G P X – C R 5 – E F I “ขับชิลไป ในถนน เส้นเลียบโขง”

ถ้าเราเห็นแสงพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในแต่ละวัน

มันไม่ได้หมายความว่า เวลาเราจะมากเกินยี่สิบสี่ชั่วโมงซะเมื่อไหร่

เราอาจจะตื่นก่อน หรือ อาจจะหลับไปก่อน ก็ได้เช่นกัน

แล้วเราเห็นพระอาทิตย์ขึ้นครั้งแรกของวันจากมุมไหน

ใครต่อใครตอบมาก็คงต่างกัน ณ จุดที่ตนเองอยู่

ไม่มีใครระบุได้ชัดเจนหรอกครับว่า เวลาที่เราอยู่ที่มุมใดมุมนึง

บางคนอาจนั่งในรถยนต์จอดแน่นิ่งบนถนนที่รอการเคลื่อนตัวเพื่อมุ่งสู่ที่ทำงาน

บางคนเห็นขณะวิ่งออกกำลังกายที่สวนสาธารณะ

บางคนตื่นมาพระอาทิตย์ก็ขึ้นพ้นจากเส้นขอบฟ้าไปแล้ว

แล้วเราจะยังเห็นพระอาทิตย์ขึ้นแบบเดียวกันหรือเปล่า

ในบทความนี้ ผมจะพาท่านผู้อ่านบทความทุกท่าน

สู่สุดถนนเลียบชายโขง ที่ยังคงเชื่อมโยงวิถีชีวิต กับแสงแห่งดวงอาทิตย์แสงแรกๆ

ที่ขึ้นสู่เส้นขอบฟ้าของประเทศเราในแต่ละวัน

แต่กว่าจะเดินทางมาได้ เราต้องผ่านอะไรที่ไม่คาดฝันกันหลายอย่าง

การเดินทางตามหาวิถีแห่งแสงแรกด้วยมอเตอร์ไซค์ 2คัน 2คน สามพันกว่ากิโลเมตร

แม้มันอาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวของเลขไมล์

แต่มันทรงพลานุภาพให้หัวใจได้พองโตตลอดเส้นทางครับ
…..

ครั้งนี้เราได้ถือโอกาสทดสอบรถจากค่าย GPX รุ่น CR5 EFI ที่ต่างจากเดิมมากน้อยแค่ไหนนั้น เดี๋ยวจะค่อยๆเล่าให้ทราบกันไป
…..

เช่นเคยครับว่าผมขับแบบช้าวบ้านๆ ข้อมูลเทคนิคแบบเป็นทางการณ์อาจไม่ได้มากมายอะไร เน้นความรู้สึกที่รับรู้ได้มาบอกเล่าสู่กันอ่าน
…..

Day 1

แผนการเดินทางเริ่มตั้งแต่วันที่ 18-24 กุมภาพันธ์ 2560

จริงๆแล้วต้องเกริ่นก่อนว่าก่อนจะมาเป็นแผนเส้นเลียบโขง ทีมงานมีแปลนคร่าวๆว่าเราจะข้ามแดนไปฝั่งเพื่อนบ้านครับ

โดยใช้เส้นทาง สะพานมิตรภาพแห่งที่สี่ ซึ่งอยู่ที่เชียงของจังหวัดเชียงราย

ผมและน้าTopSavage นัดแนะกันตั้งแต่ตีห้า เพื่อจะย่นเวลาให้กระชับในการขับให้ถึงเชียงรายก่อนฟ้ามืด

เรากำหนดความเร็วเฉลี่ยกันไว้ที่ 100กิโลเมตรต่อชั่วโมงครับ

คันเร่งที่มีอยู่ในมือเราไม่ว่าจะเป็นรถรุ่นไหน ในบางครั้งเราก็ไม่จำเป็นต้องเค้นมันจนหมดเสมอไป

ใช้ความไวให้น้อย ใช้ความปลอดภัยให้มากเข้าไว้

แสงแรงของวันนี้อยู่ทิศที่เยื้องไปด้านหลังสวนกับการเดินทาง
…..

ขับกันไปแบบไม่เร่งรีบ และ ไม่รีบเร่ง
…..

ศาลาข้างทางที่ดูอ้างว้าง
แต่ก็ช่วยให้คนเดินทางได้หลบพักอาศัย
…..

บางจุดถ้าไม่แวะก็เหมือนว่าเรายังมาไม่ถึง
…..

ถนนเส้นนี้น้องที่เติมน้ำมันดูใส่ใจดีครับ ถึงขั้นต้องหาเก้าอี้มาต่อเพื่อป้องกันถังน้ำมันของรถเป็นรอย
…..

ก่อนสิ้นแสงในวันแรกเราเข้าเขตจังหวัดเชียงรายได้ละครับ ซึ่งตรงจุดนนี้ ทีมเรามีนัดกับอาจารย์วิชิต ไว้ที่หน้าอำเภอเทิง

เนื่องจากสิ้นแสงแล้วเราจึงต้องหาที่พักกันก่อน เชียงของอยู่ไม่ไกลแหล่ววว

และรูปภาพก็ไม่ได้จอดแวะถ่ายเพิ่มมามากมายนัก เพราะต้องทำระยะทางในวันแรกๆ

พอตกค่ำมาลมเย็นพัดร่างสะท้านก็ต้องหาอะไรทานอุ่นๆกันหน่อย ร้านนี้แนะนำเลยครับ ราคาไม่แพง แถมอร่อย

พิกัดอยู่ตรงสามแยกใหญ่ใกล้ตลาด
…..

วันแรกของเราจบการเดินทางไว้ที่ประมาณ 800 กิโลเมตร

ในการใช้งานวันแรก เจ้า CR5 EFI ทำความเร็ว อัตราเร่งได้ดีครับ ความเร็วสูงสุดไม่ใช่จุดที่ผมเน้น

แต่ก็ขับถึงความเร็ว 140ไ ด้แบบไม่ต้องเค้นอะไรมากแค่หลังจาก 120 ไปอาจจะต้องใช้เวลาสักนิด

ตอบสนองเร็วกว่าตัวเก่าที่เป็นคาร์บูเยอะมาก แถมประหยัดน้ำมันกว่า

Day2

เช้าตรู่ของวันนี้อากาศเย็นยะเยือก บวกกับลมพัดเอื่อยเฉื่อย อุณหภูมิวัดได้ 18 องศา

ล้างหน้าล้างตา เตรียมมุ่งสู่ด่านเชียงของ

มาดูหัวฉีดในรถพระอาจารย์กันสักนิด ฮี่ๆ
…..

มีสมาชิกที่อ่านพันทิบจำอาจารย์ได้แล้วก็จำ GPX ได้จึงเก็บภาพกันไว้เป็นที่ระทึกสักนิดครับ

แค่นี้เราก็ดีใจแล้วที่มีคนมาทักทายและจำได้ ^^
…..

หลังจากพูดคุยกันหอมปากหอมคอ เราก็เดินทางกันต่อจนมาถึงด่านเชียงของ

ซึ่งเอกสารหลักๆที่ต้องใช้ก่อนข้ามแดนก็มีดังนี้ครับ

1-ใบแปลเล่มรถ
2-เล่มเขียว
3-พาสปอร์ต
4-ใบมอบอำนาจ(กรณีเป็นรถชื่อบุคคลอื่น)
…..

