+•+•หมดปลอกเทส 1,200km …ออกไปแตะขอบฟ้ากับ Naked หมวยจีนทางเลือกใหม่… Lifan KP150 +•+•

+•+•หมดปลอกเทส 1,200km …ออกไปแตะขอบฟ้ากับ Naked หมวยจีนทางเลือกใหม่… Lifan KP150 +•+•

ก่อนอื่นต้องแจ้งก่อนว่า นี่เป็น Sponsor Review แรกของผม

เนื่องด้วยมีผู้เห็นว่า ผมเป็นผู้รักการขี่และท่องเที่ยวอีกคนนึง…

จึงได้มีผู้ใหญ่ใจดีหยิบยื่นโอกาส นี้มา…

ผมก็ดีใจสิครับ  ได้ขี่มอเตอร์ไซด์ที่ชอบ…

ได้ท่องเที่ยว… ยิ้มยิ้มยิ้มยิ้ม

ได้ออกไปแตะขอบฟ้า… ยิ้มยิ้มยิ้ม

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมบอกตัวเองไว้ว่า “แม้จะเป็น Sponsor Review”

ผมก็จะขอวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมานะ ครับ

เพราะผมอยากให้ข้อมูลที่แท้จริง ไม่บิดเบือน และจะพยายามเป็นกลางให้มากที่สุด ( มนุษย์ปุถุชนในบางครั้งย่อมมีอคติ ความเป็นกลางในบางครั้งอาจจะต้องพยายามบ้าง 5555 )

เอาล่ะ มาเริ่มเดินทางกันเลยครับ ^^

ก่อนอื่น ต้องบอกก่อน ด้วยแบ็คกราวน์ของผม ที่เป็นคนราย ได้ไม่สูงนัก

การเลือกการใช้งานรถก็มักจะเน้น ความคุ้มค่ามาก่อนเสมอ…( ก็ทำงัย เราไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง ^^ )

รถที่ผมชอบ จึงมักเป็นรถจำพวก “จำแลง” “เลียนแบบ” หรืออะไรก็ตามที่มันราคาย่อมเยาว์  คุ้มค่า แต่ให้รูปลักษณ์ที่สวยงามไปในคันเดียว…

และด้วยครอบครัวที่สอนสั่งมาตั้งแต่ เด็กๆ ให้ทำรังแต่พอตัว

ซื้อเท่าที่จำเป็นและมีตังค์พอ….

ชีวิตผมก็มักจะวนเวียนอยู่กับ พวกรถค่ายทางเลือกเหล่านี้แหล่ะ หรือไม่ก็รถญี่ปุ่นมือสองถูกๆ  ( ก็ด้วยราคาอ่ะนะ ) ^^

ในคราวนี้ ผมได้มีบุญสัมพันธ์กับ Naked หมวยจีนคันใหม่

Lifan KP150 ยิ้มยิ้มยิ้ม

ด้วยความที่ผมเป็นแฟนรถแม่บ้านและรถ Naked size ใช้งาน ( 150-200cc )  ราคาต่ำกว่า 1 แสนบาท

ผมว่ารถ Size ประมาณนี้กำลังดี ทั้งการใช้งานในเมือง และ ออกทริปเป็นบางครั้ง

จะใหญ่กว่านี้ไป ในเมืองที่รถติดๆ บางเส้นก็จะเหนื่อยไปนิดสำหรับผม

จะเอา CC ใหญ่ๆ ขึ้นเพื่อขี่สบายๆ ในทางไกล  ปีนึง มีชีวิตอยู่ในเมือง 350 วัน   ออกทริป 15 วัน

ถ้าด้วยงบจำกัดจำเขี่ย ถ้าผมต้องเลือก  ผมเลือกรถที่ตอบสนองชีวิต 350 วัน ไว้ก่อน หัวเราะหัวเราะหัวเราะหัวเราะ

15 วันที่เหลือ จะเหนื่อยบ้างก็ไม่เป็นไร ยิ้มยิ้มยิ้ม

และด้วยความที่ค่ายญี่ปุ่น ไม่มีรถ Naked ไซส์นี้ให้เลือกเลย

หมวยลี่  Lifan KP150 ก็ดูจะเป็นอีกทางเลือกนึง ที่น่าลองดูครับ

ก่อนออกเดินทางมาดู Spec กันเล็กน้อย

แน่นอนว่าหากเทียบ Spec กับเจ้าตลาด ไม่มีอะไรเทียบได้เลย

แต่รถทุกคัน มัน “จุดเด่น”  และ “จุดด้อย”   ในตัวของมันเองทุกคัน

หากเราเป็นคนเลือกใช้   เราก็คงเลือกที่จะมอง “จุดเด่น”  มันก่อนละกัน

Lifan KP150

เท่าที่ผมเข้าใจ  รถได้ถูกออกแบบมาเป็นรถใช้งานในเมือง  ( Commuter Bike )   ( แล้วตรูเอาไปบิด Test หมดปลอกนอกเมืองทำไมฟะเนี่ย ร้องไห้ร้องไห้ร้องไห้ร้องไห้ )

