่ยน… สไตล์รถก็อาจเปลี่ยน… Kawasaki Vulcan S

จริงๆ เจ้า Vulcan S นี้ก็ออกมานานแล้วนะครับ จะมารีวงรีวิวอะไรก็เหมือนเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน …

งานนี้เรียกว่า ขี่แล้วคุยจะดีกว่า ….

ว่าแต่รุ่นนี้ไม่ค่อยจะเห็นมีคนขี่กัน…

และส่วนตัวผมก็ชอบสไตล์ “ครุยเซอร์” เป็นทุนอยู่แล้ว

เลยขอหยิบขอยืมมาเดินทางเพื่อสัมผัสสายลมกันสักหน่อย … หัวเราะหัวเราะ

ที่ว่า ชีวิตเปลี่ยน ก็อาจจะเป็นเพราะ อายุอานามนั้นเยอะขึ้นกระมัง  เลยเริ่มๆ มีใจให้กับทาง ครุยเซอร์

อีกสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนคือ ….

พนักงานบริษัทแก่ๆคนนึง  จับพลัดจับผลู ได้มาอยู่ มาทำงานในสายมอเตอร์ไซด์บ้าง  ( เรียกว่า งานละกัน นะครับ )

แต่ก็ยังคงกฏ SR นะ  ไม่ได้ อามิสสินจ้างรางวัลแต่อย่างใด  แถมเสียค่าน้ำมันเองอีกตะหาก.. ( ทำเอาความชอบ ว่างั้น… )

และอีกอย่าง เมื่อแก่ตัวลง เวลาที่ทำงานก็เหมือนจะเยอะขึ้น เวลาให้ครอบครัวก็น้อยลงๆ….

ทำอย่างไร จะรวบงาน กับ ครอบครัว ให้ไปด้วยกันได้…

ก็จัดรวบยอดเสียเลย ….

ขี่รถกลับบ้าน ( นอก ) ไปหาครอบครัวนี่แหล่ะ… ยิ้มยิ้ม

อย่างไรก็ต้องขอขอบคุณทีมงาน มอเตอร์ไซค์พันทิพ และJust-Ride-it  สำหรับการจัดหารถให้เดินทางกลับบ้านในครั้งนี้

และ Kawasaki Motoholic ที่เอื้อเฟื้อรถทดสอบมา ณ ที่นี้ด้วยครับ


https://web.facebook.com/motorcycpantip/?fref=ts
https://web.facebook.com/Just-Ride-it-402680366584509/?fref=ts

https://web.facebook.com/motoaholicshop?_rdr

ไม่ขอเขียนยาวมากนัก เอาแบบกระชับๆ กันดีกว่า เดี๋ยวจะเบื่อกัน

สัมผัสแรกกับต้องบอกเลยว่า  รถคันเล็กและเตี้ยพอสมควร

เรือนไมล์เป็นแบบที่ผมชอบ คือ “วัดรอบเข็ม”  แถมเข็มเป็นสีฟ้าแบบที่ผมชอบอีกตะหาก

ได้ลองนั่งแว๊บแรกก็รู้สึกว่าสบายนะครับ แต่ถ้าขี่ทางไกลจะเป็นอย่างไรเดี๋ยวเหลาให้ฟังต่อละกัน

จริงๆ ท่านั่งของเจ้า Vulcan S นั้นสามารถปรับได้ 3 ระดับตามภาพ

แต่ตัวผมเองก็ไม่ได้ลองปรับหรอกนะ แบบว่า อยากลองขี่แบบขาเหยียดๆ ตึงๆ ดูบ้าง

ผลปรากฏว่า  “เมื่อยใช้ได้เลย”    5555

ขับจาก  กทม  มาถึง บ้านเกิด

“พิจิตร”

330 กิโลเมตร  ต้องบอกว่า  ในช่วงแรกผมก็รู้สึกว่า นั่งได้สบายดี แต่ซัก 150 กิโลเมตรขึ้นไปก็เริ่มเมื่อยละ

ต้องหยุดพักกันบ้าง อะไรกันบ้าง  แต่ผมก็ฝืนๆ ขี่จนเกจน์น้ำมัน กระพริบ ที่ ระยะประมาณ 220-230 กิโลเมตร

ก็พอได้อยู่นะ…

คราวนี้อาจจะเขียนวกไปวนมา เพราะเขียนสดๆ นี่แหล่ะ ต้องขออภัยนะครับ

คราวนี้มาถึง ส่วนของเครื่องยนต์กันบ้าง

นับเป็นส่วนที่ผมชอบที่สุดในรถคันนี้แล้วหล่ะ….