กรณีข้ามไม่ถึง 5 คัน ไม่ต้องซื้อทัวร์หรือหาไกด์เพิ่มครับ แจ้งจุดหมายที่จะไปให้ชัดเจน ระยะเวลาที่เราจะเดินทาง

ในบริเวณนี้ห้ามถ่ายภาพละครับจึงไม่มีภาพขณะเดินเอกสารมาฝาก

ปล.เฉพาะมอเตอร์ไซค์จะข้ามได้ต้องมีรถนำข้ามนะครับเสียค่านำข้าม 500บาท.

…………………………………………………………………………………………………………………..

แต่ยังไม่ทันไรเราก็ติดปัญหาเรื่องเอกสารทำให้ไม่สามารถข้ามแดนไปได้  ปัญหาที่เราพบเป็นเรื่องใบมอบอำนาจครับ

ผิดที่ผมเองไม่ตรวจสอบให้ดีซะก่อน เจ้าหน้าทีใจดีครับ แค่เราพลาดเองเรื่องเอกสาร

ฝากไว้ก่อน สักวันจะกลับมาซ้ำอีกให้ได้
…..

ทันทีที่แผนล่มไม่เป็นท่า เวลานั้นเสียงจิ้งหรีดดังก้องในหูวิ้งๆชั่วขณะ

เอาฟระไหนๆก็มากันขนาดนี้แล้ว เราจึงเปลี่ยนแผนกันหน้างาน

โดยได้ข้อสรุปว่า ป่ะ!!! เราจะไปวิ่งเส้นเลียบโขงกัน นี่เป็นคำแนะนำจากพี่หมีใหญ่ และพระอาจารย์

เอาให้สุดถนนเลียบโขง ที่รถมอเตอร์ไซค์สามารถไปได้และเสพบรรยกาศแสงแรกๆของไทยในแต่ละวัน

เราเดินทางมาไกลเกินกว่าจะย้อนกลับไปแบบว่างเปล่า แผนใหม่ถูกคิดมาทดแทนแบบปุบปับ แทบจะตั้งรับกันไม่ทันกันเลย

แต่ก็นะ ได้ลิ้มรสชาดแห่งการเดินทางบ้างก็ดี

ในขณะกำลังเดินทางกลับลงมาจากเชียงของ เราก็เจอทางลัดสู่ภูชี้ฟ้าในตำนานครับ
…..

เส้นทางที่ว่ากันว่า ถ้าไม่เจ๋งจริง อย่าได้ซิ่งขึ้นไปเชียว แหม่ ต่อมอยากรู้อยากลองทำงานขึ้นมาทันที ฮ่าๆ

ว่าแล้วก็หักหัวรถเข้าไปสิรออะไร ยิ่งอ่านเจอความชันของเส้นทาง มันยิ่งน่าลองเข้าไปใหญ่
…..

บนถนนเส้นนี้ วิวสวยงามมากมายเลยครับ แต่ความชันมันทำให้เราจอดรถเก็บภาพมาได้น้อย

รถออโตเมติกควรหลีกเลี่ยงเส้นนี้นะครับ อย่ามาวัดใจให้รถสึกหรอเลยถ้าเป็นรถโซ่ มาได้แต่ก็ไม่ควรห้าวมากนะครับ

ไปด้วยความเร็วนวยนาดแต่พอดีก็พอ โค้งพับผ้า หักศอก ไม่สโลบรับ มีค่อนข้างจะครบครัน ก็ระวังๆกันด้วย
…..

แม้เราจะเดินทางมาด้วยมอเตอร์ไซค์แต่ก็ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่ประสิทธิภาพมากกว่ามอเตอร์ไซค์ชนิดใดๆ

นั่นคือ”การเดิน”นั่นเอง อาจถึงที่หมายช้าแต่เราก็รู้ลิมิตตนเองว่าไหวได้แค่ไหน เช่นพี่คนนี้ ไม่มีใครรู้จักตัวเราได้ดีเท่าตัวเราเอง

ซึ่งบางครั้งเราก็ทึ่งกับความเคยชินของคนในแต่ละพื้นที่ อย่างพี่คนนี้เดินด้วยแบกชะลอมด้วย ไม่แน่ใจว่าเรียกถูกมั้ยนะครับ

แต่พี่แกเดินอย่างไม่มีทีท่าว่าเหน็ดเหนื่อยเลย
…..

ระหว่างทางขึ้นก็จะมีจุดพักรถอยู่เป็นระยะ แต่พื้นที่จะจำกัดนิดนึงนะครับ
…..

ส่วนเจ้า CR5 EFI ไต่ขึ้นมาถึงได้แบบไม่ยากเย็นครับ ตรงนี้หลังจากขับมาระยะนึงต้องยอมรับว่า

บล็อคเครื่องชุดนี้ของ GPX ทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว ระบบหัวฉีดสั่งการแม่นยำ

ทำให้เราควบคุมคันเร่งได้ดังใจคิดจะมีติก็เรื่องเกียร์ที่ยังขาดความนิ่มนวลอยู่บ้าง

แต่เอาว่ามันใกล้เคียงกับเครื่องยนต์ญี่ปุ่นเข้ามาทุกวันแล้วล่ะ พัฒนาขึ้นมาชัดเจน
…..

ด้านบนภูชี้ฟ้าในวันธรรมดายังมีร้านค้าเปิดจำหน่ายอยู่บ้างนะครับ ก็ช่วยอุดหนุนกันได้

ก่อนเดินขึ้นพกน้ำติดตัวไว้สักขวดก็ดีนะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือนนน ส่วนพระอาจารย์นั่งรออยู่ด้านล่างครับ
…..

บริเวณช่วงต้นของทางเดินขึ้นก็จะมีน้องๆมาร้องเพลงช่วงก่อนทางขึ้นด้วยนะ น่ารักดี ใครจะร่วมสมทบทุนให้น้องๆก็ได้
…..

เมื่อมาถึงภูชี้ฟ้า ก็ต้องชี้ฟ้าสินะ
…..

กว่าจะเดินมาถึง เล่นเอาลิ้นห้อยเล็กน้อยถึงปานกลางกันเลยครับ ยอดเขาจะมีหลักเขตปักไว้ให้เช็คอินด้วย

(ก็แน่ล่ะเจ็ดร้อยเมตรเราก็กะว่าไม่ไกลเลยไม่ได้ถอดเสื้ออะไรไว้แถมยังกระเตงหมวกมาด้วยอีก =_= )
…..

ภูชี้ฟ้า จัดเป็นยอดเขาสูงสุดในเทือกเขาผาหม่น ติดชายแดนไทย – สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่ หน้าผาปลายยอดแหลม เป็นแนวชี้ขึ้นไปบนฟ้า จึงได้ชื่อว่า “ภูชี้ฟ้า” นั่นเอง
…..

อ่อบนถนนเส้นนี้เราจะเจอกับป้ายบอกทางลาดชันเป็น% ด้วย ซึ่งเท่าที่ขับรถมอเตอร์ไซค์มาหลายปี

เจอป้ายที่นี่แหล่ะ ที่มีองศาลาดชันระดับ 12% ค่อนข้างจะเยอะมากกกกกก

บางท่านอาจจะยังไม่ทราบเรื่องการคำนวณป้ายลาดชันที่นับกันเป็น%นะครับ

ลักษณะป้ายแบบนี้จะระบุไว้โดยคำนวนจากจุดที่เราอยู่สู่จุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดของเนินในระยะ 100เมตร

ถ้าป้ายแจ้งว่า 12% นั่นคือ อีกหนึ่งร้อยเมตร ปลายทางของเราจะสูงขึ้น หรือต่ำลง 12เมตร นั่นเอง

ดูตัวเลขอาจจะน้อยนะครับ แต่พอเจอเนินแบบนี้เข้าจริงๆมันไม่น้อยเลยนะ =_=’’

เหมือนเรามองไปตรงหน้าแล้วเจอกำแพงย่อมๆมาขวางกั้นนั่นแหล่ะ
…..