เครื่องยนต์จึงออกแบบมา  ตรงกันข้าม กับ CBR 150 ที่แรง  รอบจัด เน้นรอบปลาย

เครื่องยนต์ของหมวยลี่ ถ้าดูตาม Spec ผมก็เดาออกว่าเป็นเครื่องยนต์ที่เน้น “แรงบิด” มากกว่า “แรงม้า” ( 2 วาล์ว รอบต่ำ )  และแรงบิดที่มาในรอบที่ต่ำกว่า

เน้นขี่ชิล เกียร์ไม่ต้องเยอะ ( 5 เกียร์ )

และด้วยการระบายความร้อนด้วยน้ำ เครื่องน่าจะเงียบ

ดังนั้น คาแรคเตอร์ ที่ผมเดาไว้ ก่อนขี่  คือ  “แรงบิดดี รอบต่ำ เครื่องเงียบ  เร่งดีในเมือง แต่ปลายน่าจะไม่แรง”   หัวเราะหัวเราะหัวเราะ

ผมทำตามตารางเปรียบเทียบมาให้ดูง่ายๆ นะครับ ( แต่มันก็แค่ข้อมูลในกระดาษอ่ะนะ ของจริงมันต้องลอง )

ดูจาก Spec คู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อ กันทั้งสมรรถนะและราคา ก็น่าจะเป็น Keeway RKV 200 เจ้าเดียวเท่านั้น หุหุ

ผมเองเคยขี่สั้นๆ เลยตอบไม่ได้ว่าในเชิงสมรรถนะ ใครดีกว่ากัน

เรื่อง องค์ประกอบตัวรถ เที่ยวไปคุยไปละกันนะครับ ยิ้มยิ้มยิ้ม

เอาล่ะ มัดกระเป๋าออกเดิทางกันดีกว่า  รถพร้อม คนพร้อม

ว่าแต่….

ไปไหนกันดี ร้องไห้ร้องไห้ร้องไห้

เนื่องจากเป็นวันหยุดยาว

ผมตัดสินใจกลับบ้านละกัน

เส้นทางก็

กทม – พิจิตร  – พิษณุโลก ( วังทอง )  – สุโขทัย ( คีรีมาศ )  – วังทอง  –  พิจิตร
เพชรบูรณ์ ( บึงสามพัน ) – สระบุรี – กทม

รวมระยะทางขี่ใน กทม อีก 100 กว่ากิโล  รวมๆ เส้นทางที่ขี่ก็ 1,250 กม ครับ

สัมผัสแรก ออกเดินทาง

นับจากช่วงรับรถ ถึงทางแยกต่างระดับ บางปะอิน

เป็นช่วงที่รถค่อนข้างจอแจ

KP150 ทำหน้าที่ได้ค่อนข้างเฉิดฉาย….เยี่ยมเยี่ยม

“แรงบิดมารอบต่ำ  และรอบกลาง” ทำให้การเร่งแซงในช่วงความเร็ว 10-80  เป็นจุดที่เด่นที่สุดของมัน

อัตราเร่งในย่านนี้  นับว่ามาดีกว่า CBR150i  ( แต่รอบปลายไม่ต้องถามนะ!!!! )

อีกทั้งเครื่องยนต์ที่  “เงียบ” และ “ลื่น” พอตัว  ทำให้แล้ว เฮ้ยยยย  นี่เครื่องจีนใช่มะ????   เกินคาดอ่ะ!!!!! ประหลาดใจประหลาดใจประหลาดใจ

เอาเป็นว่าเป็นเครื่องยนต์จีน Block ที่ขี่แล้วเนียนที่สุดเท่าที่ผมเคยขี่รถจีนมาละกัน

แต่ก็มีสิ่งที่ต้องติง คือ  คลัทช์

ซึ่งค่อนข้างแข็ง  และในช่วงเกียร์ 1 ช่วงออกตัวมีติดขัดเล็กน้อย ( ถ้าเลียคลัทช์ )

ดังนั้นผมเลยปล่อยคลัทช์สวนคันเร่งเร็วๆ ตอนออกตัวเลย จะช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ไปได้บ้าง

ไม่แน่ใจว่าเป็นเฉพาะคันนี้หรือเป็นทุกคัน

ถ้าแก้ปัญหาตรงจุดนี้ได้  มันจะเป็นรถที่ขี่ในเมืองได้น่ารื่นรมย์ยิ่งนัก ….