จะว่าไป ครุยเซอร์  อันที่จริงมันควรจะเป็น V-Twin สินะ ถึงจะได้ฟิล

แต่เจ้าเครื่องยนต์สองสูบเรียง 650 cc  8 วาล์ว  ตัวนี้ก็ทำได้ดีไม่เลว

ขอให้ลืมฟีลลิ่ง ที่ได้จาก ER6-N  , Ninja 650 ,  Versys 650 ไปเลย  เพราะ Vulcan S คันนี้ให้ความแตกต่าง …

ด้วยเครื่องยนต์ที่ถูกปรับนู่นปรับนี่เป็นโขยง  หลักๆ ก็คือ flywheel ที่หนักขึ้นเยอะ

ส่งผลให้ เจ้าเครื่อง บล๊อคนี้   “นุ่มขึ้น”   “เนียนขึ้น” เยี่ยมเยี่ยม

ทอร์ครอบต้น กลาง “มาหนักขึ้น”  แต่รอบปลายก็น้อยลงแบบเห็นได้ชัดขึ้นเช่นเดียวกัน

และเคลมว่า ประหยัดขึ้น

เมื่อเทียบกับรุ่นอื่นที่ใช้เครื่องยนต์ลูกนี้

เกียร์บ๊อคของ Kawasaki ยังคงเป็นอะไรที่น่าประทับใจ เสมอต้น เสมอปลาย  เข้าได้แม่น ลื่น ไม่มีอะไรน่าติติง

ถามหาความเร็วสูงสุดผมไม่ได้ลอง แต่ลองกดไปที่ 160 ก็เริ่มขึ้นช้าแล้ว  คิดว่า ไม่น่าจะเกิน 170km/h

ในเรื่องความประหยัดผมทำได้ประมาณ 20 – 22 กม ต่อลิตร กับน้ำมัน E20  ที่ความเร็ว 120-130 กม/ชม  แต่อย่าลืมว่า Cruiser มันโคตรต้านลม  ตัวเลขมันอาจจะไม่ดีมากนัก เมื่อเทียบกับ Sport

เพิ่มเติม Dyno Graph  ระหว่าง 2015 Vulcan S กับ ER6N ตัวเก่า ก็พอจะเดาความแตกต่างและรูปแบบแห่งขุมพลังได้

คือ กราฟแรงบิดมาเร็วขึ้นและเนียนขึ้น  ไม่ชันแบบขุมกำลังบล๊อคเก่าๆ  แต่ก็แล้วแต่คนชอบนะครับ คนชอบดึงๆ ก็จะชอบแบบบล๊อคเก่ามากกว่า

Vulcan S

2009 ER6-N

พาขี่เที่ยวบ้านเกิดกันบ้าง…

คราวนี้พามาเที่ยว  “เขารูปช้าง”  แห่งจังหวัดพิจิตร

อยู่แถวๆ บ้านผมเองครับ ยิ้มยิ้ม

พาเดินขึ้นไปชมยอดเขากัน

ผมเอง ไม่ได้ขึ้นมา 20 กว่าปีแล้วหล่ะ

วันนี้อากาศสบายๆ

เออ  วิวภูเขาบ้านเรานี่ก็สวยใช้ได้เหมือนกันนะนี่

ลงมาแล้ว ขี่รถต่อดีกว่า

พูดถึง “ช่วงล่าง”

ช่วงล่างด้านหน้า ถือว่า ทำงานได้ดี

แต่ด้านหลัง ด้วยกายวิภาคของ Cruiser ทำให้มีระยะยุบน้อยไปนิด  เวลาที่วิ่งถนนเรียบๆ

ให้ความนุ่มนวลและแรงกลไกการยึดเกาะ ในระดับที่เรียกว่า “กำลังดี”

แต่อย่าให้เจอพื้นผิวแบบหลุม บ่อ ปะ ผุ

เมื่อนั้น ความกระเด้ง กระดอนจะมาเยือนทันที  ในบางครั้งถ้าขี่มาเร็วๆ ส่งผลให้คนขี่ถึงกับตัวลอยบ้างได้เลย    ร้องไห้ร้องไห้

ถ้าว่ากันด้วยระบบเบรค

มาแบบ  “จานเดี่ยว”   ทั้งหน้าและหลัง  พร้อม ABS

บางคนอาจร้องยี้  ว่าทำไมรถ 650 cc ให้เบรคหน้าจานเดียวมา  ผมเดาๆ เอาจากประสบการณ์นะ ว่า  มันน่าจะเหมาะสมกับมุมโช๊คของครุยเซอร์แล้ว

ถ้าเบรคหน้าจับดีเกินไป ล้อหน้าอาจจะสไลด์ได้

สำหรับ ฟิลลิ่งของเบรคหน้า  ผมให้ กลางๆ  ไม่ดี ไม่แย่  ถ้าจะให้ดี อยากได้แรงจับเบรคที่มากกว่านี้อีกนิดจะถือว่าดีเลย