เราพากันเสพบรรยกาศทำให้ลืมเรื่องเฟลๆที่ข้ามแดนไม่ได้สักพักก็กลับลงมาหาที่หลับที่นอนกันที่ตัวอำเภอเทิงกันต่อครับ

ก่อนที่วันรุ่งขึ้นเราจะเริ่มทำตามเป้าหมายที่เราวางกันใหม่ไว้

Day3

เอาล่ะเป้าหมายของวันนี้ เราพุ่งไปที่อำเภอสังคมจังหวัดหนองคายครับ กับระยะทางอีก600กิโลเมตรกว่าๆ

และต้องแยกกับอาจารย์ในวันนี้แล้ว โดยทานข้าวกันที่ปั๊มเสร็จก็ขับออกมาอีกหน่อยนึงก็แยกกันออกไป.
…..

ในช่วงวันนั้นถ้าเห็นคนแคระกับกอริลล่าหวดขับGPXผ่านก็อย่าแปลกใจครับพวกผมเองฮ่าๆ

บนถนนสายนี้เราเลือกที่จะจอดกันเรื่อยๆครับ มันมีจุดให้ทอดสายตาหย่อนกายหลายจุดเหลือเกิน

ถนนบางเส้นทางเราเดินทางผ่านมันมากี่ครั้งก็ตาม ลองหาโอกาสหยุด หรือชะลอดูรอบๆมันบ้างครับ

สิ่งสวยงามมันก็หาได้จากข้างทางนี่แหล่ะ
…..

แต่ด้วยความชิลระดับHDของเราเองทำให้เราพลาดเรื่องเวลาครับ

มาถึงเชียงคานก็สิ้นแสงตะวันแล้ว ทำให้อดเห็นวิวแถวเชียงคานไปส่วนนึง
…..

ตอนนี้ถึงคราที่จะต้องตัดสินใจอีกครั้งว่าเราจะนอนเชียงคานเลยดีมั้ย หรือจะขับไปต่อให้ถึงสังคมดี

เพราะเหลืออีกแค่ไม่กี่กิโลเพียงเท่านั้น ร้อยโลนิดๆ TT

บทสรุปเราเลือกที่จะขับต่อไปยังอำเภอสังคมกันครับ ถือว่าทดสอบไฟส่องสว่างของเจ้า CR5 EFI ไปในตัว แหม่แถไปด้ายยยย

แต่ก็จริงๆนะ ทำให้เห็นว่าไฟมันเจิดจ้าและเพียงพอต่อการใช้งานจริงๆ ไฟต่ำที่อยู่ในระยะพอดี ไฟสูงที่พอแยงตาให้ผู้ใช้ถนนร่วมกันพอรู้สึกตัวได้
…..

ถ้าใครผ่านเส้นนี้บ่อยๆคงทราบนะครับว่า กลางคืนแล้วมันเปลี่ยวมว๊ากกกนานๆจะเจอรถสวนมาสักคัน TT

และมีบางช่วงที่ซ่อมแซมสะพานกันอยู่ ดังนั้นขับกันด้วยความระมัดระวังกันเน้อเราขับกันมาเรื่อยๆแบบเสียดายวิวที่อยู่ระหว่างทางมากครับ

คาดว่ามันต้องสวยมากแน่ๆ แต่ก็นะในบางครั้งคนเราก็ต้องตัดสินใจอะไรบางอย่างเพื่อบางสิ่งบางอย่าง

เหมือนเวลาเราเลือกซื้อมอเตอร์ไซค์นั่นแหล่ะครับ

Day4
เอาเข้าจริงๆ ความหมายตลอดเส้นทางที่เรากำลังคิดฝัน มันอาจจะเริ่มจากวันนี้ครับ

เพราะอย่างที่เห็น สามวันแรกที่ผ่านมา เราเอื่อยเฉื่อยกันมามาก เพราะเราเช็คจากระยะทาง

การเดินทางเฉลี่ยที่เหลือในแต่ละวันมันสั้นเหลือเกิน เราจะมีเวลาแวะนู่นแวะนี่แวะนั่นบลาๆ.

มาถึงอำเภอสังคม จุดแรกแห่งแสงเช้าที่เราจะไปค้นหาเป็นจุดเช็คอินประจำที่ใครๆก็ต้องแวะมา นั่นคือวัดผาตากเสื้อนั่นเองครับ
…..

แต่เมื่อถึงด้านบน เราจะมองไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นได้เนื่องจากมียอดเขาบดบังอยู่ TT
เอาหมวกมาวางแทนดวงอาทิตย์ไปก่อนละกัน
…..

เราพลาดเรื่องแสงจากดวงอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า แต่เราไม่พลาดบรรยกาศดีๆของที่นี่ครับ
…..

พอออกจากจุดชมวิวส่วนนั้นมาแดดนี่เปรี้ยงมารอเลย 18องศาที่โชว์ขึ้นมาบนหน้าจอโทรศัพท์มันหลอกกันใช่ม๊ายยย
…..

บรรยกาศตอนเช้าๆในอำเภอสังคม ยังคงอบอวลไปด้วยความเรียบง่าย พ่อค้าแม่ขายก็ทำหน้าที่ของตนเองดังเช่นปกติ
เรานิยมของกินข้างทางหรือตามตลาดแบบนี้มากกว่าการเข้าสู่ร้านสะดวกซื้อ
และคำบอกเล่าที่เราได้ยินจากแม่ค้าคือ แม่ค้าหลายๆคน เกิดและเติบโตที่นี่ ยังไม่เคยขึ้นไปชมวิวบนวัดผาตากเสื้อเลย
ส่วนนึงเพราะเป็นความคุ้นเคยจนรู้สึกเฉยๆเลยไม่ได้อยากจะขึ้นไป มันก็คงคล้ายเราๆแหล่ะครับ
ของบางอย่างมันอยู่ใกล้เกินกว่าเราจะใส่ใจมัน เราโหยหาสิ่งที่ไกลตัวเราเกินไปกันหรือเปล่า?
…..

เจอน้องๆกำลังตั้งขบวนกีฬาสีกันด้วย อีกบรรยากาศที่ผมว่ามันขาดหายจากวิถีชีวิตของผมเองไปเนิ่นนาน
…..

ช่วงสายๆ เช็คเอ้าท์ออกจากที่พัก เรามองหาร้านเชื่อมกันก่อนฮะ เพราะว่าเจ้าคันเหลือง จุดยึดแร็คมันฉีกออกมา
ที่เห็นคันแดงแบกเป้ไว้ข้างท้ายก็เพราะเจ้านี่แหล่ะ ก่อนหน้าเรามัวแต่ขับและเพ่งไปที่เป้าหมายจึงไม่ได้ทันสังเกตุร้าน
วันนี้เราว่างมากพอก็ขอจัดการมันให้เรียบร้อยเลยละกัน
…..