พอออกมา Highway โล่งๆ

จบกัน!!!!  ( จบอย่างไร ติดตามต่อไป )  ร้องไห้ร้องไห้ร้องไห้

มาดูในส่วนของ เครื่องยนต์  กันก่อน

นี่คือ 1 จุดที่ผมชอบ ( แต่ก็มีจุดที่ไม่ชอบอยู่เหมือนกัน )

1. เงียบ เดินเรียบดี
2. แรงบิดรอบต่ำ กลาง ดี
3. รอบเครื่องยนต์ที่ลื่น – ไหล

สาเหตุที่ทำให้เกิดข้อดี 3 ประการด้านบนน่าจะเกิดจาก

1. ระบายความร้อนด้วยน้ำ
2. มี Balancer
3. ข้อเหวียงแบบ Offset
4. กระเดื่องวาล์วแบบโรลเลอร์

ซึ่งพวกนี้ เครื่องจีนบางตัวก็ไม่มี  ทำให้เครื่องยนต์ตัวนี้ให้ Feeling ได้ใกล้เคียงกับเครื่องยนต์ของญี่ปุ่นเหมือนกัน

ป.ล. ที่ชอบอีกอย่างนึงคือ มีตาแมวให้มาด้วยนะ เยี่ยมเยี่ยมเยี่ยม

ป.ล. 2   ถังน้ำมัน 16 ลิตรแน่ะ  บิดกันยาวๆ 500 โลขึ้น

มาเดินทางกันต่อ

ออกทริป  วิ่งหลายๆ คนก็สนุกดี ^^

มีน้องๆ วิ่งขึ้นเหนือ ( ไปน่าน )  วิ่งมาด้วยก็อุ่นใจดี

อีกอย่าง เรามาทดสอบรถ  จะใช้อะไรเป็นตัวชี้วัดดี !!!!

ความรู้สึกรึ ?????

ของแบบนั้น  จะกลายเป็นการ มโน ไป…

ใช้ Wave 110i  กับ Spark 135i นี่แหล่ะ เป็นตัวชี้วัดเลย อิอิ

P.S.  Bombay  สปาร์ค 135  และ มุนิน  Wave 110i  ในตำนาน   ^^

แผงหน้าปัด

ก่อนออกเดินทางต่อ มาดูแผงหน้าปัดกันอีกนิด  ถึง Design จะดูไม่เย้ายวน แต่นับว่า ครบครัน ดูง่าย
แต่พอมาเจอไมล์ของ KP150   จนจบทริป ผมบอกได้เลยว่า    “ชอบ”

มันดูง่าย เข็มกวาดๆ มันได้อารมณ์

มีนาฬิกา

มีเกจน้ำมัน

มีทริปมีเตอร์

มีตัวเลขความเร็วเป็นดิจิตอล

มีไฟเตือนความร้อน

ที่เหนือกว่านั้น   มีไฟบอกเกียร์ด้วยนะเอ้อออออออออออออ ^^

ป.ล.  ไมล์ของ KP 150   ค่อนข้างแข็ง

ถ้าวิ่งแถวๆ 113-115   ไมล์ Spark135   ขึ้น 140 แล้ว ส่วนไมล์ CBR300 ขึ้นประมาณ 120 หน่อยๆ

เทียบ GPS อ่อนกว่าอยู่แถวๆ 4-6%

P.S.2  Redline ไม่น่าจะอยู่ที่ 10,000 ไปได้ เพราะแค่รอบ 8,000 ก็แทบจะลากไม่ขึ้นแล้ว!!!!! เศร้าเศร้าเศร้า

ออกเดินทางกันต่อ

วิ่งกับ Wave 110i  และ Spark 135 จาก บางปะอิน มุ่งหน้า พิษณุโลก

Wave 110i หมดปลอก

ส่วน KP150 อยู่ด้านหลัง วิ่งตามก็ต้องหมดปลอกเช่นกัน  ในจังหวะเร่งตาม

สรุป เลยนะครับ  เทียบกับ Spark 135 ละกัน  ถ้าอัตราเร่งเหนือกว่า  แต่ Top Speed สู้ 135i ไม่ได้ครับ

ดีที่สุดที่ทำได้คือไมล์ขึ้น 115  ( ต้องอาศัยลมหนุนด้วย )