ส่วนเบรคหลัง  มีบทบาทค่อนข้างมากในรถครุยเซอร์   เพราะช่วยสามารถช่วยคอนโทรลรถให้เลี้ยวได้แคบขึ้นด้วยการใช้เบรคหลัง

และเจ้าเบรคหลังของ Vulcan S ก็ถือว่าทำงานได้ดีเลยทีเดียว

 

แวะเติมกาแฟแถวบ้านซักแก้ว ร้านประจำเลย

ถ่ายกะเจ้ากล้อง Compact เลนส์ครอบจักรวาลคู่ใจซะหน่อย

แวะกลับบ้านหน่อย

วันนี้วันที่ 2 แล้ว  ผมเริ่มรับรู้ได้ถึงความ “แข็ง” ของเบาะมากขึ้นเรื่อยๆ

ตอนนี้ก้นผมเริ่มระบมแล้วหล่ะ  ถ้าต้องซื้อเจ้า Vulcan S  เบาะคือสิ่งแรกเลยที่ผมจะเปลี่ยน … ยิ้มยิ้ม

ในเรื่องสมรรถนะ ครุยเซอร์อาจจะเป็นรองรถประเภทอื่น

แต่ถ้าเป็นด้าน อารมณ์    ครุยเซอร์นั้นให้มาเต็มๆ

เพียงแต่เจ้า Vulcan S นี้  Kawasaki  แอบเติมสมรรถนะมาให้เหนือกว่า ครุยเซอร์ ทั่วๆไป

ในแง่ของความเบา ( น้ำหนักจริง 226 kg แต่ควบคุมง่ายมากๆ )

เล็ก ( ไม่ใหญ่โตเหมือนรถ V-Twin ทั่วไป )

แชสซีให้ความกระฉับกระเฉง เหนือกว่า ครุยเซอร์ทั่วไปพอสมควร

การทิ้งโค้งก็ทำได้มากกว่ารถ ครุยเซอร์ปกติ ทั่วๆ ไปพอสมควร

จะว่าไป  เรียกเจ้า Vulcan S  ว่า Sport Cruiser ก็ว่าได้

วันอาทิตย์ ขี่ไปหาพ่อที่สุโขทัย

และแอบแวะไปหา  ล็อคอิน  Best Now   เพื่อขึ้นเขาหน่อกัน  แต่ผมไปสาย และขึ้นเขาผิดลูก เลยคลาดกันจนได้

เอาน่ะ  ได้ชมอาทิตย์อัสดง

ย้อนนึกไปว่า

จะยิ่งใหญ่แค่ไหน…

จะขึ้นสูงปานใด…

ก็ยังมีวันลง…

แม้กระทั่งดวงอาทิตย์

และคนเราก็เช่นกัน

ดังนั้นคนเราจะเอาอะไรมาก

อย่ามัวแต่แสวงหาเงิน และ อำนาจ กันจนลืมถึง ความสุข สิ่งที่รัก คนที่รักเรา และสุดท้าย อย่าลืมดูแล สุขภาพร่างกายของเราเองด้วย

จะได้มีแรง มีพลัง ทำในสิ่งที่รัก ที่ชอบ และดูแลครอบครัวไปนานๆ

ขาลงเขา ดีใจ ได้เจอฝูงค้างคาวด้วย จุ๊บๆจุ๊บๆ

เอาหล่ะ พูดอะไรเวิ่นเว้อร์เนอะ  สงสัยอยู่ในช่วงวิกฤตวัยกลางคนหรือเปล่า ร้องไห้ร้องไห้

สรุปเลยละกัน

ถ้าคุณชอบครุยเซอร์  ชอบอารมณ์มัน แต่ยังแอบรักสมรรถนะแบบ สปอร์ตเล็กๆ ใช้งานง่ายและสะดวกกว่าครุยเซอร์ทั่วๆไป

ใช้ขี่เล่นใกล้ๆ ชิวๆ เท่ห์ๆ หรือใช้งานในเมืองที่ไม่พลุกพล่านมากนัก ซึ่งมันก็สะดวกใช้ได้ทีเดียว

มันช่างเหมาะเสียนี่กระไร ยิ้มยิ้ม

แต่อาจจะต้องมีการปรับจูนบางเรื่องบ้างนะ  ที่ชัดๆ เลยก็คือ เบาะนั่ง  หัวเราะหัวเราะ

เอาหล่ะ เริ่มยาวแล้วสำหรับวันนี้ ขอลาไปก่อนนะครับ ^^

 

บทความโดย เตี้ย ล่ำ ดำ แก่

 

 

Comments

comments

SHARE :)