หลังจากเชื่อมใหม่เสร็จเรียบร้อย เราก็เริ่มออกเดินทางกันต่อ โดยจุดหมายต่อไปของเราคือการเดินทางไปยังจังหวัดบึงกาฬ

โดยอาศัยเจ้า Google  Map ในการนำทาง

แต่!!! เส้นทางบางครั้งเราเชื่อ google map มากไปก็ไม่ได้หรอก ความเจ็บช้ำซ้ำสองของสองเราก็เข้ามาเยือนอีกครั้ง

เราขับกันไปเรื่อยๆ ก็พบกับเส้นทางที่กำลังทำถนน อยู่เป็นระยะ ทำให้เวลาในการเดินทางคลาดเคลื่อนไปอีก
…..

เมื่อเมื่อยล้ากับการฝ่าแดดร้อนๆ เราเจอป้ายของท่าเรือหนองคาย จึงแว๊บเข้าไปดู

เจอพี่สกายแล็ปเจ้าถิ่นจอดเรียงราย และการขนส่งสินค้าอยู่ต่อเนื่องท่ามกลางแสงแดดเปรี้ยงๆนี่แหล่ะ

เราเคยคิดว่างานเราลำบาก จริงๆแล้ว งานไม่มีอะไรลำบากไปกว่ากันหรอกครับ แค่ความลำบากของแต่ละคน

แต่ละงาน มันถูกถ่ายทอดออกมาในวิธีที่ต่างกัน
…..

จากจุดนี้เราจะมองเห็นสะพานมิตรภาพได้ด้วย
…..

พอผ่านช่วงทำถนนมาทำให้รู้จักเจ้า CR5 EFI เพิ่มขึ้นเรื่องช่วงล่างเพราะก่อนหน้าผมขับบนทางดำมาตลอดเจอทางปรุประบ้างเล็กน้อย

พอมาเจอเส้นนี้เข้าไป ทำให้ข้อสงสัยเกี่ยวกับช่วงล่างที่คั่งค้างอยู่หมดไปครับ

โช็คหน้าและหลังทำงานสัมพันธ์กันดี เมื่อเจอสภาพถนนที่ลำบากนิดๆหน่อยๆ เมื่อเป็นทางดำ

โช็คหลังออกอาการย้วยนิดๆ เมื่อต้องเข้าโค้งไฮสปีด

ส่วนโช็คหน้า ช่วงยุบและระยะให้ตัวดีเป็นที่หน้าพอใจ ในสภาพถนนทั้งสองแบบ

แต่รวมๆแล้วสำหรับนักขับสายพ่อบ้านแบบเราๆ มันก็ถือว่าเซ็ตค่ามาแบบเป็นกลาง ใช้งานครอบคลุมดีครับ

พอเจอสถานที่ริมโขงที่เป็นลานโล่งๆจึงต้องลงไปทดสอบเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความรู้สึกของตนเองอีกเล็กน้อย

ส่วนน้า Topsavage พอได้ยินคำบอกก็เลยขอลองบ้าง ซึ่งก็มีความคิดเห็นที่คล้ายกัน เมื่อเทียบกับตัวเก่า

ช่วงล่างของรถถือว่าได้รับการแก้ไขปรับปรุงขึ้นมาพอสมควร ในตัวเก่าโช็คหลังจะยวบยาบกว่านิดนึงครับ

ส่วนช่วงยุบของโช็คด้านหน้าไม่แตกต่างกันมากนัก
…..

อ่อการเดินทางในวันนี้ทำให้รู้เพิ่มเติมมาว่าจังหวัดที่บ้านแพงที่สุดคือจังหวัดอุดรธานี
…..

สุดท้ายเราทั้งคู่ก็เดินทางมาถึงบึงกาฬก็เย็นละครับ ระยะทางแค่เล็กน้อย แต่ก็ถูกลดทอนความเร็วตามเส้นทางด้วยถนนที่กำลังพัฒนา

แต่ในอนาคตข้างหน้าถนนเส้นที่กำลังพัฒนาเหล่านี้ก็จะเป็นเส้นหลักสำคัญทันที ที่เปิดการค้าแบบAECเต็มรูปแบบ
…..

บริเวณสวนสาธารณะของบึงกาฬ ก็เป็นที่พักผ่อนหย่อนในและใช้ออกกำลังกาย

และเรายังเห็นการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายไม่วุ่นวายมากนัก คนแถวนี้ไม่ต้องเสียเงินเดินเข้าฟิตเนตหรู แต่ก็อยู่ออกกำลังกายกันได้แบบชิลๆ
…..

ในศาลาก็มีการจัดซุ้มถึงพ่อหลวงที่อยู่ในความทรงจำของคนรุ่นเราๆไว้ให้ชื่นชม
…..

เราชื่นชมบรรยากาศแถวนี้ก่อนสวิทของธรรมชาติจะดับแสงลงไป หลอดไฟชนิดพิเศษ ที่ไม่มีสวิทควบคุมใดๆ

ใช้ระบบออโต้จากธรรมชาติกำหนด และแสงแห่งไฟฟ้าจะมาทดแทน
…..

และเรามาถูกจังหวะครับ คืนนี้มีงานกาชาดและงานยางพาราของบึงกาฬพอดี
…..

จึงได้โอกาสไปเดินเล่นในงานพร้อมกับหาของกินกันมาบ้างนิดหน่อย

ซึ่งคราวนี้ผมขอเป็นคนซ้อนบ้าง

ในแง่มุมของคนซ้อนเบาะกระด้างไปนิดนึงแต่ก็ไม่ถึงกับโหดร้าย ให้คะแนนความกว้างของเบาะมากลบกันได้อยู่
…..

ภายในงานก็แยกบรรยากาศแบบดั้งเดิมไว้ได้อย่างดีครับ
…..

บริเวณหน้างานมีที่พักของนักเลงไว้คอยบริการด้วย
…..

เราเห็นของเล่นที่เราเคยฟูมฟายอยากจะเล่นให้ได้ในตอนเด็ก เมื่อโตมาเรามองว่ามันเสียตังค์และเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

แต่ ณ จุดนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการหลงรักเรื่องราวเกี่ยวกับรถต่างๆโดยที่เราอาจจะไม่รู้ตัว

และพอคิดได้แบบนั้น ตัวเรานั่นเองนี่แหล่ะ

ที่อาจจะลืมความฝันวัยเด็กของเราไปเอง
…..

เราเห็นขนมที่น่าดูมากกว่าน่ากิน ไม่รู้เป็นไงชอบมองเวลาเค้าทำจริงๆ
…..

ตรงจุดนี้เค้าจะให้เราเขียนอะไรก็ได้ที่อยากให้มีในบึงกาฬ
…..

แต่พีคตรงนี้ ไม่รู้ใครเขียนไว้ ที่นี่ผู้ชายน้อยหรืออย่างไร 555
…..

เราเดินเล่นเดินกินจนอิ่มหนำก็กลับเข้าสู่ที่พักครับ เพื่อเก็บแรงรอดูช่วงพระอาทิตย์ขึ้น และเดินทางต่อไปในวันรุ่งขึ้น

Day5

เช้าวันนี้ ผมตื่นมามองดูพระอาทิตย์ที่ค่อยๆขึ้นผ่านมุมเยื้องหน้าต่าง
…..

สี่วันที่ผ่านมา เราเจออะไรมาบ้าง

ภาพย้อนวนเวียนอยู่ในหัว เราจะเอาอะไรมาเล่าในมุมของเราให้คนอื่นๆอ่านได้บ้าง

สุดท้ายคิดมากไปก็เท่านั้น อย่างๆน้อยก็ได้เป็นการบันทึกช่วงความทรงจำดีๆอีกทริป

พอเห็นแสงแรกพร้อมสวิทแห่งแสงไฟธรรมชาติเริ่มทำงาน คนก็เริ่มตื่นจากหลับไหลและใช้ชีวิตกันต่อไป

เราก็ทำได้เพียงต้องเตรียมตัวมุ่งหน้าต่อไป
…..