ส่วน Spark135  ถ้าขึ้น 150 ได้ก็สามารถแซง KP150 ได้ครับ

เอาล่ะ ถึงนครสวรรค์  พักแป๊บบบบบบ ยิ้มยิ้ม

ผมแยกกับน้องบอม และ มุนิน ประมาณ 5 ทุ่ม และถึงบ้านที่พิจิตรโดยสวัสดิภาพ

รวมวิ่งระยะทางวันแรก ประมาณ 340 กิโลเมตร ยิ้มยิ้ม

เช้าวันต่อมา  ผมมาพินิจพิเคราะห์องค์ประกอบที่สำคัญและทำงานได้อย่างดียิ่งช่วยให้ผมถึงบ้านได้โดยสวัสดิภาพดังนี้

1. ไฟหน้า สว่าง ใช้งานได้จริง การกระจายแสงดีมาก
2. กระจกมองหลัง  ใช้งานได้ดีที่สุด ให้มุมมองดีมาก  ( ผมพูดจริง ไม่ได้อวย  ไม่ได้รับสินบน )
3. ถังน้ำมัน  โซฮอล 91   1 ถังวิ่งได้ 500 โลที่หมดปลอก   ช่วยให้ไม่ต้องเติมน้ำมันบ่อยในยามค่ำคืน

ดีก็ว่าดีนะครับ  ส่วนไม่ดีก็มีก็ค่อยๆ สาธยายไป ยิ้มยิ้มยิ้ม

ต่อไปทดลองขี่ไปตลาดกันนะ ยิ้มยิ้มยิ้ม

มาพินิจพิเคราะห์ในแง่สรีระศาสตร์ของตัวรถ

ต้องบอกว่า ขี่สบาย นั่งสบายทั้งคนขี่คนซ้อน  ทัดเทียมกับ CB500F เลยทีเดียว  โดยที่คนซ้อนอาจจะสบายกว่า

ถ้าถนนเรียบนะครับ !!!ไม่เอาไม่พูดไม่เอาไม่พูดไม่เอาไม่พูด

แต่ถ้าถนนไม่เรียบละก็จะสู้ไม่ได้ในทันที เพราะว่า ช๊อคอัพหลังกระด้างพอสมควร    ไม่ค่อยซับแรงกระแทก แย่แย่แย่

ได้เปลี่ยนช๊อคอัพดีๆสักตัวน่าจะช่วยให้การขับขี่ดีขึ้นกว่านี้มากถึงมากที่สุด

แฮนด์ความสูงกำลังดี  บังคับควบคุมง่ายมาก แถมหักได้แคบสุดๆไปเลย

ส่วนรูปทรงถัง มันกลมไปนิดนึงตรงบริเวณที่ใช้เข่าหนีบ หนีบแล้วเกือบจะกระชับ แต่ไม่กระชับ หลิ่วตาหลิ่วตา

มาทดสอบความคล่องตัวในเมืองกันหน่อย

โดยการเข้าโค้งไปจ่ายตลาด หัวเราะหัวเราะหัวเราะ

หน้าเบา ท้ายเบา  เข้าโค้งความเร็วต่ำดี

คอนโทรลรถได้ง่ายสุดๆ   เอาไปเลย 9/10 เลยเยี่ยมเยี่ยมเยี่ยม

ในเรื่อง Handling ที่ถือว่าสอบผ่านแล้ว  ถ้าสามารถปรับคลัทช์ให้นิ่มขึ้นและใช้งานได้ง่ายกว่านี้

และปรับโช๊คหลังให้นุ่มนวลขึ้น ซับแรงได้ดีกว่านี้

มันจะกลายเป็นรถที่เฉิดฉายในเมืองอย่างแท้จริงเลยทีเดียว( แต่เชื่อว่า น่าจะมีวิธีการปรับได้นะครับ )

ป.ล. จากภาพ   จะสังเกตุเห็นจุดเด่นของ KP150 อีกอย่างนึงคือ Ground Clearance ที่ค่อนข้างเยอะ คือ 165mm ( รถทั่วๆไปอยู่แถวๆ 150 มั๊ง อย่าง CBR250 นี่เหมือนจะ 145 นะครับ ถ้าผิดขออภัย )

ทำให้สามารถปืนป่ายฟุตบาท เตี้ยๆ ได้โดยที่ใต้ท้องรถไม่ครูดกับฟุตบาทเลย

หรือถ้ายางกลมมากๆ สามารถเทโค้งได้เยอะมากๆ   แต่ยางเดิมคงไม่สามารถหล่ะครับ

มาเมืองชาละวัน พามาดูจระเข้หน่อย อิอิ

ป.ล. กล้องมันถ่ายได้กว้างแค่นี้ ถอยหลังติดรั้วละ ขาดๆ เกินๆ ขออภัยด้วยครับ ร้องไห้ร้องไห้ร้องไห้

มาออกเดินทางกันต่อครับ

วันนี้เราจะเดินทางจาก พิจิตรไป อำเภอวังทอง จ. พิษณุโลก บ้านแม่ผมเอง

มาพูดถึงความเร็วในการเดินทางไกลแบบหมดปลอกของ KP150 กันบ้าง…

ถ้าดูตาม Spec เครื่องยนต์  รถคันนี้มีแรงม้าสูงสุดอยู่ที่รอบเครื่องแค่ 7,000 เท่านั้น และที่รอบเครื่องนั้น ความเร็วในเกียร์ 5 คือ 100เศร้าเศร้าเศร้า

พูดง่ายๆ คือ Top Speed คือ 100 ตามไมล์  ( ถ้าไม่มีลมช่วยส่ง )

แต่ถ้ามีลมช่วยส่ง ( เช่นถนน 4 เลนที่มีรถยนต์วิ่งเยอะๆ )   ลมดูด หรืออะไรก็ตาม  ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยทำได้คือแถวๆ 115  ( ตามไมล์ CBR300 คือ 12x กลางๆ มั๊ง ตามไมล์ Spark135 ก็ 140 )

พูดได้ง่ายๆ คือ รอบปลายของ KP150 ไม่ค่อยมีครับ  และยิ่งเป็นรถ Naked แล้วยิ่งต้านลมสุดๆ ( ต้านยิ่งกว่ารถแม่บ้านอีก ) ทำให้ความเร็วปลายทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

ถ้าเป็นตัว KPR150 ซึ่งเป็น Version Sport  เชื่อว่า น่าจะสามารถทำความเร็วตามไมล์แข็งๆของมันได้ถึง 120 แน่

แต่ข้อดีของ KP150 อีกอย่างนึงที่ผมได้กล่าวไปข้างต้น   คือ เครื่องยนต์ที่ เงียบ รอบต่ำ

การแช่รอบที่ความเร็วสูงสุดเพื่อเดินทาง ไม่รู้สึกว่าเครียด หรือ เค้น เลย  คือยังมีความรู้สึกว่า  เครื่องยนต์ยังไปได้อีกเยอะ

ดังนั้นผมเดินทางผมก็แช่อยู่ที่ความเร็วแถวๆ 100-110 เนี่ยแหล่ะครับ หัวเราะหัวเราะหัวเราะ

แต่ข้อเสียคือ กินน้ำมัน เศร้า

เพราะเนื่องด้วยรอบปลายที่ไม่ค่อยจะมีแรง  ผมสังเกตว่าตัวเองจะเปิดคันเร่งสุด อยู่บ่อยๆ  ต้องคอยเตือนตัวเองว่าผ่อนคันเร่งลงมาบ้าง เพราะบิดสุดไป ความเร็วก็ไม่ได้ขึ้นมาตามมือ

ทำให้อัตราการกินน้ำมัน ถังแรก  กับการขี่แบบหมดปลอก หมดคันเร่ง เกือบๆ ตลอด  และน้ำมันโซฮอล 91   อยู่ที่ 32 กิโลลิตร !!!!!!

ตัวนี้ KPR150   มีแฟริ่ง   ปลายน่าจะได้ 120 ความประหยัด ณ หมดปลอก น่าจะได้ 35กม/ลิตร นะ

แถมด้วยเรือนไมล์ปรับใหม่ ดูเร้าขึ้น ( ที่สำคัญ รอบ Redline ตรงขึ้น เพราะของ KP รอบ Redline อยู่ที่ 10,000 ทั้งๆ ที่ไปไม่ถึง )

เช้าวันต่อมา ผมออกจากบ้านแม่ที่วังทองวิ่งมาเที่ยว หมู่บ้านรักษ์ไทย

ทางขึ้นทุ่งโนนสน  อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง  ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านแม่ผมแค่ 30 กม เท่านั้น ( จริงๆถ้าไม่อ้อมภูเขาอาจแค่  10  กิโลเมตร )

เส้นทางนี้เป็นทางขึ้นเขาสูงชันช่วงสั้นๆ

ด้วยแรงบิดรอบต่ำ และแรงบิดสูงสูดอยู่ที่ช่วง 5,500 รอบ

ทำให้พารถไต่ขึ้นเขาได้สบายๆ โดยไม่ต้องเค้นรอบ แค่รักษารอบให้อยู่ในช่วง 4,000 – 6,000 ก็ขึ้นได้ชิลๆ แล้วครับ

ถึงแล้ว หมู่บ้านรักษ์ไทย

ทางขึ้นทุ่งโนนสน บริเวณอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง

ขออนุญาตินำภาพเก่าๆ มาประกอบหัวเราะหัวเราะ

ทุ่งโนนสนเป็นทุ่งหญ้าสะวันน่าและป่าสนอีกทุ่งนึง นอกเหนือจากทุ่งนางพญาที่โด่งดัง

มีชื่อเสียงเรื่องดอกไม้ครับ เยี่ยมเยี่ยม

ทุ่งโนนสนค่อนข้างจะสดอยู่มาก ประหลาดใจประหลาดใจ

ไม่มีไฟฟ้า หรือ น้ำอะไรทั้งนั้น  การขึ้นมาทุ่งโนนสนต้องมีผู้นำทางรวมถึงอาวุธป้องกันตัวมาด้วย

ขณะที่ผมพักอยู่ที่ทุ่งโนนสน มีเสียงฝูงหมาป่าเข้าใกล้พวกเรามาด้วย  ระทึกทีเดียว….