เป้าหมายวันนี้คือ อำเภอธาตุพนมครับ เลาะเล่นเส้นโขงไปเช่นเคย

โดยเราเรียนรู้จากช่วงวันแรกๆมาแล้วว่า เห็นเวลาใน google เท่าไหร่ เผื่อใจไว้อีก ถถถถถ

ระหว่างทางเราเจอป้ายภูสิงห์ชี้นำว่ามันห่างจากเส้นหลักที่เราจะต้องผ่านแค่ไม่กี่กิโลจึงเลี้ยววาร์ปเข้าไปครับ
…..

ภูสิงห์  เป็นห้องเรียนศึกษาธรรมชาติ ภายใต้การดูแลของกรมป่าไม้ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ 154 ป่าดงดิบกะลา

ป่าภูสิงห์และป่าดงสีชมพู มีลักษณะทางธรณีวิทยาที่น่าทึ่ง มีหินรูปร่างแปลกตาจำนวนมาก

สามารถเดินทางเข้าเยี่ยมชมธรรมชาติแห่งนี้ได้ นะครับมาหลายๆคนเหมารถถือว่าคุ้มมากๆ

แต่หลายจุดจะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ บางที่นั้นเป็นหน้าผาสูงชัน และบางจุดอยู่ในป่าลึก

แต่พอมาถึงเราตัดสินใจกันว่าจะยังไม่เข้าไปด้านใน เนื่องจากตอนนี้จะเข้าไปได้ต้องเสียค่าบริการเหมารถเข้า

โดยมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 1,000 บาท รถบรรทุกคนได้ 10-12 คน แต่ๆๆๆ ผมมากันแค่สองคน TT(เอาไว้มีโอกาสจิมาใหม่นะครับ)

และใช้เวลาทัวร์อยู่ด้านในภูสิงห์ประมาณสองชั่วโมง

และเส้นบึงกาฬนี้เอง ก็เป็นถนนที่เราไม่ควรใช้ความเร็วมากนัก เพราะถ้าทราบ บึงกาฬเป็นจังหวัดที่มาการปลูกต้นยางพาราค่อนข้างมาก

และแน่นอนว่า บนถนนที่เราเดินทางก็มีน้ำยางอยู่ในปริมาณที่มากเช่นกัน การขับเร็วเกินไปอาจจะลื่นไถลแบบงงๆได้ไม่รู้ตัวนะครับ

เมื่อมีน้ำยางก็ต้องมีต้นยาง
…..

แต่ถ้าท่านจะเทโค้งแนะนำว่าควรเป็นรถแบบนี้ครับ จะลีนวิท ลีนอิน ลีนเอ้าท์ หรือแฮ้งค์ออน เจอนำยางกลางถนนเท่าไหร่ก็บ่ยั่น
…..

ออกจากภูสิงห์มา เป้าหมายที่ถูกเพิ่มมาก็กลายเป็น หาดคำสมบูรณ์ อ.บึงโขงหลง

เพราะมันใกล้เส้นทางหลักที่เราจะต้องไปอีกแล้ววว ซึ่งมันก็ใกล้เที่ยงละ ก็กินข้าวซะที่นี่เลยละกัน
…..

หาดคำสมบูรณ์ถือว่าเป็นส่วนนึงของบึงโขงหลง ที่เป็นเป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ตัวหาดจะเด่นชัดในช่วงฤดูร้อน

ซึ่งตอนผมไป มันก็ร้อนละนะ TT และน้ำจะขึ้นมาในช่วงฤดูฝน แต่ก็สามารถเล่นน้ำได้ในทุกฤดูครับ

โดยบริเวณหาดจะมีร้านค้าร้านอาหารมีซุ้มให้เราได้นั่งเล่นพักผ่อนได้ ไม่กินอะไรก็นั่งเล่นเฉยๆได้นะครับ สอบถามมาแล้ว

แต่เรามาในช่วงเที่ยงๆพอดิบพอดี ก็ต้องมีการสั่งอาหารมากินกันบ้าง

ก่อนอาหารจะมาเสิร์ฟ ก็หย่อนกายา พักสายตา กันไป
…..

แท่นเทนแท๊นนน ปลาตัวใหญ่มว๊ากกกก
…..

ลาบหมูทอดก็อร่อยดีครับติดเค็มนิดๆ
…..

ส่วนเมนูหลักไข่เจียวหมูสับทอดมาแบบไม่อมน้ำมันดี มื้อนี้ผ่านนน
…..

เราทั้งคู่โดนค่าอาหารมื้อนี้ไป 580 บาท ซึ่งถ้ามองด้านปริมาณแล้วมันไม่แพงนะ ปลาก็ตัวโตดีลาบหมูทอดกะไข่เจียวหมูสับก็เยอะ
…..

หลังจากหนังท้องตึง หนังตาเรายังหย่อนไม่ได้ครับ ต้องขับเคี่ยวเจ้า GPX ทั้งสองคันเดินทางกันต่อ

ช่วงเส้นทางระหว่างนี้ เจอตรงไหนอยากเข้าไปถ่ายก็แว๊บกันเรื่อยๆ

เพราะไหนๆก็ทำความเร็วบนถนนที่เต็มไปด้วยน้ำยางเป็นบางช่วงแบบนี้ไม่ได้

เราก็ใช้ความช้าไขว่คว้าบรรยากาศระหว่างเส้นทางไปเรื่อยๆละกัน

ฝั่งตรงข้ามคือประเทศเพื่อนบ้านของเรา เราเห็นเค้าเค้าก็เห็นเรา
…..

สักวันฉันจะข้ามไปหาเธอนะ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
…..

ถนนช่วงนี้ก็อย่างที่บอกไว้ครับ ไร้ฝุ่นหราาาาาาาาา
…..

จนถึงช่วงบ้านแพงนครพนม เราก็เจอกับด่านครับ พี่ๆในด่านน่ารักเป็นกันเองดี

ตรวจตราเอกสารเสร็จก็เลยขอแชะภาพกับพี่เค้าไว้สักหน่อย
…..

บนถนนเลียบโขงไม่ว่าเราจะอยู่ส่วนไหน ก็ถือว่าอยู่สุดแดนตลอดทั้งเส้นครับ ไปที่ไหนๆก็จะเจอป้ายประมาณนี้เสมอ

และถ้าเจอแสดงว่าเรายังอยู่ในเส้นทางที่เราวางไว้อยู่
…..

มาถึงนครพนมจะไม่แวะจุดสำคัญๆก็กะไรอยู่

สะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่สาม บ้านพี่เมืองน้องกันมาช้านาน กว่าจะมีสะพานเชื่อมโยงถึงกันได้นี่ก็นานเช่นกัน
…..

นี่มันการเดินทางของพ่อกะลูกป่ะเนี่ยยย =_=
…..

แถวนี้ดีอย่างนึงตรงที่จุดแวะหลักๆห่างกันไม่มากครับ ถ้าเราจอดรถแถวตลาดอินโดจีน ก็เดินต่อได้เลย
…..

ร้านค้าธรรมดาริมทาง ต่างยังคงอยู่สู้กับร้านสะดวกซื้ออย่างมั่นคง
…..

ร้านบางร้านแม้ลมจะพัดจนตัวบ้านเอนเอียงและเปลี่ยนทิศ แต่เค้าก็ยังดำเนินชีวิตขนานไปกับสังคมรอบตัว
…..

มุมชิคๆของพี่สกายแล็ป
….

เด็กๆที่รอวันเติบโตท่ามกลางสังคมที่หมุนเวียนกันอย่างเอื้อหนุนของคนแถวนี้
…..

ลานแห่งนี้เป็นได้หลายๆอย่าง ทั้งที่ออกกำลังกาย ที่กินข้าว ที่พักผ่อน
…..

จุดที่เดินต่อไปถึงได้เลยคือ พญาศรีสัตตนาคราช หรือพญานาคเจ็ดเศียร นั่นเองครับ
…..

คนเราอยู่ได้ด้วยความหวังฉันใด ล็อตเตอรี่ก็ยังอยู่ขายได้ฉันนั้น
…..

จากเส้นนี้เราเดินทางกันต่ออีกหน่อยเพื่อไปยังที่หมายสุดท้ายของวัน ที่อำเภอธาตุพนม

พร้อมกับดวงอาทิตย์ที่ค่อยๆริบหรี่แสงลง
…..

พระธาตุพนม เป็นพระธาติประจำคนเกิดปีวอก แต่ไม่ว่าเราจะเกิดปีอะไรเราก็เข้ามาบูชาได้ครับ
…..

หลังจากนั้นก็ติดต่อสมาชิกท่านนึงในพันทิปนี่แหล่ะ ผมเรียกติดปากง่ายๆว่าป๊าเหน่งหรือลุงเหน่งตามชื่อล็อกอินเค้าแหล่ะครับ

ถ้านับเวลาที่รู้จักกันผ่านการสื่อสารด้วยช่องทางออนไลน์ จริงๆก็ย่างเข้าสู่ปีที่สี่แล้ว

แต่ไม่แคล้วกันและยังไม่เคยมีโอกาสได้เห็นหน้ากันสักที

คราวนี้เรามาถึงถิ่นก็ต้องแวะมาทักทายกันหน่อยยยย

ทักทายแบบแมนๆกันไป
…..

การต้อนรับขับสู้ของเจ้าถิ่นมีมาอย่างเต็มที่ครับ
…..

พอกินกันไปสักแป๊บ ผมกลับกลายเป็นพี่เลี้ยงน้องแพรไหมไปแหล่ว หลังจากที่ตอนแรกไม่เข้าใกล้กันเลย
…..

ตอนเด็กๆเคยมีความฝันกันมั้ย เคยอยากถ่ายรูปกับรถมอเตอร์ไซค์สักคันหรือเปล่า?

ตอนนี้ใครมาจะถ่ายรูปก็เอาเลยครับเต็มที่ เมื่อมันเป็นสิ่งที่เราแบ่งปันกันได้ ก็แบ่งปันกันไป
…..

เมื่อเวลาแห่งความสุขหมดไป เราพูดคุยกันภาษาคนขับมอเตอร์ไซค์กันแบบเต็มอิ่ม ก็ถึงเวลาที่ต้องแยกย้ายกันไปพักผ่อน
ก่อนที่เราจะไปตะลอนตลาดเช้าใกล้ที่พักกัน

Day6

เราตื่นมารับแสงแรกของวันด้วยเดินตลาดเช้า
…..

เป็นตลาดสองเชื้อชาติเลยครับ เรือจากอีกฝั่งแล่นข้ามมาส่งของขาย
…..

พ่อค้าแม่ค้าก็ขายแต่ละอย่างต่างกันบ้างคล้ายกันบ้าง
…..

เอร๊ยยยพ่อค้าหล่อ >///<
…..

บรรยากาศตลาดสด ที่เราหาไม่ได้จากตลาดติดแอร์
…..

บางทีเราก็ไม่ต้องการอะไรไปมากกว่าการได้ทำงานอะไรสักอย่างใกล้ๆบ้าน เงินเดือนไม่ต้องมี แค่พอมีกินกับสิ่งที่ทำ
…..

ของแปลกก็มีมาขายกันหลายอย่าง สมัยก่อนมีกระทั่งเอาลูกเสือข้ามมาขายกันด้วยนะครับจากที่เค้าเล่ามา เพราะเป็นจุดผ่อนปรนในการขายสินค้า
…..

ความสุขของคนเราแตกต่างกันที่วิธีมองเพียงเท่านั้นแหล่ะครับ เราอาจจะมีความสุขในอีกรูปแบบ เค้าก็อาจจะมีความสุขในอีกรูปแบบ
…..

ในทุกพื้นที่ล้วนมีความหวัง
…..

เสร็จจากการเดินสำรวจตลาดในยามเช้า ถึงเวลาเราก็ต้องเคลื่อนตัวต่อไป

เราใช้บริการจาก TPC FIX IT CENTER ของศูนย์ซ่อมวิทยาลัยธาตุพนม มหาวิทยาลัยธาตุพนม กันก่อนครับ

โดยเข้ารับบริการเรื่องการตั้งโซ่ ฟรีค่าแรง เป็นการฝึกอาชีพให้น้องๆได้มีฝีมือติดตัวในอนาคต

แต่ถ้าใครจะให้สินน้ำใจตอบแทนก็ได้ไม่ว่ากันครับ

และพอรับบริการเสร็จก็ลงชื่อ เบอร์โทร ยืนยันว่าเรามาใช้บริการกันด้วยเน้อ
…..

ก่อนจะไปก็แวะบอกลาป๊าเหน่งสักหน่อย

เตเต้สายเขย่งและป๊าเหน่งสายย่อ ต้องขอบคุณพื้นที่ในโลกออนไลน์ที่ทำให้เรารู้จักกันด้วยครับ
…..

แล้วค่อยๆย่องเดินทางจากนครพนมสู่หอแก้วมุกดาหารเป็นจุดแวะพัก
…..

อารมณ์แบบ ยืนรอที่หอแก้ว มาเต็ม และแดดก็เต็มเช่นกัน TT
…..

อากาศในช่วงวันนี้ร้อนตับแล่บครับ ทุกๆห้าหกสิบกิโลเราต้องเหล่หาน้ำกินกันเรื่อยๆ

การเดินทางท่ามกลางอากาศที่ร้อนๆ อย่าให้ร่างกายของเราขาดน้ำนะครับ

จริงๆมุกดาหารเราก็มีสมาชิกที่อยากจะแวะหาเช่นกันนั่นคือครูโต้งแต่พอเช็คจากเฟสแล้วเจ้าตัวดันไม่อยู่ซะงั้น

แผนเซอร์ไพรส์เลยต้องพับแล้วขับมุ่งหน้าต่อไป
…..

ระหว่างการเดินทาง หากเราได้ทำอะไรดีๆแล้วรู้สึกดี แม้มันอาจจะดูเป็นเรื่องน้อย ผมก็อยากเอามาบอกเล่าครับ

ช่วงอำเภอเขมราษฐ เราจอดพักหาน้ำกินกันอีกครั้ง  ตอนที่กำลังจะออกจากที่จอดรถเราเหลือบไปเห็นกุญแจเสียบค้างคาที่รถไว้

ผมกับน้า Topsavage ก็ยื่นรอสักพักเผื่อเจ้าของรถย้อนกลับมา แต่ดูท่าทีแล้วก็ยังไม่มีวี่ไม่มีแวว

เราจึงเขียนโน็ตเล็กๆเสียบไว้ที่รถ แม้ลายมืออาจจะยึกยือไปบ้างแต่ก็คงอ่านออกแหล่ะ แฮ่ๆ

แล้วเอากุญแจไปฝากไว้ ก่อนจะเดินทางกันต่อไป เราไม่ได้รับคำขอบคุณ เราไม่เห็นรอยยิ้มจากเจ้าของรถ แต่เราก็ยิ้มอิ่มเอิบอยู่ในใจเราเอง
…..