ออกเดินทางต่อ  คราวนี้มีคนซ้อนไซส์บิ๊กซ้อนมาด้วย เท่เท่เท่

น้ำหนักรวม 2 คนไซส์อ้วนๆ และน้ำหนักของก็เกือบๆ 180 กิโลกรัมได้

หมดปลอกไปสุโขทัยกันต่อ

ซ้อน 2 Top Speed ตกลงเล็กน้อย ลมส่งจริงๆ ก็เหลือประมาณ 105  km/h

อัตราการกินน้ำมันที่หมดปลอกเหลือ 30กม/ลิตร ร้องไห้ร้องไห้ร้องไห้

บั้นท้ายอวบอัดพร้อมไฟท้าย LED

ล้อแม็กถูกรัดด้วยยาง Tubeless จากจีน เนื้อค่อนข้างแข็ง  เปลี่ยนยางดีๆ สักคู่ช่วยท่านได้ ยิ้มยิ้ม

พาเที่ยวเมืองเก่าสุโขทัยกันแป๊บบบบบ…..

อากาศร้อนๆ บิดมาหนักๆ หมดปลอก

ไปไหนพยายามไม่ดับเครื่องนะครับ  อยากรู้ว่ามันจะมีอาการความร้อนพุ่งบ้างหรือเปล่า

สรุป ผ่านครับ  แต่ว่าเสียงพัดลมอาจจะทำงานดังไปนิ๊ด ( จริงๆ ก็ไม่นิ๊ด 55555 )

กลับบ้านมาช่วยพ่อทำสวนที่สุโขทัยหน่อย
มาแล้วต้องไม่เสียเที่ยว นึกสนุกว่าใต้ท้อง KP150 สูงพอสมควร  ( 165mm  ) น่าจะพอข้ามท้องร่อง สันเนินในสวนได้สบายๆ

ก็พอไปได้ครับ  กอปรกับแฮนด์บาร์ที่สูงพอสมควร ทำให้คุมรถได้ง่าย

แต่ต้องยืนนะครับ ไม่งั้นมีจุก   เนื่องด้วยช๊อคหลังที่ค่อนข้างกระด้าง เศร้าเศร้าเศร้า

ป.ล. ภูเขาด้านหลังนั่นคือ เขาหลวงสุโขทัย  เดี๋ยวจะพาไปเที่ยวกันครับ

ตามกระแสจักรยานนิ๊สสสสส

ปั่นไปทุ่งนาหลังบ้านกับน้องชาย

เปิด Mode วาร์ปมาโผล่อุทยานแห่งชาติรามคำแหง ( ก็แหม่ห่างจากที่บ้านแค่ ไม่กี่กิโล )

เข้าไปข้างในจะเป็นเส้นทางเดินขึ้นเขาหลวงครับ หัวเราะหัวเราะ

ขออนุญาตินำภาพเก่าๆ มาให้ชม

เดินขึ้นจากพื้นราบประมาณ 3.5 กิโลเมตร ไม่ไกล แต่โหดแบบภูกระดึงเทียบไม่ติด

ด้านบนถ้าเป็นฤดูฝน เมฆ หมอกจะหนามาก และต้นไม้ ต้นหญ้าจะเป็นสีเขียว ( ในรูปนี้ผมขึ้นไปปลายๆกุมภา  )

สภาพทั่วไปเป็นทุ่งหญ้าสะวันน่า สลับ ภูเขาหิน

ผมเองก็ไม่ได้ขึ้นไปนานแล้วเหมือนกัน ว่างๆ จะชวนเพื่อนๆ ขี่มอไซด์ไปนอนที่บ้าน ( หน้าบ้านผมกางเต้นท์ได้ อากาศเย็น )

แล้วชวนกันไปขึ้นเขาหลวงกัน ^^

ภาพนี้ ขอยืมมาจาก Google นะครับ สวยดี

ป.ล. จะทำ Link ให้แต่ Multiply มันไม่อยู่เสียแล้ ต้องขออภัย ….ร้องไห้ร้องไห้

นั่งอยู่ตรงนี้ มองลงไปน่าจะเห็นบ้านพ่อผมหล่ะ

วันสุดท้าย เตรียมตัว หมดปลอก ยาวๆ กลับ กทม

ระยะ วิ่งอ้อมไป อ้อมมา กว่า 600 กิโลเมตร

มัดข้าว มัดของเสร็จ รถพร้อม คนพร้อม ไปกันเลย

อ้อ พ้น Run In ละ  แวะเปลี่ยนน้ำมันเครื่องแป๊บบ   ดูดิ๊ จะลื่นและสมรรถนะดีขึ้นไหม

คำตอบคือ   ไม่!!!!!!  =_____=’

วิ่งผ่าน พิจิตร อีกรอบ

หลงมาถึงไร่องุ่นของคุณสนั่น…

อยู่พิจิตรก็เพิ่งเคยมานี่แหล่ะ

พูดถึงเบาะ นั่งสบายอยู่นะครับ  ยิงยาวได้ 200 โลก็พอทน ยิ้มยิ้ม

อ๊ะ ๆ  ลืมพูดถึงสิ่งนี้เลย

ถนนโล่งๆ มาลองตั้งสมาธิจับ Feeling ระบบกันสะเทือนหน้ากับระบบเบรคกันสักนิด

ผลคือ  อยู่ในระดับที่ OK ครับ  การหยุดรถทำได้ดี  แต่เรื่องการส่ง Feeling มายังก้านเบรคหน้ายังขาดไปนิดนึง

ส่วนช๊อคหน้า ยุบตัวได้นุ่มนวลดี แต่สำหรับผม ถ้านุ่มกว่านี้อีกสักหน่อย จะดีมาก  อันนี้ติดไปทางแข็งนิดๆ ครับ

เบรคหลัง   OK ครับ

เสียงท่อ เงียบดี รูปทรงสวยใช้ได้  ตรงนี้ให้ผ่านครับ หัวเราะหัวเราะหัวเราะ

เพิ่งค้นพบว่าพิจิตร บ้านผมมีถนนวิ่งบนเขา บนเนินสวยๆ กะเค้าเหมือนกันนะเนี่ย ประหลาดใจประหลาดใจประหลาดใจ

วิ่งอ้อมๆ  มาดักรอกลุ่มที่มาทับเบิกและทุ่งดอกกระเจียว

อยากเข้าไปดูดอกกระเจียวนะ แต่มาบ่อยแล้ว แล้วก็วันนี้ต้องขี่อีกไกล กลัวจะหมดแรงข้าวต้ม เสียก่อน  =_____=

ยืมภาพจาก Internet ปลอบใจตัวเองละกัน T____T

เจอเพื่อนๆ ละ ไม่เหงาแล้ว

อีกอย่างจะได้มีตัวเปรียบเทียบสมรรถนะ หลายๆ คันเช่น CBR150, Nouvo SX, Suzuki Shogun

จะได้ไม่ต้องมโน ไปเอง

ก็ได้คำตอบหลายๆ เรื่องเช่น

-ออกตัวได้เร็วกว่า Nouvo SX หมกเม็ดเพิ่มแรงต้น   แต่แรงปลายต้องยอม
-Top Speed ได้ 120 กลางๆ ตามไมล์ CBR300  แต่ไมล์รถขึ้น 114
-ความเร็วปลายสูสีกับ Shogun 125  จะดีกว่านิดเดียว ถ้าตั้งใจลากจริงจัง

หลังจากซัดหมดปลอก ยาวๆ 600 กิโลเมตร ร้องไห้ร้องไห้ร้องไห้

กลับมาถึง กทม  มาสำรวจความสมบูรณ์ของตัวรถกันหน่อย ว่ามีอะไรบุบสลายบ้าง

ผลคำตอบคือ  ไม่มีครับ เครื่องยนต์ยังปกติ  ไม่มีเสียงประหลาดเล็ดรอดออกมา  ไม่มีรั่ว ไม่มีซึม  น้ำมันเครื่องไม่พร่องเลย เยี่ยมเยี่ยม

ในแง่ความอึด ทน ของเครื่องยนต์ยังวัดไม่ได้ เพราะแค่นี้มันยังน้อยไป   แต่มันก็รอดพ้นระยะทางหมดปลอก 1,200 กม มาได้

ก็นับว่าทนทานในระดับหนึ่งครับ ยิ้ม

มาดูสาเหตุของรอบปลายที่ไม่มีกันหน่อย ( แบบเดาล้วนๆ )

เป็นปกติของรถจีนที่คาร์บูจะเล็ก เพราะว่า ประเทศเขาบางพื้นที่ตั้งอยู่ในเขตที่อากาศเบาบาง เมื่ออากาศน้อย น้ำมันก็ต้องน้อย ( จากประสบการณ์ที่ผมขี่รถ Spark135 คาร์บูไปจีน )

สำหรับรถ 150 cc ให้คาร์บู 24mm มาก็ถือว่าเล็กไปนิดนึง สำหรับประเทศที่มีบรรยากาศความหนาแน่นความสูงแถวๆระดับน้ำทะเลอย่างบ้านเรา  ( นีผมมะโนเองนะ 5555 )

ถ้าได้สัก 26mm  เชื่อว่า สมรรถนะจะดีกว่านี้เป็นกองเลยหล่ะ ….