ขับกันมาเรื่อยๆท่ามกลางแดดระอุเนี่ยแหล่ะครับ จนมาเจอป้ายเล็กๆข้างทางว่า”แก่งหินงาม”

ต่อมแวะทำงานอีกแล้วว ว่าแล้วก็เลี้ยวเข้าไปแบบงงๆอีกตามเคย ฮ่าๆ
…..

ที่นี่คล้ายๆสามพันโบกที่ถูกย่อขนาดลงมาครับ โดยจริงๆแล้วบริเวณนี้ควรจะมาช่วงเช้าๆ หรือเย็นๆ เนื่องจากไม่มีที่ให้พักหลบแดดมากนัก

แต่เมื่อเรามาถึงตอนบ่ายๆ ก็ต้องกัดฟันลุยเดินหน้ากันต่อ และทางที่จะลงไปถึงก็แอบมีความแอดเวนเจอร์เล็กๆ
…..

ระยะทางลงมาไม่กี่เมตรแต่ยกใจให้เลย เล่นเอาฝุ่นตลบกันไป
…..

สวยงามไม่น้อยกว่าสามพันโบกเลยนะเนี่ย
…..

สภาพของเราเมื่อมีที่ร่มพอให้หลบแดดได้บ้าง แต่มันก็ช่างเป็นพื้นที่เล็กน้อยเสียนี่กะไร
…..

พอมองย้อนกลับไปในเส้นทางที่เราลงเฮ้ออออออออ ต้องกลับทางเดิมอีกใช่ม๊ายยยย
…..

ลุงกับป้าที่เปิดร้านค้าเล่าให้ฟังว่า ที่นี่เปิดมาสักพักละครับ

แต่ถนนหนทางในการเข้ามามันยังไม่ดีเป็นทางดินลูกรังทำให้นักท่องเที่ยวยังมากันไม่มาก

แต่มันก็ดีตรงที่มันไม่ถูกทำลายโดยขยะที่นักท่องเที่ยวลืมไว้ เหมือนสามพันโบก แกชอบคนน้อยๆแบบนี้แหล่ะดีแล้ว
…..

ออกจากแก่งหินงามได้เราเลือกที่จะผ่านไปถ่ายรูปคู่กับป้ายสามพันโบกแล้วก็ออกเดินทางโดยไม่จอดแวะเพื่อไปให้ถึงโขงเจียม
…..

แสงเย็นระหว่างเส้นทางที่เราผ่าน มันก็สวยงามอีกแบบนึงนะ
…..

และในที่สุดเราก็เจอครบสามฤดูครับ ฝนที่ตกมาระหว่างทางก่อนที่จะถึงโขงเจียมก็พอทำให้เราชื่นใจคลายร้อนไปได้บ้าง
…..

สุดท้ายเราก็มาถึงโขงเจียมกันเย็นๆเลยครับ

โขงเจียมเป็นอีกหนึ่งอำเภอที่มีความมุ้งมิ้ง และเงียบสงบในแบบที่ควรจะเป็น
…..

ก็ตามสไตล์เราครับหาที่หลับที่นอนเพื่อรอเดินทางไปจุดสุดท้ายของภารกิจครั้งนี้

Day7

วันนี้เป็นการเดินทางวันสุดท้ายแล้วครับ ตื่นเช้าล่าแสงตะวันแรกๆที่จุดชมแม่น้ำสองสีกันก่อน

ซึ่งจะอยู่ในเขตวัดโขงเจียม

แม่น้ำสองสีนั้น มาจากคำเรียกของคนพื้นที่ละแวกนั้นครับ คือคำว่า “โขงสีปูน มูลสีคราม”

โดยแม่น้ำมูลที่มีสีออกสีคราม จะไหล ไปรวมกับแม่น้ำโขงที่สีออกจะขุ่นๆเป็นสีปูน

เกิดเป็นแม่น้ำโขงที่มีสีของน้ำสองสี ก่อนจะค่อยๆรวมกันและเป็นสีเดียวกัน

และจะมองเห็นได้ชัดเจนช่วงฤดูน้ำหลาก
…..

ทันทีที่พระอาทิตย์ขึ้นเหนือขอบฟ้า เรือชาวบ้านที่ออกมาจับปลาก็เริ่มเคลื่อนไหว

ชีวิตเราก็คงต้องเคลื่อนกันต่อไป ด้วยระบบขับเคลื่อนของแต่ละคนแหล่ะเน๊าะ
…..

จากจุดชมวิวแม่น้ำสองสี เราก็มุ่งหน้าต่อสู่สุดถนนเลียบโขงบริเวณบ้านเวินบึกครับห่างจากจุดที่เราพักไปอีกสิบกว่าโล
…..

การเดินทางแต่ละครั้งเจอป้ายพวกนี้ก็ดีนะครับ ทำให้เราได้คิดอีกมุมนึงว่าป้ายก็คล้ายชีวิตแหล่ะ มีขึ้น(เนิน)ก็ต้องมีลง(เนิน)
…..

บ้านเวินบึกเป็นชุมชนที่คงความสงบไว้ได้อย่างดี เราจะพบเห็นบ้านจัดฝันมากกว่าบ้านจัดสรร ที่ต้องเรียกแบบนี้เพราะคนในพื้นที่

อยู่โดยจัดบ้านตามความฝันตัวเอง ไม่ต้องหรูหราแต่ว่าอยู่ได้และอบบอุ่น

ต้นแบบรถชอปเปอร์ของไทยเรา
…..

โรงเรียนเล็กๆ เด็กๆมาเรียนกันไม่กี่คน แต่ถึงอย่างนั้น ก็มีอาจารย์ที่คอยสอนเด็กๆอยู่ภายใน เด็กแถวนี้โชคดี

ไม่ต้องตื่นแต่เช้ามืด เพื่อมารอรถไปโรงเรียน ไม่ต้องนั่งรถเมล์ ไม่ต้องทนรถติด เดินมาก็ถึงโรงเรียนได้แล้ว
…..

ถนนเส้นแบ่งเขตก่อนจะสุดช่วงของแปลนเลียบโขง
…..

บางครั้งเราก็อย่าไปสนใจตรงหน้าไกลๆไปครับ ใส่ใจกับสิ่งที่อยู่ใกล้เราบ้าง เพราะมันอาจจะมีขวากหนามขวามทางอยู่
ใช้ชีวิตช้าๆสวนกระแสเวลาดูบ้าง จะได้มีเวลาพอที่จะจับขวากหนามออกไป
…..

ศาลาแปดเหลี่ยม ถ้าตามแผนที่มันคงจะเป็นจุดสุดท้าย
…..

แต่ไม่ครับ ทางยังเหลืออีกนิดไหนๆก็มาแล้วขอพาเจ้า CR5 EFI ไปให้สุดเลยละกัน
…..

มาจนสุดทางแล้วจริงๆ เราเจอมุมสงบ มันไม่สวยงามเท่าศาลาแปดเหลี่ยมในจุดก่อนหน้า แต่เราได้เห็นการใช้ชีวิตของคนแถวนี้ เพิ่มมากขึ้น

…..