หลังจากอยู่กับมันมาเกือบ ๆ 1,300 กิโลเมตร

อาจจะยังรู้จักมันได้ไม่ทุกแง่มุมนัก  แต่มานั่งคิดทบทวนแล้ว

คงไม่มีที่ไหน เหมาะกับมันเท่านี้อีกแล้ว

“ในเมือง”

พร้อมกับความประหยัดที่ดีขึ้น ( เพราะไม่ต้องบิดคันเร่งหมดปลอกเพราะแรงบิดดีอยู่แล้ว )

มาพร้อมกับความประหยัดประมาณ 40โลลิตร

ถ้าถามว่า KP150 ให้ Feeling คล้ายรถคันไหนมากที่สุด

ต้องตอบว่า ที่เคยขี่มา คือ Yamaha Vixion 150

แต่ว่าเครื่องยนต์ของ Yamaha ให้ความแรงได้ครบถ้วน ไม่ตกบกพร่องทั้งต้น กลาง ปลายเลย เยี่ยมเยี่ยมเยี่ยม

ส่วน Handling ก็คล้ายๆ กัน คือ คล่อง เหมือนกันเลย

ยังงัยก็ดี งานเลี้ยง ย่อมมีวันเลิกรา  มาถึงบทสรุปสุดท้ายของการใช้ชีวิตอยู่กับหมวยจีนกันนะครับ

สิ่งที่ผมชอบ ยิ้มยิ้มยิ้ม

– สรีระศาสตร์ของตัวรถ นั่งสบายใช้ได้
– แฮนดลิ่งที่พลิ้ว คล่อง สำหรับในเมือง
– ฟิลลิ่งที่ค่อนข้างนุ่มและเงียบ ของเครื่องยนต์ มันทั้งนิ่ง และไม่สั่น ไม่ว่าอยู่ที่รอบการทำงานไหน
– ท่อเงียบ
– แรงบิดรอบต่ำ และกลาง
– รอบเครื่องค่อนข้างลื่นไหล
– ไมล์รถ ใช้งานง่าย
– ไฟสว่าง
– กระจกมองหลังเยี่ยม
– เบาะตอนเดียว
– งานประกอบ แน่นดี ไม่มีส่วนใดดังเลย สีสวยใช้ได้
– ราคาค่าตัว!!!!!
– Big Bike Look  ( มีคนมาถามว่าคันละกี่แสนด้วย )
– ความทนทานอยู่ในระดับน่าจะดี
– แรงบิดสมกับเป็น 150cc

สิ่งที่ผมไม่ชอบ เศร้าเศร้าเศร้า

– คลัทช์แข็งไปหน่อย
– ช่วงการตัดต่อกำลังตอนออกตัวเกียร์ 1
– เข้าเกียร์ว่างยาก
– ช๊อคหลังแข็ง
– กำลังเครื่องยนต์รอบปลาย
– แรงปลายนึกว่าขี่ 125cc
– กินน้ำมันไปหน่อย

และสรุปสั้นๆ นะครับ

รถคันนี้น่าจะเหมาะกับคนที่ชอบอะไรไม่ซ้ำใคร อยากได้รถ Naked ไว้ใช้ขับขี่ในเมืองเป็นส่วนใหญ่  หรือชอบการเดินทางไกลแบบไปเรื่อยๆ
ชิลๆ ไปเรื่อยๆ นั่งสบาย โดยมีงบประมาณที่จำกัด

ถามว่าคุ้มราคาไหม โดยส่วนตัวผมว่า คุ้มครับ แต่อย่าคาดหวังกับสมรรถนะของรถระดับ 150cc ว่าจะเท่า 150cc ญี่ปุ่น ( อัตราเร่งพอได้ แต่แรงปลายห่างไกล )

ใครชอบจัดได้เลยครับ ….

ขอบคุณที่รับชมครับ  เจอกันใหม่กระทู้หน้าครับ จุ๊บๆจุ๊บๆจุ๊บๆจุ๊บๆจุ๊บๆ

บทความโดย เตี้ย ล่ำ ดำ แก่

Comments

comments

SHARE :)