ผู้คนเลือกมาจอดเรือจับปลาแถวนี้ ไม่ได้หมายความว่าปลาแถวนี้ชุมกว่าจุดอื่นๆนะครับ

เพียงแต่เค้าเลี่ยงการบดบังทัศนียภาพในการชมวิวของผู้ที่แวะผ่านมาจนสุดทางของถนนหมู่บ้านแห่งนี้
…..

พอออกจากตัวหมู่บ้านได้ก็แวะเข้าตลาดเหมือนเช่นเคยครับ ปาท่องโก๋สักชุดกับน้ำเต้าหูสักถุง
…..

อย่างที่บอกไปครับ ตลาดสดยังไงมันก็ได้บรรยากาศมากกว่าตลาดมีแอร์

เราได้เห็นการใช้ชีวิตในอีกมุมหนึ่งซึ่งจริงๆเราไม่ได้ลืมมันแต่มันกลับค่อยๆห่างไกลและจางหายจากเราไปเรื่อยๆ
…..

ในที่สุด เราก็เสร็จสิ้นภารกิจเลียบโขงที่เราไม่ได้ตั้งใจ แต่พอจบทริปเราได้เห็นการใช้ชีวิตในอีกแบบที่เราลืมไป

ก็ทำให้ชุ่มชื่นหัวใจได้ดีเลยครับออกจากโขงเจียม ก็เตรียมดิ่งกลับกรุงกันเลย แล้วสักวันจะกลับมา และใช้เวลาอยู่กับถนนเส้นนี้ให้นานขึ้น

ช่วงขากลับก็ยังไม่พ้นฝนอีกแน่ะ TT
…..

พอฝนซาก็ตั้งหน้าตั้งตาขับกลับมาจนถึงกรุง

เรื่องทริปอาจสิ้นสุดไป แต่เรื่องรถมอเตอร์ไซค์ยังไม่จบนะครับ

เดี๋ยวลำดับต่อไปจะเป็นการสรุปรวมการใช้งาน ข้อดีที่พบ ข้อติที่เจอให้ทราบกัน

All day to end story

เราเดินทางจนมาถึงจุดสุดท้ายแล้ว ก็กลับมาดูสรุปรวมของรถ CR5 EFI คันนี้กันบ้าง
ที่แม้ภายนอกจะไม่ถูกเปลี่ยนไป แต่ภายในหัวใจของการควบคุมการทำงาน ได้รับการปรับปรุงขึ้นมา

การพัฒนาจากคาร์บูเรเตอร์ มาสู่หัวฉีด และถือว่าเป็นหัวฉีดรุ่นแรกของทางค่าย ทำให้รถขับสนุกและแม่นยำในการจ่ายน้ำมันมากขึ้น
ความประหยัดต่อหนึ่งถังน้ำมันเมื่อเทียบกับตัวเก่าเจ้า EFI เหลือน้ำมันมากกว่าประมาณ 2 ลิตร ต่อการเติมน้ำมันหนึ่งครั้งในระยะทาง
ประมาณ250กิโลเมตร โดยความจุถังก็ยังให้มาเท่าเดิมคือ 12 ลิตร แต่เราเดินทางได้ไกลขึ้นเมื่อเป็นเจ้า EFI
สามารถลากได้ไกลจนถึง320กิโลเมตรเลยครับประหยัดใช้ได้ แต่ก็อย่าเสี่ยงลากเลย สัก250โลก็เหล่หาปั๊มกันเหนียวไว้ดีที่สุด

ถังน้ำมันเติมได้ไม่ต้องถือฝา ดีงามมม และตัวถังมีมิติช่องให้เอาเข่าไว้หนีบได้พอดิบพอดี

รูปทรงตัวรถที่ค่อนข้างจะทะมัดทะแมนทำให้ การเลี้ยวแบบแคบๆ หรือว่าการพลิกรถนั้นถือว่าทำได้รวดเร็วดีครับ
และอาจเป็นเพราะน้ำหนักตัวรถที่ไม่มาก อยู่ที่ 140 กก. ทำให้การประคองหรือควบคุมทำได้ดีเลย

ส่วนนึงที่ควรสังเกตุ คือตำแหน่งของเบรคตื้นไปนิดครับ ขับนานๆอาจเมื่อเข่าหรือข้อเท้านิดนึง ก็แก้ด้วยการปรับท่าทางเราช่วยเอา

พูดถึงเบรค ก็มาเรื่องเบรคกันต่อ เบรคหน้าตามมือที่กดได้ดีถึงดีมากครับส่วนเบรคหลังก็ดีนะแต่ระวังเรื่องเบรคหายนิดนึง
เนื่องจากท่านั่ง ทำให้เท้าเราอาจแตะเบรคค้างไว้ได้

เครื่องยนต์ที่มาให้จริงๆคือ 197 cc ก็ถือว่าพอตัว เวลาที่เดินคันเร่งออกไป แต่ในย่านรอบต่ำๆ หรือรอบเดินเบาเครื่องเร่งแรงไปนิดครับ
ต้องให้เครื่องอุ่นๆหรือขับออกไปสักแป๊บ รอบถึงจะลงมาเป็นปกติ ตัวเก่าเดินเบานิ่มกว่าแต่ก็ออกตัวช้ากว่ากันระดับนึง
ถึงแม้จะเป็นบล็อคเครื่องตัวเดิม แต่พอเพิ่มหัวฉีดมาทำให้เครื่องยนต์เป็นอีกบุคลิคนึงทันที อันนี้ต้องลองครับ

ด้วยความเป็นรถสูบเดียวก็ยังคงรูปแบบต้นจี๊ดจ๊าดกลางดุดันแต่ไม่มันส์ในตอนปลายไว้เช่นเคย แต่ความเร็วปลายๆที่ทำไว้ได้ช่วงทดสอบสั้นๆ
ก็ดันได้จนถึง150อยู่ครับอาจต้องใช้ระยะทางและเวลาสักนิด แต่ก็แลกมากับการสะท้านที่แฮนด์บ้าง ซึ่งมันก็ไม่ได้สะท้านจนหน้ากลัว อันนี้ชอบ

เบาะทั้งคนขับและคนซ้อนนุ่มสบายดีไม่มีเจ็บก้นระหว่างการเดินทางไกลๆ

ไฟเลี้ยวเด่นชัดทั้งหน้าหลัง

ไมล์ก็มีบอกเกียร์ ระยะทริป ระยะทางรวม วัดรอบ เอาว่าที่ต้องใช้งานอ่ะมีมาครบ

ทั้งหมดทั้งมวล GPX CR5 EFI จัดว่าเป็นรถค่ายไทยที่น่าสนใจเลยครับ ด้วยราคาที่ไม่สูงมากนัก กับคุณภาพที่ได้มาก็ถือว่าเกินคุ้มแหล่ะ
กับราคาจำหน่ายที่สูงขึ้นจากตัวเดิมครึ่งหมื่นคือ 64,500บาท แต่ได้ระบบหัวฉีดฉลาดๆมา
เหมาะกับการใช้งานแบบทั่วไปได้ครบถ้วน ไม่ว่าจะขับขี่ในเมือง ฝ่าดงรถติด หรือออกทริปเดินทางไกล
ก็ช่วยเชียร์มอเตอร์ไซค์ค่ายไทยๆ ให้มุ่งมั่นพัฒนาต่อไป เพื่อผู้ใช้งานอย่างเราได้เลือกใช้กันมากขึ้น

สุดท้าย ต้องขอบคุณ GPX THAILAND ที่ให้โอกาสนำเจ้า CR5 EFI มาทดสอบ 

ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ แล้วพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปครับ

Comments

comments

SHARE :)